เช็กยางปัดน้ำฝนแบบไหนให้รอดก่อนเข้าหน้าฝน ปัดยังไงถึงรู้ว่าควรเปลี่ยนแล้ว

เช็กยางปัดน้ำฝนแบบไหนให้รอดก่อนเข้าหน้าฝน ปัดยังไงถึงรู้ว่าควรเปลี่ยนแล้ว

เช็กยางปัดน้ำฝนแบบไหนให้รอดก่อนเข้าหน้าฝน ปัดยังไงถึงรู้ว่าควรเปลี่ยนแล้ว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แม้ตอนนี้ยังไม่มีประกาศชัดว่าประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝน หรือยัง แต่สิ่งเล็ก ๆ ที่คนใช้รถมักมองข้าม แต่มีผลต่อความปลอดภัยโดยตรงคือ “ยางปัดน้ำฝน” เพราะต่อให้ไฟหน้า ยางรถ หรือเบรกพร้อมแค่ไหน หากฝนตกหนักแล้วปัดกระจกไม่สะอาด มองทางไม่ชัด ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ทันที

หลายคนมักรอให้ยางปัดน้ำฝนปัดไม่ออก เสียงดัง หรือกระจกเป็นคราบก่อนค่อยเปลี่ยน แต่ความจริงควรตรวจเช็กตั้งแต่ก่อนเข้าหน้าฝน เพื่อให้พร้อมใช้งานในวันที่ต้องเจอฝนตกหนักจริง ๆ วันนี้ Sanook Auto จะมาบอกและสอนคุณดูก่อนลุยฝนพร้อมแล้วมาเริ่มกันได้เลย

ยางปัดน้ำฝนควรเปลี่ยนทุกกี่ปี?

โดยทั่วไป ยางปัดน้ำฝนควรเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและสภาพอากาศ หากรถจอดกลางแดดบ่อย ยางปัดน้ำฝนจะเสื่อมเร็วกว่ารถที่จอดในร่ม เพราะความร้อนทำให้เนื้อยางแข็ง กรอบ และเสียรูปได้ง่าย

แม้บางคันจะใช้งานไม่บ่อย แต่ถ้ายางเริ่มแข็ง ปัดแล้วเป็นเส้น หรือมีเสียงดัง ก็ควรเปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปี

640_2016051810403872

วิธีเช็กยางปัดน้ำฝนก่อนเข้าหน้าฝน

การตรวจยางปัดน้ำฝนทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่ช่วยลดความเสี่ยงตอนขับรถท่ามกลางฝนตกได้มาก

1. ลองฉีดน้ำแล้วปัดดู

วิธีเช็กที่ง่ายที่สุดคือฉีดน้ำล้างกระจก แล้วเปิดที่ปัดน้ำฝนให้ทำงาน หากปัดแล้วกระจกใส ไม่มีคราบน้ำ ไม่มีเส้น และไม่มีเสียงผิดปกติ แสดงว่ายังพอใช้งานได้

แต่ถ้าปัดแล้วน้ำยังเป็นแผ่น ปัดไม่เกลี้ยง หรือมีคราบยาวตามแนวกระจก แปลว่ายางเริ่มเสื่อมแล้ว

2. ดูว่าปัดแล้วเป็นเส้นหรือไม่

ถ้าปัดน้ำฝนแล้วเห็นเป็นเส้นน้ำหลายเส้นบนกระจก อาจเกิดจากขอบยางเริ่มแข็ง ขาด บิ่น หรือมีสิ่งสกปรกติดอยู่ หากเช็ดทำความสะอาดแล้วยังเป็นเหมือนเดิม ควรเปลี่ยนยางใหม่

3. ฟังเสียงตอนปัด

ยางปัดน้ำฝนที่ดีควรปัดเงียบและลื่น หากเริ่มมีเสียงดังเอี๊ยด ๆ ครืด ๆ หรือกระโดดบนกระจก แสดงว่ายางอาจแข็งหรือเสียรูปจนแนบกับกระจกไม่สนิท

4. ใช้มือจับดูเนื้อยาง

ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้น แล้วใช้นิ้วแตะที่ขอบยางเบา ๆ หากเนื้อยางยังนิ่ม ยืดหยุ่น และขอบเรียบ ถือว่ายังใช้งานได้ แต่ถ้าจับแล้วแข็ง กรอบ แตกลายงา หรือมีรอยบิ่น ควรเปลี่ยนทันที

5. เช็กว่าขอบยางแนบกระจกดีไหม

ถ้าปัดแล้วบางช่วงของกระจกยังมีน้ำค้างอยู่เป็นแถบ อาจเกิดจากก้านปัดน้ำฝนกดไม่เท่ากัน หรือยางเสียรูปจนแนบกระจกไม่สนิท กรณีนี้ควรตรวจทั้งยางปัดและก้านปัดน้ำฝนร่วมกัน

สัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนทันที

  • ปัดแล้วกระจกเป็นเส้นน้ำหรือเป็นคราบ
  • ปัดแล้วมีเสียงดังผิดปกติ
  • ยางปัดน้ำฝนกระโดดหรือสะดุดบนกระจก
  • เนื้อยางแข็ง กรอบ หรือแตกลายงา
  • ขอบยางบิ่น ฉีก หรือหลุดจากโครง
  • ปัดแล้วมองเห็นไม่ชัด โดยเฉพาะตอนฝนตกกลางคืน
  • ใช้งานมาเกิน 1 ปี โดยไม่เคยเปลี่ยน

เช็กยางปัดน้ำฝนหน้าแล้ว อย่าลืมใบปัดหลัง

รถแฮทช์แบ็ก, SUV, MPV และรถบางรุ่นมียางปัดน้ำฝนหลัง ซึ่งหลายคนมักลืมตรวจสอบ ทั้งที่มีประโยชน์มากเวลาฝนตกหนักหรือถอยรถในพื้นที่เปียก หากใบปัดหลังปัดแล้วเป็นคราบ หรือไม่ได้ใช้งานมานานจนยางแข็ง ควรเปลี่ยนพร้อมกับใบปัดหน้าจะดีที่สุด

ควรเปลี่ยนเฉพาะยาง หรือเปลี่ยนทั้งก้าน?

ถ้าก้านปัดน้ำฝนยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีสนิม ไม่คดงอ และแรงกดบนกระจกยังปกติ สามารถเปลี่ยนเฉพาะ ยางรีฟิล ได้ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

แต่ถ้าก้านปัดน้ำฝนเริ่มหลวม สปริงอ่อน โครงบิด หรือปัดแล้วบางช่วงไม่แนบกระจก แม้เปลี่ยนยางใหม่ก็ยังปัดไม่สะอาด กรณีนี้ควรเปลี่ยนทั้งชุดใบปัดน้ำฝน

เลือกยางปัดน้ำฝนแบบไหนดี?

ยางปัดน้ำฝนมีหลายแบบ โดยหลัก ๆ จะมีแบบโครงเหล็ก, แบบไร้โครง และแบบไฮบริด

ประเภท จุดเด่น เหมาะกับใคร
แบบโครงเหล็ก ราคาย่อมเยา หาซื้อง่าย ผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการประหยัด
แบบไร้โครง แนบกระจกดี รูปลักษณ์สวย ลดเสียงลม คนที่ต้องการความเงียบและประสิทธิภาพดีขึ้น
แบบไฮบริด ผสมข้อดีของโครงเหล็กและไร้โครง คนที่อยากได้ความทนทานและการปัดที่สม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือขนาดต้องตรงกับรถ และควรเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ เพราะยางปัดน้ำฝนราคาถูกมากเกินไปบางรุ่นอาจแข็งเร็วหรือปัดไม่เรียบตั้งแต่ช่วงแรกของการใช้งาน

วิธีดูแลยางปัดน้ำฝนให้ใช้งานได้นานขึ้น

  • เช็ดขอบยางปัดน้ำฝนด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดเป็นประจำ
  • อย่าเปิดที่ปัดน้ำฝนตอนกระจกแห้ง เพราะทำให้ยางสึกเร็ว
  • เติมน้ำฉีดกระจกให้พร้อมใช้งานเสมอ
  • หากจอดกลางแดดนาน ควรยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นบ้างเพื่อลดการกดทับ
  • หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาเคลือบกระจกบางชนิดที่ทำให้ยางสะดุดหรือเกิดเสียง
  • ล้างคราบฝุ่น ทราย หรือยางไม้บนกระจกก่อนเปิดใช้งาน

ฝนตกหนักแล้วที่ปัดน้ำฝนเอาไม่อยู่ ควรทำอย่างไร?

ถ้าขับอยู่แล้วฝนตกหนักจนปัดน้ำฝนไม่ทัน หรือมองทางไม่ชัด อย่าฝืนขับเร็ว ให้ลดความเร็ว เปิดไฟหน้า เว้นระยะจากคันหน้าให้มากขึ้น และหากทัศนวิสัยแย่มาก ควรหาที่จอดพักในจุดปลอดภัย

ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินขณะรถยังวิ่ง เพราะอาจทำให้รถคันหลังสับสน โดยเฉพาะเวลาต้องเปลี่ยนเลนหรือเบรกกะทันหัน

ปิดท้ายก่อนจาก

ดังนั้นก่อนเข้าหน้าฝน ควรเช็กยางปัดน้ำฝนด้วยการฉีดน้ำแล้วลองปัด ดูว่ามีคราบ เส้นน้ำ เสียงดัง หรืออาการสะดุดหรือไม่ รวมถึงตรวจเนื้อยางว่ามีรอยแตก แข็ง หรือบิ่นหรือเปล่า หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรเปลี่ยนทันที

โดยทั่วไปยางปัดน้ำฝนควรเปลี่ยนทุก 6-12 เดือน โดยเฉพาะรถที่จอดกลางแดดบ่อยหรือใช้งานหนักในเมือง การเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนก่อนหน้าฝนอาจเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่ช่วยให้มองเห็นถนนชัดขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยทุกครั้งที่ต้องขับรถท่ามกลางฝนตกหนัก จนเกิดอุบัติเหตุได้ในที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล