หลายคนอาจเคยชินกับการเปิดไฟฉุกเฉิน หรือที่มักเรียกกันว่า “ไฟผ่าหมาก” ขณะขับรถข้ามสี่แยก โดยเข้าใจว่าเป็นการส่งสัญญาณให้รถคันอื่นรู้ว่าต้องการตรงไป แต่ความจริงแล้วพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้ผู้ร่วมทางเข้าใจผิดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
Sanook Auto พาไปดูเหตุผลว่าทำไมการเปิดไฟฉุกเฉินข้ามแยกจึงอันตรายกว่าที่คิด

ไฟฉุกเฉินไม่ได้มีไว้บอกว่า “จะตรงไป”
ไฟฉุกเฉินถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสถานการณ์จำเป็น เช่น รถเสีย รถจอดฉุกเฉิน หรือมีเหตุผิดปกติที่ต้องเตือนรถคันอื่น ไม่ได้มีไว้ใช้แทนสัญญาณไฟเลี้ยว หรือใช้บอกทิศทางการขับขี่
รถด้านข้างอาจเห็นไฟเพียงฝั่งเดียว
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ รถที่อยู่ด้านซ้ายหรือขวาของแยกอาจมองเห็นไฟกระพริบเพียงด้านเดียว ทำให้เข้าใจผิดว่ารถคันดังกล่าวกำลังจะเลี้ยว ทั้งที่ผู้ขับตั้งใจจะขับตรงไป
ความเข้าใจผิดเพียงเสี้ยววินาทีนี้ อาจทำให้รถอีกคันตัดสินใจออกตัวหรือเปลี่ยนทิศทางผิดจังหวะ จนนำไปสู่อุบัติเหตุบริเวณสี่แยกได้
ทำให้สัญญาณไฟเลี้ยวไร้ความหมาย
เมื่อเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวซ้ายและขวาจะกะพริบพร้อมกัน จึงไม่สามารถบอกทิศทางที่แท้จริงของรถได้ หากผู้ขับต้องการเลี้ยว เปลี่ยนช่องทาง หรือหลบสิ่งกีดขวางในจังหวะนั้น รถคันอื่นจะไม่สามารถคาดเดาได้ทันที
เพิ่มความสับสนในช่วงฝนตกหรือทัศนวิสัยไม่ดี
หลายคนมักเปิดไฟฉุกเฉินขณะฝนตกหนักหรือข้ามแยก เพราะคิดว่าช่วยให้รถมองเห็นชัดขึ้น แต่ในความเป็นจริง ไฟที่กะพริบตลอดเวลาอาจรบกวนสายตาผู้ขับขี่คันอื่น และทำให้แยกไม่ออกว่ารถกำลังจอดเสีย ชะลอ หรือเคลื่อนที่ตามปกติ
วิธีที่ถูกต้องเมื่อต้องขับตรงผ่านแยก
หากต้องการขับตรงผ่านสี่แยก ไม่จำเป็นต้องเปิดสัญญาณไฟใดๆ เพียงชะลอความเร็ว มองซ้าย-ขวาให้รอบคอบ และปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรหรือป้ายจราจรอย่างเคร่งครัด
หากต้องการเลี้ยว ให้ใช้ไฟเลี้ยวตามปกติล่วงหน้าในระยะที่เหมาะสม เพื่อให้รถคันอื่นรับรู้ทิศทางได้ชัดเจน
ดังนั้นแล้ว การเปิดไฟฉุกเฉินข้ามแยกอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วเป็นพฤติกรรมที่สร้างความสับสนบนถนน และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย
จำไว้ให้ชัดว่า หากจะขับตรงผ่านแยก ไม่ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน ส่วนไฟฉุกเฉินควรใช้เฉพาะเมื่อรถมีเหตุขัดข้องหรืออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น
