รถไฮบริด, รถน้ำมัน และรถไฟฟ้า แบบไหนเสี่ยงไฟไหม้มากที่สุด?

รถไฮบริด, รถน้ำมัน และรถไฟฟ้า แบบไหนเสี่ยงไฟไหม้มากที่สุด?

รถไฮบริด, รถน้ำมัน และรถไฟฟ้า แบบไหนเสี่ยงไฟไหม้มากที่สุด?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ช่วงหลังมานี้ หลายคนมักจะเห็นข่าวรถยนต์ไฟฟ้าไฟไหม้มักได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า รถ EV อันตรายกว่ารถน้ำมันจริงหรือไม่ แล้วถ้าเทียบกับรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด แบบไหนเสี่ยงไฟไหม้มากที่สุด?

วันนี้ Sanook Auto มีคำตอบว่ารถแบบไหนเกิดไฟไหม้งานกว่า

 

รถไฮบริต / ปลั๊กอินไฮบริต

รถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดมีความซับซ้อนมากกว่ารถทั่วไป เพราะเป็นรถที่รวมระบบของรถน้ำมันและรถไฟฟ้าไว้ในคันเดียวกัน กล่าวคือมีทั้งเครื่องยนต์สันดาป ถังน้ำมัน ท่อน้ำมัน ระบบไอเสีย มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แรงดันสูง อินเวอร์เตอร์ และระบบสายไฟแรงดันสูง

ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ารถไฮบริดทุกคันอันตราย แต่หมายความว่ามี “จุดเสี่ยง” มากกว่า หากรถขาดการบำรุงรักษา เกิดอุบัติเหตุหนัก เคยซ่อมระบบไฟฟ้าผิดวิธี หรือมีปัญหาจากการเรียกคืนสินค้า ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟไหม้ได้

โดยเฉพาะรถปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV จะมีแบตเตอรี่ใหญ่กว่าไฮบริดทั่วไป และมีระบบชาร์จไฟจากภายนอกเพิ่มเข้ามา จึงต้องระวังเรื่องพอร์ตชาร์จ สายชาร์จ ความชื้น และการใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

รถน้ำมัน

รถเครื่องยนต์สันดาป หรือ ICE มีความเสี่ยงไฟไหม้จากหลายปัจจัย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว ท่อน้ำมันเสื่อม เครื่องยนต์ร้อนจัด ระบบไฟฟ้าลัดวงจร การดัดแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุบัติเหตุที่ทำให้ของเหลวไวไฟรั่วออกมาเจอกับความร้อน

จุดที่หลายคนมองข้ามคือรถน้ำมันมีความร้อนสะสมสูงในหลายตำแหน่ง เช่น ห้องเครื่อง ท่อร่วมไอเสีย เทอร์โบ และระบบไอเสีย หากมีคราบน้ำมัน พลาสติกเสื่อม หรือสายไฟชำรุด ก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของไฟไหม้ได้

รถยนต์ไฟฟ้า

และมาถึงรถยนต์ไฟฟ้า จากข้อมูลในหลายประเทศ รถ EV ไม่ได้ไฟไหม้ง่ายกว่ารถน้ำมันอย่างที่หลายคนเข้าใจ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจากออสเตรเลียระบุว่า ตั้งแต่ปี 2021 ถึงเมษายน 2026 มีเหตุไฟไหม้แบตเตอรี่ EV ที่บันทึกไว้ 14 เคส ขณะที่มี EV บนถนนมากกว่า 500,000 คัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแต่ละประเทศอาจแตกต่างกันตามจำนวนรถ อายุรถ สภาพอากาศ และวิธีเก็บสถิติ

ปัญหาของ EV ไม่ใช่เรื่อง “ติดไฟง่ายกว่า” แต่คือเมื่อแบตเตอรี่แรงดันสูงเกิดความเสียหายจนไฟไหม้ อาจเกิดภาวะ thermal runaway หรือการลุกลามของความร้อนภายในเซลล์แบตเตอรี่ ทำให้ดับไฟยาก ใช้น้ำจำนวนมาก และมีโอกาสปะทุซ้ำหลังดับแล้วได้ NTSB ระบุว่า EV ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความเสี่ยงต่อทั้งไฟฟ้าช็อตสำหรับเจ้าหน้าที่กู้ภัย และการปะทุซ้ำจากเซลล์แบตเตอรี่ที่เสียหาย :contentReference[oaicite:2]{index=2}

โอกาสที่เกิดไฟไหม้

หลายคนเห็นคลิป EV ไฟไหม้แล้วสรุปว่า EV อันตรายกว่า แต่ในเชิงความเสี่ยงต้องแยกเป็น 2 เรื่อง คือ “รถประเภทไหนมีโอกาสไฟไหม้บ่อยกว่า” และ “ถ้าไฟไหม้แล้ว รถประเภทไหนจัดการยากกว่า”

รถ EV อาจมีโอกาสเกิดไฟไหม้น้อยกว่าในภาพรวม แต่ถ้าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไฟไหม้ การดับและการควบคุมพื้นที่จะซับซ้อนกว่า ขณะที่รถน้ำมันอาจมีเหตุไฟไหม้บ่อยกว่า แต่รูปแบบไฟไหม้เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคุ้นเคยมากกว่า ส่วนรถไฮบริดอยู่ตรงกลางที่ต้องระวังทั้งระบบน้ำมันและระบบไฟฟ้าแรงดันสูง

สาเหตุไฟไหม้ที่พบได้ในรถทุกประเภท

  • อุบัติเหตุรุนแรง ทำให้ถังน้ำมัน แบตเตอรี่ หรือระบบไฟฟ้าเสียหาย
  • ระบบไฟฟ้าลัดวงจร โดยเฉพาะรถที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมไม่ได้มาตรฐาน
  • การซ่อมหรือดัดแปลงผิดวิธี เช่น ต่อสายไฟเพิ่ม เปลี่ยนฟิวส์ผิดขนาด หรือเดินสายไม่เรียบร้อย
  • ขาดการบำรุงรักษา เช่น ท่อน้ำมันรั่ว สายไฟกรอบ แบตเตอรี่เสื่อม
  • ชาร์จไฟผิดวิธี พบได้ใน EV และ PHEV เช่น ใช้สายชาร์จไม่ได้มาตรฐาน หรือชาร์จในพื้นที่เปียกชื้นผิดปกติ
  • รถผ่านน้ำท่วมหรือความชื้นสะสม ทำให้คอนเน็กเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายในระยะยาว

chatgptimagemay21,2026,0

สิ่งที่ต้องระวัง

หากรู้ว่ารถยนต์สามารถไฟไหม้ได้ การดูแลคือเรื่องสำคัญขอแยกเป็นดังนี้

สำหรับรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ควรดูแลทั้งฝั่งเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าไปพร้อมกัน อย่ามองว่าเป็นรถไฟฟ้าบางส่วนแล้วไม่ต้องสนใจเครื่องยนต์ เพราะยังมีน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง ระบบระบายความร้อน และชิ้นส่วนที่มีความร้อนสูงเหมือนรถ ICE

สิ่งที่ควรทำคือเข้าศูนย์ตามระยะ ตรวจสอบระบบหล่อเย็นของแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ หากมีแจ้งเตือนระบบไฮบริดขึ้นบนหน้าปัดไม่ควรฝืนขับต่อ และไม่ควรให้ช่างที่ไม่มีความรู้ระบบแรงดันสูงซ่อมแซมหรือดัดแปลงสายไฟเอง

รถ EV ควรใช้เครื่องชาร์จและสายชาร์จที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ปลั๊กพ่วงทั่วไป ไม่ชาร์จในพื้นที่น้ำท่วมขัง และหากรถเคยชนใต้ท้องหรือแบตเตอรี่ได้รับแรงกระแทก ควรนำเข้าตรวจสอบทันที แม้ตัวรถยังขับได้ตามปกติก็ตาม

อีกเรื่องที่สำคัญคืออย่ามองข้ามสัญญาณผิดปกติ เช่น กลิ่นไหม้ ควัน เสียงผิดปกติจากใต้ท้องรถ แจ้งเตือนระบบแบตเตอรี่ หรือความร้อนสูงผิดปกติ หากพบอาการเหล่านี้ควรจอดในที่ปลอดภัย ออกจากรถ และติดต่อศูนย์บริการหรือหน่วยฉุกเฉิน

และรถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันควรตรวจสอบท่อน้ำมัน ระบบไฟฟ้าในห้องเครื่อง น้ำมันรั่ว คราบน้ำมัน สายไฟกรอบ และอุปกรณ์เสริมที่ต่อเพิ่ม เช่น กล้องติดรถ ชุดไฟ เครื่องเสียง หรือระบบแก๊ส หากติดตั้งไม่ได้มาตรฐานอาจเพิ่มความเสี่ยงไฟไหม้ได้

รถที่มีอายุมากควรตรวจเช็กห้องเครื่องเป็นประจำ เพราะความร้อน น้ำมัน และสายไฟที่เสื่อมสภาพเป็นส่วนผสมที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะรถที่ใช้งานหนักในเมืองหรือจอดตากแดดเป็นประจำ

s__14450813

ปิดท้ายก่อนจาก

หากเรียงตาม “แนวโน้มโอกาสเกิดไฟไหม้” จากหลายชุดข้อมูลต่างประเทศ ภาพรวมมักออกมาเป็น Hybrid / Plug-in Hybrid เสี่ยงสูงสุด ตามด้วย ICE และ EV ต่ำสุด แต่ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่ารถไฮบริดทุกคันอันตราย หรือรถ EV ไม่มีความเสี่ยงเลย

ประเด็นสำคัญคือรถแต่ละประเภทมีความเสี่ยงคนละแบบ รถไฮบริดมีทั้งระบบน้ำมันและไฟฟ้า รถ ICE มีเชื้อเพลิงและความร้อนจากเครื่องยนต์ ส่วน EV แม้เกิดไฟไหม้น้อยกว่า แต่เมื่อแบตเตอรี่ไฟไหม้จะรับมือยากกว่าและมีโอกาสปะทุซ้ำ

ดังนั้นสิ่งที่เจ้าของรถควรทำไม่ว่าจะใช้รถประเภทใด คือดูแลตามระยะ ไม่ดัดแปลงระบบไฟฟ้าเอง ใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐาน สังเกตสัญญาณผิดปกติ และไม่มองข้ามการเรียกคืนจากผู้ผลิต เพราะการป้องกันตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าการแก้ปัญหาหลังไฟไหม้เสมอ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล