รู้จัก 6 ของเหลวในรถที่ต้องเปลี่ยนตามระยะ มีอะไรบ้าง?

รู้จัก 6 ของเหลวในรถที่ต้องเปลี่ยนตามระยะ มีอะไรบ้าง?

รู้จัก 6 ของเหลวในรถที่ต้องเปลี่ยนตามระยะ มีอะไรบ้าง?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รถยนต์เปรียบเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยหลายส่วน และแต่ละส่วนก็ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ของเหลว" ต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงและช่วยให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในรถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนถ่ายของเหลวเหล่านี้ตามระยะเวลาที่กำหนด จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

1. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนเลือดของเครื่องยนต์ มีหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ช่วยลดความร้อน และป้องกันการสึกหรอ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นประจำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ 8,000-10,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันเครื่องและสภาพการใช้งาน

2. น้ำมันเกียร์

น้ำมันเกียร์มีหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในระบบเกียร์ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้อย่างราบรื่น ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์และคำแนะนำของผู้ผลิต โดยทั่วไปควรเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 40,000-60,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 2-3 ปี

3. น้ำมันเบรก

น้ำมันเบรกมีหน้าที่ถ่ายทอดแรงดันจากเท้าของผู้ขับขี่ไปยังระบบเบรก เพื่อให้รถหยุดได้อย่างปลอดภัย น้ำมันเบรกควรเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและการเสื่อมสภาพของระบบเบรก

4. น้ำยาหล่อเย็น

น้ำยาหล่อเย็นมีหน้าที่ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ช่วยป้องกันเครื่องยนต์จากการร้อนจัด การเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นควรทำทุกๆ 2 ปี หรือตามระยะทางที่ระบุในคู่มือรถยนต์

5. น้ำมันเฟืองท้าย

น้ำมันเฟืองท้ายมีหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเฟืองท้าย ช่วยให้การส่งกำลังไปยังล้อหลังทำได้อย่างราบรื่น ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นและประเภทของรถยนต์ โดยทั่วไปควรเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 60,000-80,000 กิโลเมตร

6. น้ำมันเพาเวอร์

หากเป็นรถรุ่นเก่าที่ไม่ใช่พวงมาลัยไฟฟ้า น้ำมันเพาเวอร์มีหน้าที่ช่วยให้การหมุนพวงมาลัยทำได้ง่ายและนุ่มนวล ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเพาเวอร์ควรทำทุกๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร

การเปลี่ยนถ่ายของเหลวในรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้รถยนต์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งานของรถได้นานขึ้นครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล