รู้ไว้ก่อนสาย! 5 พฤติกรรมใช้มือถือที่เพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทุกวันนี้สมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใช้ดูแผนที่ รับสาย ฟังเพลง หรืออ่านข้อความ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการใช้มือถือระหว่างขับรถ แม้เพียงไม่กี่วินาที ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก
วันนี้ Sanook Auto จะมาเผยว่าสาเหตุที่ำให้ใช้มือถือในรถยนต์เสี่ยงอันตรายและเกิดอุบัติเหตุง่ายกว่าที่คิด
5 เหตุผลที่ใช้มือถือในรถกลายเป็นสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
1. สายตาละจากถนน แม้เพียงไม่กี่วินาทีก็อันตราย
เหตุผลแรกและชัดเจนที่สุดคือ ผู้ขับต้องละสายตาจากถนนเพื่อมองหน้าจอมือถือ
หลายคนอาจคิดว่าแค่ก้มมองข้อความหรือเปลี่ยนเพลงเพียง 2-3 วินาทีไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริง หากรถวิ่งด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. รถจะเคลื่อนที่ไกลเกือบ 28 เมตรต่อวินาที
นั่นหมายความว่า หากคุณก้มมองมือถือเพียง 3 วินาที รถอาจวิ่งไปไกลกว่า 80 เมตรโดยที่สายตาไม่ได้มองถนนเลย ซึ่งระยะดังกล่าวมากพอที่จะเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ
2. สมองประมวลผลข้อมูลได้ช้าลง
แม้จะยังมองถนนอยู่ แต่การคุยโทรศัพท์หรืออ่านข้อความก็ทำให้สมองแบ่งความสนใจออกไปจากการขับรถ นักวิจัยเรียกภาวะนี้ว่า Cognitive Distraction หรือการเสียสมาธิทางความคิด ซึ่งส่งผลให้การรับรู้สถานการณ์รอบตัวลดลง
ตัวอย่างเช่น ผู้ขับอาจมองเห็นรถคันหน้าเบรก แต่สมองใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจเหยียบเบรก ทำให้ระยะหยุดรถยาวขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการชนท้าย
3. มือไม่พร้อมควบคุมพวงมาลัย
การถือโทรศัพท์ขณะขับรถทำให้เหลือมือเพียงข้างเดียวสำหรับควบคุมพวงมาลัย
แม้หลายคนจะคิดว่าขับได้ตามปกติ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น มีรถตัดหน้า คนเดินถนนวิ่งข้ามถนน หรือรถเสียการทรงตัว ผู้ขับอาจไม่สามารถหักหลบหรือควบคุมรถได้ทันเวลา
ยิ่งในช่วงฝนตก ถนนลื่น หรือขับด้วยความเร็วสูง การมีมือทั้งสองข้างอยู่บนพวงมาลัยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
4. การใช้ GPS ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
หลายคนมองว่าการเปิดแผนที่นำทางไม่น่าจะอันตรายเท่าการเล่นโซเชียล แต่ในความเป็นจริง การกดตั้งค่าเส้นทาง ซูมแผนที่ หรือมองหน้าจอ GPS บ่อยเกินไป ก็ทำให้เสียสมาธิได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือมีทางแยกหลายจุด การมัวแต่ดูหน้าจออาจทำให้พลาดสัญญาณไฟจราจร รถคันหน้า หรือผู้ใช้ถนนคนอื่นได้
ทางที่ดีควรตั้งปลายทางก่อนออกรถ และใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียงหากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระหว่างเดินทาง
5. ความมั่นใจเกินไปคือความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
หนึ่งในเหตุผลที่หลายคนยังใช้มือถือขณะขับรถ คือความเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมรถได้ดีพอ หรือ "แค่แป๊บเดียวคงไม่เป็นไร" แต่สถิติอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดขึ้นจากช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้ขับคิดว่าสามารถจัดการทุกอย่างได้พร้อมกัน
ความจริงคือมนุษย์ไม่สามารถให้ความสนใจกับหลายสิ่งพร้อมกันได้เต็มประสิทธิภาพ การสลับความสนใจไปมาระหว่างมือถือและถนนทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใช้มือถือขณะขับรถ ผิดกฎหมายหรือไม่?
นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแล้ว การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถยังอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายจราจรของประเทศไทยอีกด้วย
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ห้ามใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ เว้นแต่เป็นการใช้อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้สามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์ เช่น การเชื่อมต่อ Bluetooth หรือระบบ Hands-Free ภายในรถ
หากเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ถือโทรศัพท์เพื่อโทรศัพท์ รับสาย พิมพ์ข้อความ เล่นโซเชียลมีเดีย หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ระหว่างขับรถ อาจถูกดำเนินคดีและมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด แม้แต่การจอดติดไฟแดง หากรถยังอยู่ในสภาพพร้อมเคลื่อนที่และผู้ขับยังควบคุมรถอยู่ การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งานก็ยังมีโอกาสถูกมองว่าเป็นการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถได้เช่นกัน
แล้วการใช้ Google Maps หรือ GPS ผิดหรือไม่?
การใช้ระบบนำทาง เช่น Google Maps, Apple Maps หรือแอปนำทางอื่น ๆ สามารถทำได้ หากติดตั้งโทรศัพท์ไว้บนแท่นยึด (Phone Holder) อย่างเหมาะสม และไม่ได้ถือโทรศัพท์ในมือระหว่างขับรถ
อย่างไรก็ตาม ผู้ขับควรตั้งค่าปลายทางก่อนออกรถ และหลีกเลี่ยงการกดหน้าจอหรือปรับเส้นทางระหว่างขับขี่ เพราะแม้จะไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่ก็ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการเสียสมาธิได้
บทลงโทษที่ควรรู้
ผู้ขับขี่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถโดยไม่มีอุปกรณ์เสริมสำหรับการสื่อสาร อาจถูกปรับสูงสุด 4,000 บาท ตามกฎหมายจราจรที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และหากการใช้โทรศัพท์เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อาจมีความผิดเพิ่มเติมทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่าการฝ่าฝืนกฎจราจรทั่วไปอย่างมาก

แล้วควรใช้งานมือถืออย่างไรให้ปลอดภัย?
หากจำเป็นต้องใช้งานมือถือระหว่างเดินทาง ควรปฏิบัติดังนี้
- ใช้ระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto
- เชื่อมต่อ Bluetooth สำหรับรับสายแบบแฮนด์ฟรี
- ตั้งค่า GPS ก่อนเริ่มเดินทาง
- ใช้คำสั่งเสียงแทนการกดหน้าจอ
- หากจำเป็นต้องอ่านข้อความหรือโทรศัพท์ ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัยก่อน
ปิดท้ายก่อนจาก
การใช้มือถือขณะขับรถไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแค่เรื่องการละสายตาจากถนนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ การควบคุมรถ และความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย ดังนั้นแล้วถ้าอยากถึงบ้านปลอดภัยควรจะ วางมือถือไว้ก่อนแล้วโฟกัสกับการขับรถ จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการปกป้องทั้งตัวคุณและผู้ร่วมทางบนท้องถนน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



