หากก๊าซฯในอ่าวไทยหมดอีก 6-8 ปีข้างหน้า อนาคต LPG จะมาจากไหน? รัฐต้องทบทวน

หากก๊าซฯในอ่าวไทยหมดอีก 6-8 ปีข้างหน้า อนาคต LPG จะมาจากไหน? รัฐต้องทบทวน
ptt

สนับสนุนเนื้อหา

     เราไม่อาจปฏิเสธว่า ก๊าซหุงต้มหรือ LPG เป็นสินค้ามีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคนทั้งประเทศ แต่ปัญหาที่คนไทยต้องเผชิญในอีก 6-8 ปีข้างหน้า จะพบว่า แหล่งผลิตก๊าซหุ้งต้มในประเทศ ที่ได้จากอ่าวไทยกำลังจะหมดไป เราต้องหันไปนำเข้าเกือบ 100%  



     สิ่งที่คนไทยหันมาตระหนัก คงต้องเน้นการใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และราคาต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง  ซึ่งเป็นเพียงหนทางเดียวที่ไทยจะยังคงมีความมั่นคง ที่มีLPGใช้ในระยะยาวต่อไป  การแก้ไขปัญหาจึงต้องครบวงจร มีการบริหารความต้องการใช้อย่างบูรณาการ ทั้งด้านอุปสงค์ หรือการใช้LPGให้ถูกต้อง ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต และมองการจูงใจให้เกิดการจัดหา LPG เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

     เมื่อพิจารณาในแง่ของการใช้ปัจจุบันแยกเป็น LPG ภาคครัวเรือนซึ่งมีการใช้มากสุด รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี ภาคขนส่งและ ภาคอุตสาหกรรม ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมารัฐใช้นโยบายควบคุมราคาให้ต่ำกว่าต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทั้งในส่วนของ LPG ครัวเรือนและภาคขนส่ง ขณะที่การนำเข้าLPGจากต่างประเทศที่มีราคาแพง แต่ราคาที่ต่ำรัฐได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมาอุดหนุนส่วนต่างราคา   โดยขณะนี้ราคาLPGครัวเรือนอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) LPG ขนส่งอยู่ที่  22 บาทต่อกก. (มีผลตั้งแต่ 1ต.ค.57)   แต่ต้นทุนราคาหน้าโรงแยกก๊าซฯอยู่ที่ 24.82 บาทต่อกก.(ราคาที่ถูกตรึงไว้หน้าโรงแยกก๊าซที่ 333 เหรียญต่อตัน) ขณะที่ต้นทุนการจัดหาอยู่ที่ประมาณ 27.85 บาทต่อกก.ดังนั้นหากจะให้สะท้อนกลไกตลาดก็ควรจะสะท้อนไปที่ต้นทุนการจัดหา

 

     อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องพิจารณาคือราคา LPG ขนส่งนั้นต่ำกว่าครัวเรือน แนวทางราคาจึงควรจะเท่ากันโดยเฉพาะขนส่งนั้นเป็นภาคที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายปลีกต่ำกว่าน้ำมันเบนซินมาก โดยราคา LPG ภาคขนส่งที่ 21.38 บ./กก. ในปัจจุบัน เทียบเท่า 11.55 บ./ลิตร (ในขณะที่ราคาขายจริงในสถานีบริการ LPG จะสูงกว่าที่ 12 – 14 บ./ลิตร เนื่องจากไม่มีการควบคุมค่าการตลาดของผู้ค้า ซึ่งค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้จริงจะมากกว่า 3 บ./ลิตร หรือกว่า 6 บ./กก.) ราคาเมื่อเทียบค่าความร้อนที่เท่ากับน้ำมันเบนซินจะประมาณ 15 บ./ลิตร ซึ่งต่ำกว่า E10 ที่ประมาณ 38 บ./ลิตรอยู่มาก ดังนั้นการใช้ LPG ที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นอุปสรรคต่อนโยบายการส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศ ในขณะที่การจัดหา LPG รองรับการใช้เพิ่มขึ้นในภาคขนส่งต้องมาจากการนำเข้า (หากไม่มีการกระตุ้นการจัดหาในประเทศมากขึ้น)

     การใช้ LPG ในครัวเรือนเพื่อใช้ในก๊าซหุงต้มมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่และมีผลกระทบต่อค่าครองชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นภาคที่มีการใช้มากที่สุดถึง 2.4 ล้านตัน/ปี การใช้กลไกการควบคุมราคาให้ต่ำเพื่อชดเชยค่าครองชีพจะต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่การอุดหนุนทั้งระบบก็พบว่ากลับมีการช่วยคน ที่ไม่ได้จนจริงและอีกส่วนทำให้เกิดการลักลอบไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนและกองทุนน้ำมันฯที่ชดเชยราคาที่ต่ำที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันฯกลายเป็นว่าเราไปช่วยเพื่อนบ้านด้วยไม่ใช่แค่คนไทยกันเอง

 

     ดังนั้นการใช้กลไกการช่วยเหลือโดยตรงกับผู้มีรายได้น้อย หลายรัฐบาลพยายามหามาตราการช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย พร้อมๆไปกับทยอยปรับราคาเพื่อให้ราคาสะท้อนต้นที่แท้จริง  เห็นได้รัฐบาลสมัยปี  2556  มีการทยอยปรับราคา  จากราคา 18.13 บ./กก. เป็น 24.82 บ./กก. ทำให้การใช้ในปี 2556 ปรับลดลง   2.409 ล้านตัน/ปี หรือลดลง 20% จากปี 2555 ที่มีการใช้อยู่ที่ 3.047 ล้านตัน/ปี

     อย่างไรก็ตามมีคนเปรียบเทียบว่ารัฐบาลอเมริกายังส่งเสริมให้ใช้ LPG ในภาคขนส่งได้ แต่นั่นก็เพราะความโชคดีที่สหรัฐอเมริกามีการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ (Shale gas)       และนำมาแยกโพรเพนใช้ในบ้านและรถยนต์ จากเดิมที่ต้องนำเข้าโพรเพน วันนี้อเมริกาส่งออกโพรเพนจำนวนมาก ดังนั้นการส่งเสริมใช้ LPG ในภาคขนส่งจึงมีส่วนช่วยพัฒนาการจัดหา shale gas และสร้างโรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ แต่ราคาขาย LPG ในภาคขนส่งในอเมริกาไม่มีการควบคุมหรืออุดหนุนราคา โดยอยู่ที่ 42.5 บ./กก. ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยมาก

 

     ขณะที่ประเทศไทยอดีตการค้นพบก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเปียกที่สามารถนำมาแยกเพื่อป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จึงมีแนวคิดสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่จ.ระยองภายใต้แผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน แต่การจัดหาจากอดีตที่พอใช้เวลานี้ LPG ต้องนำเข้ามาเสริมกับความต้องการเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึงขณะนี้นำเข้ามากกว่า 10 ล้านตันขณะที่อนาคตก๊าซฯในอ่าวไทยที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติประเมินหากไม่มีการจัดหาเพิ่มจะทยอยหมดใน 6-8 ปีข้างหน้า

     การที่มีเสียงเรียกร้องบางส่วนให้รัฐบาลเรียกกลับเอา LPG มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือจัดสรรให้กับประชาชนเป็นหลักไม่ให้ปิโตรเคมี คงต้องพิจารณาถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่ไทยยังคงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ นอกจากนี้สัญญาซื้อขาย LPG เป็นวัตถุดิบของโรงงานโอเลฟินส์ Gas-based ล้วนเป็นสัญญาซื้อขายระยะยาวกับบริษัทเอกชนซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การแทรกแซงสัญญาระยะยาวที่มีอยู่เดิม อาจส่งผลต่อเนื่องถึงตลาดทุนและความเชื่อถือของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอีกด้วย

 

     ดังนั้นการสร้างความมั่นคงในการจัดหา LPG นอกจากที่จะพิจารณาการลอยตัวราคาขายของผู้ผลิตให้สะท้อนต้นทุนหรือตลาดโลกแล้ว เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการผลิต LPG ในประเทศ คงต้องพิจารณาว่าในอนาคตเมื่อก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดลง การผลิต LPG จากโรงแยกก๊าซฯจะลดลงตาม เราจะหา LPG ในระยะยาวจากไหน ซึ่งในปัจจุบันเรานำเข้า LPG จากตะวันออกกลาง แต่ในอนาคตเมื่อ shale gas ในอเมริกา ก็จะมีการส่งออกโพรเพนมากขึ้นจากอเมริกา ดังนั้นการนำเข้าโพรเพนจากอเมริกาก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่หมายถึงจะต้องมีการศึกษาการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านถังเก็บผลิตภัณฑ์และท่าเทียบเรือรองรับ รวมทั้งการหาพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อให้เกิดความประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) เพื่อช่วยลดต้นทุนนำเข้า

     การบริหารความต้องการใช้และการสร้างความมั่นคงทางการจัดหาจะไม่สามารถบรรลุผล หากไม่มีการทบทวนการควบคุมราคา LPG โดยกระแสโลกปัจจุบันจะมุ่งสู่การลอยตัวราคาพลังงาน เพราะนอกจากจะช่วยให้การใช้มีประสิทธิภาพ เพิ่มการจัดหา ยังช่วยให้ลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งจากการประหยัดการใช้ และยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้เชื้อเพลิงภาคอื่น ที่ปัจจุบันกองทุนเรียกเก็บเพื่อนำมาอุดหนุนราคา LPG พร้อมกับช่วยส่งเสริมการใช้เอทานอลซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้เองในประเทศอีกด้วย