"ซูซูกิ" ฟันธงภาษีใหม่ทุบบี-คาร์จ๋อย

"ซูซูกิ" ฟันธงภาษีใหม่ทุบบี-คาร์จ๋อย
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

     "ซูซูกิ" คาดโครงสร้างภาษีใหม่หนุนอีโคคาร์กินรวบตลาดรถยนต์นั่งกว่า 50% หลังภาษีบีคาร์พุ่ง ไม่หวั่นคู่แข่งส่งอีโคคาร์ดีเซลขาย เล็งนำ 2 รถรุ่นใหม่ "ลาแปง"-"ฮัสเลอร์" โชว์ตัวปลายปีรอดูฟีดแบ็กลูกค้า คาดปีหน้ายอดขายตลาดรถยนต์รวมยังไม่แตะล้านคัน หลังไฟแนนซ์เคี่ยว-ปรับดอกเบี้ยเพิ่มยังฉุดยอดขายรถต่อเนื่อง

Suzuki Lapin Chocolat


     นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอีโคคาร์ว่า จากการเปลี่ยนแปลงอัตราโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2559 นั้น ที่จะทำให้อัตราภาษีอีโคคาร์เฟสแรกจากเดิมที่ 17% และหากสามารถทำให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร ภาษีจะลดลงเหลือ 14% และสำหรับรุ่นที่รองรับการใช้งานน้ำมันอี 85 ลดลงอยู่ที่ 12%

     ขณะที่รถยนต์นั่งกลุ่มบีคาร์มีอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 30% บริษัทประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวจะทำให้อีโคคาร์ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งกว่า 50% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 30% ทำให้มีจำนวนค่ายรถยนต์สนใจเข้าร่วมโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ถึง 10 รายซึ่งบริษัทประเมินว่า การที่ราคารถยนต์ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีที่ยังสูงกว่าราคา หลังเปลี่ยนโครงสร้างภาษีนั้นไม่น่าจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ เนื่องจากราคาอาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และผู้บริโภคก็ซื้ออีโคคาร์ใช้ตามความจำเป็น ส่วนตลาดบีคาร์นั้นน่าจะได้รับผลกระทบ คือลูกค้าน่าจะรีบซื้อก่อนราคาเพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างภาษี

 

Suzuki Hustler

 

     ส่วนกรณีที่คู่แข่งเริ่มแนะนำอีโคคาร์เครื่องยนต์ดีเซลออกมานั้น บริษัทมองว่าถือเป็นอีกสีสันของตลาด ซึ่งซูซูกิเองในทางด้านเทคโนโลยีและความพร้อมในการผลิตเครื่องยนต์ดังกล่าว ก็มีอยู่แล้วในต่างประเทศ แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาความเหมาะสมในการทำตลาดอีกครั้ง

     ด้านความคืบหน้าในโครงการอีโคคาร์เฟส 2 ของบริษัทนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างรอการอนุมัติจากบีโอไอ ซึ่งบริษัทมองว่า ด้วยการที่อยู่ในเฟสแรกอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และในปีหน้าก็ยังคงยึดอีโคคาร์เป็นสินค้ากลยุทธ์หลัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตอีโคคาร์ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก

     นายวัลลภกล่าวว่า บริษัทเดินหน้ากลุยทธ์ขยายตลาดอีโคคาร์ โดยในช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่จัดในปลายปีนี้ บริษัทก็จะนำรถ 2 รุ่นมาโชว์ คือรถยนต์นั่งขนาดเล็ก รุ่นลาแปง (lapin) และรถมินิเอสยูวี รุ่น ฮัสเลอร์ (Hustler) ซึ่งทั้งสองรุ่นเป็นรถเคคาร์ เครื่องยนต์ขนาด 660 ซีซี เพื่อรอดูกระแสตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทย และหากได้รับการตอบรับที่ดี ก็มีโอกาสที่จะนำมาทำตลาด โดยเครื่องยนต์อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสภาพตลาดในประเทศไทย ด้วย

 

Suzuki Swift RX

 

     นอกจากนี้ยังได้สร้างทางเลือกให้ลูกค้าด้วยการแนะนำซูซูกิ สวิฟท์ นิว อิดิชั่น ใหม่ คือรุ่นจีอาร์เอ็กซ์ ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 ของสวิฟท์ และกลายเป็นรุ่นท็อปเทน

     จีแอลเอ็กซ์ ที่เพิ่มออปชั่นใหม่ ๆ อาทิ ระบบครูสคอนโทรล พวงมาลัยหุ้มหนัง โคมไฟหน้าสีใหม่ คาดว่าน่าจะมีการเพิ่มราคาให้สูงกว่ารุ่นจีแอลเอ็กซ์ที่ 35,000 บาท หรือราคาราว 3.9 แสนบาท แต่จะมีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปนี้ ที่จะมาสร้างสีสันและกระตุ้นยอดขาย หลังจากในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทมียอดขายที่ 18,000 คัน ซึ่งหดตัวไปตามสภาพตลาดรวมที่ยอดขายหดตัวกว่า 30-40%

     สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีว่าตลาดน่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาขายของปี ซึ่งคงจะเห็นการจัดโปรโมชั่นและแคมเปญส่งเสริมการขายที่ดุเดือดทิ้งท้ายปลายปี และในปีหน้าคาดว่าตลาดรถยนต์รวมยังไม่ได้มีการเติบโตที่หวือหวามากนัก เนื่องจากแม้ลูกค้าจะเริ่มมีกำลังซื้อและเริ่มมียอดจองใหม่เข้ามา แต่การไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากความเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้ามากขึ้น ซึ่งมาจากผลกระทบด้านลบของตลาดรถมือสองที่ไม่ดีนัก ประกอบกับสถาบันการเงินรายใหญ่ก็เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยิ่งทำให้เป็นปัจจัยลบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้ในปีหน้าคาดว่ายอดขายตลาดรวมน่าจะยังไม่ถึง 1 ล้านคัน ยอดขายต่อเดือนน่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000-80,000 คัน