Kia Morning Urban ต้อนรับเช้าวันใหม่อันสดชื่นด้วยรถใหม่ไซส์มินิรุ่นนี้

Kia Morning Urban ต้อนรับเช้าวันใหม่อันสดชื่นด้วยรถใหม่ไซส์มินิรุ่นนี้
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

กลุ่มตลาดรถยนต์ขนาดเล็กยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องสำหรับสังคมคนเมือง ซึ่ง Kia Picanto รถยนต์เล็กสัญชาติเกาหลีใต้ ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่สามารถทำยอดขายได้อย่างมากมายในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีรายงานว่ามันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดไปได้มากถึงร้อยละ 80.5 ของรถยนต์ขนาดเล็กที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปีที่ผ่านมา มาวันนี้ Kia Motor Corporation แบรนด์ยักษ์ใหญ่แดนโสม ออกมาตอกย้ำความเป็นผู้นำของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยการปรับโฉมล่าสุดในฐานผลิตบ้านเกิดของพวกเขาในชื่อ Kia Morning Urban ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียวกับดีไซน์ใหม่ภายใต้คอนเซปต์ความสดชื่นของเช้าวันใหม่

สำหรับภายนอกของ Kia Morning Urban ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็คือ กระจังหน้าทรงจมูกเสือที่เพิ่มแถบโครเมียมเข้ามา พร้อมกับไฟหน้าแบบ LED ดีไซน์ใหม่ รวมถึงกันชนหน้าแบบสปอร์ตที่มาพร้อมไฟตัดหมอกขอบโครเมียมที่ถูกติดตั้งด้านล่างของกระจังหน้า ด้านหลังมีไฟท้าย และกันชนท้ายที่เป็นรุ่นใหม่ ติดตั้งด้วยล้ออัลลอยใหม่ขนาด 16 นิ้ว

ในส่วนของเครื่องยนต์จะเป็นระบบเบนซิน 3 สูบขนาด 1.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 75 แรงม้า แรงบิด 95 นิวตันเมตร สามารถวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร/น้ำมัน 6.1 ลิตร ถือเป็นรถรุ่นที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุดในตลาดรถยนต์เกาหลีตอนนี้

ภายในห้องโดยสารของ Kia Morning Urban มีการปรับแต่งให้มีเฉดสีเดียวกับตัวถังของรถไม่ว่าจะเป็นด้ายเย็บหนัง, ฝาครอบระบบปรับอากาศ และฝาครอบระบบเกียร์ คอนโซลหน้าติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว กับระบบอินโฟเทนเมนท์ UVO ที่ให้การเชื่อมต่อได้ครบถ้วนทั้ง Bluetooth (สามารถเชื่อมต่อได้ 2 เครื่องพร้อมกัน) และระบบสั่งการด้วยเสียง

นอกจากนี้ในส่วนของเทคโนโลยีความปลอดภัยถือว่าไม่ธรรมดาเหมือนกันสำหรับรถขนาดเล็กแบบนี้ที่ติดตั้งมาเรียกว่าครบทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนด้านหลัง และป้องกันการชนด้านข้าง ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบแจ้งเตือนหากรถออกนอกเลน เป็นต้น

สำหรับ Kia Morning Urban เปิดตัวในประเทศเกาหลีใต้ ที่ราคา 11,950,000 วอน (ประมาณ 312,000 บาท) ถือว่าเป็นรถที่ราคาถูกเหมือนเดิมหากเทียบกับตลาดรถยนต์ขนาดเล็กของค่ายอื่นๆ นอกจากนี้โมเดลนี้จะถูกเปิดตัวในทวีปยุโรป และออสเตรเลีย ในอนาคตภายใต้ชื่อ Kia Picanto 2021 นั่นเอง