วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ พร้อมแนะนำแบรนด์ยางคุณภาพที่ควรรู้จัก

ยางรถยนต์เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้รถของคุณขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัย การตรวจสอบอายุของยางเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่ายางยังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและปลอดภัย การปล่อยให้ยางเสื่อมสภาพอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้
ทำไมต้องเช็กอายุยาง?
ยางรถยนต์มีอายุการใช้งานที่จำกัด แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานบ่อย แต่ยางก็เสื่อมสภาพตามกาลเวลา เนื่องจากวัสดุในยางจะค่อย ๆ สูญเสียคุณสมบัติ เช่น ความยืดหยุ่นและการยึดเกาะถนน ยิ่งหากยางถูกใช้งานในสภาพถนนหรือสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ถนนขรุขระหรืออุณหภูมิสูง ยิ่งทำให้อายุการใช้งานสั้นลง ยางที่เสื่อมสภาพจึงไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพการขับขี่ลดลง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
วิธีตรวจสอบอายุยาง
การดูอายุของยางรถยนต์นั้นไม่ยากเลย โดยสามารถตรวจสอบได้จาก **ตัวเลข 4 หลัก** บนแก้มยาง ซึ่งจะระบุสัปดาห์และปีที่ผลิต:
- 2 หลักแรก: หมายถึงสัปดาห์ที่ผลิต
- 2 หลักหลัง: หมายถึงปีที่ผลิต
ตัวอย่าง:หากยางมีตัวเลข “1223” แสดงว่ายางผลิตในสัปดาห์ที่ 12 ของปี 2023
ในหลายแบรนด์ เช่น *Westlake* ซึ่งเป็นแบรนด์จากจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านคุณภาพและมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีฐานการผลิตในประเทศไทย ก็จะมีตัวเลขนี้ปรากฏชัดเจนบนแก้มยางเช่นกัน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและวางแผนการเปลี่ยนยางได้ง่ายขึ้น
อายุการใช้งานของยางรถยนต์
โดยทั่วไป **ยางรถยนต์จะมีอายุใช้งานประมาณ 5 ปี** นับจากวันที่ผลิต แม้ว่ายางจะยังไม่สึกหรอหรือยังมีดอกยางหลงเหลือ แต่คุณสมบัติบางอย่าง เช่น การยึดเกาะถนน หรือความทนทาน อาจลดลงจนไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน
ยางรุ่นใหม่จากแบรนด์ต่าง ๆ รวมถึง Westlake ได้มีการพัฒนาเนื้อยางและโครงสร้างให้คงทนและตอบโจทย์สภาพถนนที่หลากหลายมากขึ้น เช่น
- ZuperACE EV สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ให้ความเงียบและประหยัดพลังงาน
- TROOPER Z1 สำหรับผู้ขับที่ต้องการความสปอร์ตและมั่นใจในการเข้าโค้ง
- SL376 สำหรับการลุยทางขรุขระอย่างมั่นใจ
ซึ่งแม้จะออกแบบมาสำหรับการใช้งานที่หนักหน่วง แต่ก็ยังควรเปลี่ยนภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
5 อาการบ่งบอกว่ายางหมดอายุแล้ว
- ยางแข็ง – สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ยึดเกาะถนนได้แย่ลง
- เสียงดังผิดปกติ – อาจได้ยินเสียงหอนหรือกึกกักระหว่างขับขี่
- ยางบวม – มักเกิดจากโครงสร้างยางภายในเสียหาย
- รอยแตกบนแก้มยาง– เป็นสัญญาณเสื่อมสภาพที่ควรเปลี่ยนทันที
- ดอกยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ – บ่งบอกถึงปัญหาการสึกหรอหรือความผิดปกติของระบบช่วงล่าง
ทำไมต้องเปลี่ยนยางเมื่อยางหมดอายุ
- ความยืดหยุ่นลดลง – ส่งผลต่อการควบคุมและการยึดเกาะ
- ความแข็งแรงของโครงสร้างลดลง – เสี่ยงต่อการรั่วหรือระเบิด
- เบรกยาวขึ้น – ยางที่เสื่อมสภาพจะลดประสิทธิภาพในการเบรก
- ไม่คุ้มค่าต่อความเสี่ยง – โดยเฉพาะเมื่อขับรถระยะทางไกลหรือใช้ความเร็วสูง
แม้คุณจะเลือกยางคุณภาพดีตั้งแต่แรก เช่นแบรนด์ Westlake ที่มีรุ่นให้เลือกครอบคลุมทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์นั่งทั่วไป ยาง SUV ยางออฟโรด หรือแม้แต่ยางสำหรับรถ EV แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ **การดูแลและตรวจสอบอายุของยางอยู่เสมอ** เพื่อความปลอดภัยของคุณและผู้โดยสารทุกคน
หากพบว่ายางของคุณเริ่มมีสัญญาณเสื่อมสภาพ หรือมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ควรเปลี่ยนใหม่โดยไม่ลังเล เพราะ “ยางดี” เพียงอย่างเดียว ไม่อาจทดแทน “ยางใหม่” ได้เมื่อถึงเวลา
ยางแต่ละรุ่นก็มีอายุและการดูแลต่างกัน: ตัวอย่างจากแบรนด์ Westlake
แม้ว่าโดยทั่วไปยางรถยนต์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยางแต่ละรุ่นอาจมีลักษณะเฉพาะด้านการใช้งานและการดูแลต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุ โครงสร้าง และประเภทของรถที่ใช้ ตัวอย่างเช่นแบรนด์ Westlake ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้พัฒนายางหลายรุ่นให้ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ รถ SUV ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถออฟโรด โดยแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติเฉพาะที่ควรรู้:
ZuperACE EV – สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

- จุดเด่น: เงียบ ยึดเกาะดี ประหยัดพลังงาน มีโฟมดูดซับเสียงและเทคโนโลยีลดแรงต้าน
- การดูแล: หมั่นตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมอ เพราะรถ EV มีแรงบิดสูง ควรหมุนสลับยางทุก 10,000 กม
- อายุการใช้งาน: ประมาณ 4–5 ปี หากใช้งานในเมืองเป็นหลัก
ZuperFlex Z-117 – สำหรับรถเก๋งทั่วไป

- จุดเด่น: นุ่ม เงียบ รีดน้ำดี เหมาะกับการขับขี่ในเมือง
- การดูแล: ตรวจดอกยางทุก 6 เดือน และหลีกเลี่ยงการขับกระแทกหลุมหรือไหล่ถนน
- อายุการใช้งาน: 4–5 ปี หรือ 50,000–60,000 กม.
TROOPER Z1 – สำหรับรถเก๋ง/กระบะแนวสปอร์ต

- จุดเด่น: ยึดเกาะดีแม้ใช้ความเร็วสูง เข้าโค้งมั่นใจ
- การดูแล: เช็คลมยางและบาลานซ์ล้อทุก 6 เดือน, หลีกเลี่ยงการเบรกกระทันหันบ่อย
- อายุการใช้งาน: 4 ปี หรือขึ้นกับพฤติกรรมขับขี่
SL339 / SL376 – สำหรับ Off-Road และทางขรุขระ

- จุดเด่น: ทนทาน ลุยโคลน หิน ทางลาดชันได้ดี
- การดูแล: ล้างโคลน/หินออกจากดอกยางหลังการใช้งาน และตรวจสอบแก้มยางเป็นพิเศษ
- อายุการใช้งาน: 3–4 ปี หรือประมาณ 40,000 กม. หากใช้งานบ่อย
Zuper ACE Z-007 – สำหรับรถเก๋งสมรรถนะสูง

- จุดเด่น: นุ่ม เงียบ ยึดเกาะดี มีเทคโนโลยีลดเสียงรบกวน
- การดูแล: ควรหมุนยางทุก 8,000–10,000 กม. และเช็กความดันลมก่อนเดินทางไกล
- อายุการใช้งาน: 4–5 ปี หรือขึ้นกับการขับที่ความเร็วสูงบ่อยแค่ไหน
- รองรับการใช้งานกับรถ EV ด้วย
SU318 / SU321 / SU327 – สำหรับรถ SUV (Highway & All-Terrain)

- จุดเด่น: ขับสบาย ยึดเกาะดีทั้งทางเรียบและทางลุย น้ำหนักกระจายดี
- การดูแล: ตรวจสอบร่องดอกยางและบริเวณแก้มยาง, ล้างเศษดินเศษหินที่ติดอยู่
- อายุการใช้งาน: 5 ปี หรือมากกว่านั้น หากใช้งานทางเรียบเป็นหลัก
SC328 / RP26 - กระบะทั่วไป/รถตู้ทั่วไป

- จุดเด่น: แข็งแรงทนทาน ยึดเกาะถนนได้ดี
- การดูแล: ตรวจสอบแรงดันลมยางสม่ำเสมอ และสลับยางทุก 10,000 กม.
- อายุการใช้งาน: 5–6 ปีหรือ 40,000 – 60,000 กม.
MAMMOTH – สำหรับรถกระบะบรรทุกหนัก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
- จุดเด่น: ทนทาน รองรับน้ำหนักเยอะ ระบายความร้อนได้ดี
- การดูแล: ควรตั้งศูนย์ล้อให้แม่นยำ และหมุนยางตามคู่หน้าหลังบ่อยกว่ารถทั่วไป
- อายุการใช้งาน: 3–4 ปี หรือขึ้นกับความถี่ในการบรรทุกหนัก
RP28, RP76, SU318a (OEM) – ยางติดรถยนต์ไฟฟ้าจากโรงงาน (เฉพาะรุ่นที่ผลิตในไทย)
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
- จุดเด่น: ได้มาตรฐานผู้ผลิตรถยนต์, ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับรุ่นรถเฉพาะ
- การดูแล: ให้ความสำคัญกับการหมุนสลับยาง และเช็กการสึกหรออย่างสม่ำเสมอ
- อายุการใช้งาน: 4–5 ปี
สรุป: เลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน ดูแลให้ถูกวิธี ยืดอายุการใช้งานได้จริง
การดูแลยางรถยนต์ไม่ได้มีเพียงการตรวจสอบ “อายุ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าใจว่า ยางแต่ละรุ่นเหมาะกับการใช้งานแบบใด และควรดูแลอย่างไร เพื่อให้ใช้งานได้ยาวนานและปลอดภัยที่สุด หากคุณเลือกใช้ยางที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ และดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิต ก็สามารถยืดอายุยางให้นานขึ้นได้จริง ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
การตรวจสอบอายุของยางรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ หากพบว่ายางของคุณใกล้หมดอายุ ควรเปลี่ยนยางใหม่ทันที เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




