“MG4 Electric” รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าสีสันสดใสต้อนรับวาเลนไทน์

“MG4 Electric” รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าสีสันสดใสต้อนรับวาเลนไทน์

“MG4 Electric” รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าสีสันสดใสต้อนรับวาเลนไทน์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

     ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากภาวะราคาน้ำมันแพงที่ดูไม่มีทีท่าว่าจะถูกลงในอนาคตอันใกล้ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมานิยมรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่กันมากขึ้น

mg4_04

     ขณะที่ MG ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยมี MG ZS EV เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม B-SUV ตามด้วย MG EP สำหรับเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่าย มาถึงวันนี้เอ็มจีก็ได้เพิ่มไลน์อัปในกลุ่ม EV ด้วยการเปิดตัว “MG4 Electric” ให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 ที่ผ่านมา และยังถือเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่เอ็มจีเลือกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวนี้อีกด้วย

     วันนี้ Sanook Auto จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสฟีเจอร์เด็ดๆ ของ MG4 Electric โดยเฉพาะสีสันตัวถังที่สดใสรับช่วงวันวาเลนไทน์เช่นนี้ จะน่าสนใจแค่ไหนไปติดตามได้ในบทความนี้ครับ

mg4_49

ดีไซน์แบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ตอบโจทย์ด้านความอเนกประสงค์

     MG4 Electric ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม Nebula Pure Electric Platform ที่ออกแบบมาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ไม่ใช่การนำเอารถสันดาปมาดัดแปลงเพื่อติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในภายหลัง จึงได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ภายใต้ตัวถังขนาดกะทัดรัด จะขับไปออฟฟิศในวันทำงานก็ให้ความคล่องตัว หรือจะขับพาครอบครัวไปเที่ยวช่วงวันหยุดก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

     นอกจากนี้ ระบบขับเคลื่อนของ MG4 Electric ยังมีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งเนื่องจากใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (Dynamic Rear Wheel Drive) แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรถในเซกเมนต์เดียวกัน ส่งผลให้รถรุ่นนี้สามารถตอบสนองทั้งผู้ขับขี่ที่เน้นใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป และผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะการควบคุมในแบบรถสปอร์ตแท้ๆ อีกด้วย

mg4_06

มอเตอร์ไฟฟ้าแรงเหลือเฟือ แบตเตอรี่ลูกใหญ่วิ่งได้ไกล

     MG4 Electric มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น D และรุ่น X โดยทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 7.5 วินาทีเท่านั้น จึงถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะจัดจ้านไม่น้อย ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าตัวไม่ถึง 1 ล้านบาทเช่นนี้

     ขณะที่แบตเตอรี่เป็นแบบ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 51 kWh พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Liquid Cooling System) ที่มีหลักการทำงานคล้ายกับระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์สันดาป สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนๆ ของไทยได้เป็นอย่างดี โดยหากชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มจะสามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 425 กิโลเมตร (อ้างอิงจากผลทดสอบตามมาตรฐาน NEDC) นั่นแปลว่ามันเพียงพอที่จะพาคุณเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเขาใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องแวะชาร์จ แถมยังเหลือปริมาณแบตเตอรี่มากพอที่จะให้คุณขับเที่ยวในละแวกใกล้ๆ ได้อย่างสบาย

mg4_52

     นอกจากนี้ MG4 Electric ยังมีฟังก์ชัน V2L หรือ Vehicle to Load ที่สามารถใช้ไฟจากแบตเตอรี่ลูกใหญ่เพื่อป้อนให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ถือเป็นฟังก์ชันที่น่าจะถูกใจสายแคมปิ้ง รวมถึงกรณีจำเป็นที่ต้องใช้ไฟสำรองในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ฟังก์ชันนี้จะช่วยตอบโจทย์ได้ดีมาก

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ขับคนเดียวก็ได้ ไปทั้งครอบครัวก็ดี

     การออกแบบในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู ส่งผลให้ภายในห้องโดยสารมีความโปร่งโล่ง นั่งสบาย ขณะที่ห้องโดยสารตอนหน้ามีการออกแบบคอนโซลกลางที่เรียกว่า Central Double Level Area ที่ลักษณะเป็น 2 ชั้น โดยปุ่มเกียร์จะถูกขยับขึ้นมาติดตั้งไว้ใกล้กับพวงมาลัย สามารถเอื้อมหมุนใช้งานได้สะดวก ขณะที่ช่องเก็บของและที่วางแก้วจะขยับลงไปด้านล่าง ไม่เกะกะในระหว่างขับขี่ แม้ว่าจะวางขวดน้ำสิงห์ขนาด 9 บาท ที่มีความสูงมากกว่าขวดน้ำทั่วไปก็ตาม

mg4_27

     เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง หุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์สลับผ้า โดยรุ่น X (รุ่นท็อปสุด) จะถูกตกแต่งด้วยสีทูโทนเทา-ดำ ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารดูสดใสมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีกระจกหน้าต่างแบบ One Touch Up-Down ทั้ง 4 บาน กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

     ส่วนพื้นที่เบาะหลังก็กว้างขวางดีไม่แพ้กัน สามารถรองรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ 3 คนได้อย่างสบาย อีกทั้งบริเวณที่วางเท้าของผู้โดยสารตำแหน่งกลางยังมีลักษณะเป็นพื้นเรียบ ไม่มีอุโมงค์เพลากลางเหมือนกับรถสันดาปทั่วไป อีกทั้งด้านหลังของเบาะคู่หน้ายังมีช่องอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ที่สามารถวางโทรศัพท์ได้อย่างพอดี แต่น่าเสียดายที่พนักพิงศีรษะด้านหลังกลับมีให้เพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น หากว่าเกิดอุบัติเหตุชนท้ายแล้วล่ะก็ ผู้โดยสารคนกลางอาจได้รับบาดเจ็บจากกระดูกต้นคอได้

mg4_26

อัดแน่นฟีเจอร์เต็มพิกัด พร้อมฟังก์ชัน i-SMART คุมผ่านสมาร์ทโฟน

     ทั้ง 2 รุ่นย่อยถูกติดตั้งหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ ทั้งยังมีช่องเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB-A และ USB-C รวมถึงระบบชาร์จไฟไร้สาย ขณะที่รุ่น X จะถูกเพิ่มเติมด้วยระบบ i-SMART ที่สามารถตรวจสอบระดับแบตเตอรี่, ตรวจสอบสถานะการชาร์จไฟ, ระบบสั่งการชาร์จสถานี MG SUPER CHARGE, ระบบนำทางพร้อมรายงานจราจรแบบ Real Time และทีเด็ดคือระบบกุญแจดิจิทัล ที่สามารถใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจรถได้เลย ซึ่งฟังก์ชันเหล่านี้มองว่าคุ้มค่าต่อการเพิ่มเงิน 1 แสนบาทถ้วนเพื่อขยับจากรุ่น D มาเป็นรุ่น X แทน

mg4_36

     ขณะที่จอแสดงข้อมูลการขับขี่เป็นแบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-function Display) ถูกติดตั้งแบบลอยตัวไว้หลังพวงมาลัย ไม่รกสายตาผู้ขับขี่ สามารถแสดงผลได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเร็วที่ใช้, การทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่, ปริมาณแบตเตอรี่, อัตราสิ้นเปลืองไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งหน้าจอให้ความคมชัด มีคอนทราสต์ที่ดี จึงสามารถอ่านค่าต่างๆ ได้ง่ายทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

mg4_12

ระบบความปลอดภัยแน่นเอี้ยดตามมาตรฐานรถยุคใหม่

     MG4 Electric มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงติดตั้งมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยเตือนการชน FCW, ระบบช่วยเบรก AEB, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ (Traffic Jam Assist), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน และช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน (Emergency Lane Keeping Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane Departure Warning), ระบบช่วยเบรกขณะถอย (Rear Cross Traffic Braking), ระบบเปิด – ปิดไฟสูงอัตโนมัติ และระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา 5 ฟังก์ชัน (LCA / BSD / RCTA / DOW / RCW) เป็นต้น

mg4_08

     ขณะที่ระบบความปลอดภัยมาตรฐานก็มีทั้งระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS, ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS, ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS, กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย เป็นต้น

     ส่วนตัวถังของ MG4 Electric ที่วางจำหน่ายในไทยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยที่รุ่น X จะได้หลังคาดำ (Black Top) เป็นสีมาตรฐาน ประกอบด้วย สีฟ้า Brighton Blue (เฉพาะรุ่น X), สีเทา Andes Grey, สีแดง Scarlet Red, สีดำ Black Knight และสีขาว Arctic White ขณะที่รุ่น D จะมีเฉพาะสีโมโนโทนเท่านั้น

ราคาจำหน่าย MG4 Electric รุ่นปี 2023 ใหม่

  • MG4 รุ่น D ราคา 869,000 บาท
  • MG4 รุ่น X ราคา 969,000 บาท
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อัลบั้มภาพ 51 ภาพ

อัลบั้มภาพ 51 ภาพ ของ “MG4 Electric” รถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าสีสันสดใสต้อนรับวาเลนไทน์