เพราะอะไร? ทำไมรถเก๋งส่วนมาก ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง

เพราะอะไร? ทำไมรถเก๋งส่วนมาก ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง

เพราะอะไร? ทำไมรถเก๋งส่วนมาก ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เคยสังเกตไหมว่า รถแฮทช์แบ็ก, SUV, MPV หรือรถตู้หลายรุ่น มักมีที่ปัดน้ำฝนด้านหลังติดมาให้ แต่พอมาดูรถเก๋งซีดานส่วนใหญ่ กลับไม่มีที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง ทั้งที่เวลาฝนตก กระจกหลังก็เปียกเหมือนกัน แล้วทำไมผู้ผลิตรถยนต์ถึงไม่ติดตั้งมาให้?

คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องการลดต้นทุน แต่เกี่ยวข้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ รูปทรงตัวถัง มุมกระจกหลัง และลักษณะการไหลของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ด้วย

ทำไมรถเก๋งไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง

ถ้ามองจากการออกแบบแล้ว รถเก๋งหรือรถซีดานมีจุดเด่นคือกระจกหลังมักลาดเอียงต่อเนื่องไปยังฝากระโปรงท้าย เมื่อรถวิ่งไปข้างหน้า กระแสลมจะไหลผ่านหลังคาแล้วปะทะลงบริเวณกระจกหลังและฝากระโปรงท้าย ทำให้น้ำฝนบางส่วนถูกลมพัดออกจากกระจกได้เอง

พูดง่าย ๆ คือ รูปทรงของรถเก๋งช่วยให้ลมไล่น้ำออกจากกระจกหลังได้ดีกว่ารถทรงท้ายตัด จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังในหลายรุ่น

รถ SUV / Hatchback ทำไมต้องมี

หาถ้าคุณซื้อรถแฮทช์แบ็ก, SUV และ MPV จะมีให้ก็เพราะด้านหลังมักมีด้านท้ายค่อนข้างตั้งชัน หรือที่เรียกว่าทรงท้ายตัด เมื่อรถวิ่งจะเกิดกระแสลมวนบริเวณท้ายรถ ทำให้ฝุ่น น้ำโคลน และละอองฝนถูกดูดกลับมาเกาะที่กระจกหลังได้ง่าย

ทำให้เป็นเหตุผลว่าทำไมรถกลุ่มนี้แทบจะต้องมีที่ปัดน้ำฝนหลังติดมาให้ เพราะหากไม่มี เมื่อฝนตกหรือขับผ่านถนนเปียก กระจกหลังจะเปื้อนเร็วมากจนมองผ่านกระจกมองหลังแทบไม่ชัด

 honda_city_25

อยากติดที่ปัดน้ำฝนหลังในรถเก๋ง ทำได้ไหม?

จริงๆ ถ้าดูรถในอดีตก็เคยมีรถซีดานบางรุ่นติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังมาให้ แต่ปัจจุบันพบได้น้อยลง เพราะเมื่อเทียบประโยชน์กับต้นทุน น้ำหนัก ความซับซ้อนของระบบ และผลต่อดีไซน์ท้ายรถ ผู้ผลิตมักมองว่าไม่จำเป็นสำหรับรถเก๋งส่วนใหญ่

นอกจากนี้ การติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังยังต้องมีมอเตอร์ สายไฟ หัวฉีดน้ำ ถังพักน้ำหรือท่อน้ำเพิ่มเติม รวมถึงต้องออกแบบฝากระโปรงท้ายและกระจกหลังให้รองรับ ซึ่งเพิ่มต้นทุนและจุดที่อาจต้องบำรุงรักษาในอนาคต

แต่ที่ไม่ติดมาในรถเก๋งจำนวนมากเน้นเส้นสายท้ายรถที่เรียบ สวย และลู่ลม การมีใบปัดน้ำฝนหลังอาจทำให้ดีไซน์ดูรกขึ้น โดยเฉพาะรถซีดานยุคใหม่ที่เน้นความพรีเมียมและความสปอร์ต ดังนั้นผู้ผลิตจึงเลือกใช้ประโยชน์จากรูปทรงตัวถังและระบบไล่ฝ้ากระจกหลังแทน เพื่อให้ยังมองเห็นได้ดีในสภาพฝนตกทั่วไป โดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ภายนอกที่อาจกระทบภาพลักษณ์ของตัวรถ

 8882

รถเก๋งใช้ระบบไล่ฝ้าหลังแทนที่ปัดน้ำฝนได้ไหม?

เมื่อไม่มีที่ปัดน้ำฝนหลังในรถเก๋ง แต่มีปุ่มไล้ฝ้าเท่านั้น หลายคนเข้าใจผิดว่ามาแทน ต้องแยกกันก่อนว่า ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง กับ ที่ปัดน้ำฝนหลัง ทำหน้าที่คนละอย่าง

  • ระบบไล่ฝ้าหลัง ใช้ความร้อนจากเส้นลวดบนกระจก เพื่อไล่ฝ้าและความชื้นด้านในกระจก
  • ที่ปัดน้ำฝนหลัง ใช้ปัดน้ำ ฝุ่น หรือคราบสกปรกที่เกาะอยู่ด้านนอกกระจก

ดังนั้นระบบไล่ฝ้าหลังช่วยให้กระจกไม่มัวจากความชื้นด้านใน แต่ไม่ได้ปัดน้ำฝนหรือคราบสกปรกด้านนอกออกเหมือนใบปัดน้ำฝน

อยากให้กระจกหลังรถเก๋งมองชัดขึ้น ควรทำอย่างไร?

แม้รถเก๋งไม่มีที่ปัดน้ำฝนหลัง แต่ผู้ใช้สามารถดูแลกระจกหลังให้มองเห็นชัดขึ้นได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เหล่านี้

  • ล้างกระจกหลังเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้มีคราบฝุ่นหรือคราบน้ำฝังแน่น
  • เช็ดกระจกด้านในเพื่อลดคราบมันและฝ้าที่เกิดจากความชื้น
  • เปิดระบบไล่ฝ้าหลังเมื่อกระจกเริ่มมัว
  • ใช้น้ำยาเคลือบกระจกแบบไล่น้ำ หากต้องขับรถหน้าฝนบ่อย
  • ตรวจสอบกระจกมองข้างให้สะอาด เพราะสำคัญมากเวลาฝนตก
  • อย่าวางของบังทัศนวิสัยบริเวณแผงลำโพงหลัง

ปิดท้ายก่อนจาก

ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดทำให้รถเก๋งส่วนใหญ่ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง เป็นเพราะรูปทรงตัวถังและมุมกระจกหลังช่วยให้อากาศไหลผ่านและพัดน้ำออกได้ดีกว่ารถท้ายตัดอย่างแฮทช์แบ็ก, SUV หรือ MPV จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งที่ปัดน้ำฝนหลังในหลายรุ่น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ฝนตกหนักหรือรถติด กระจกหลังของรถเก๋งก็ยังอาจมองไม่ชัดได้ ผู้ขับจึงควรดูแลความสะอาดกระจกหลัง เปิดระบบไล่ฝ้าเมื่อจำเป็น และใช้กระจกมองข้างร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้ขับขี่ปลอดภัยที่สุดในทุกสภาพอากาศ 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล