รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อยากให้ใช้ แต่ทำไมแพง

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อยากให้ใช้ แต่ทำไมแพง
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

      ในขณะที่โลกยานยนต์ยุคปัจจุบัน กำลังเร่งพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ (EV : Electric Vehicle) โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เพราะเหตุใด รถยนต์ประเภทนี้ถึงมีราคาแพงเกินเอื้อม และมันจะเข้ามาแทนที่รถที่ใช้น้ำมันในอนาคตได้จริงหรือ

รถยนต์ EV ไม่ได้มีแค่เทสล่า

      หากเอ่ยถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึง “เทสล่า” ค่ายรถจากสหรัฐอเมริกา ที่มี อีลอน มัสก์ ซีอีโอคนดัง ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริหาร เนื่องจากเป็นค่ายผู้ผลิตรุ่นบุกเบิกในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ออกมาในรูปแบบของรถบ้านทั่วไป

100
เทสล่า ค่ายรถจากสหรัฐฯ

      อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ค่ายผู้ผลิตมากมายต่างกำลังพัฒนารถพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวไปสู่พฤติกรรมการใช้รถยนต์ในอนาคตแทบทั้งสิ้น ซึ่งในบ้านเรา ก็เพิ่งจะมีงานเปิดตัว นิสสัน Leaf มาสด ๆ ร้อน ๆ รวมถึงในปี 2019 ค่ายรถยุโรป ทั้ง ออดี้ จากัวร์ รวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็เตรียมที่จะมีรถ EV จากสายพานการผลิตสู่โชว์รูมเช่นกัน

ฮือฮา “นิสสัน Leaf ” เปิดตัวในเมืองไทย 1.99 ล้าน!

      อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน คือ ชั่วโมงนี้รถพลังงานไฟฟ้า แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ EV ยังเป็นรถที่มีราคาสูง ยกตัวอย่าง “นิสสัน Leaf ” รถระดับซิตี้คาร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ขุมกำลังเทียบกับเครื่องยนต์ได้ที่ 150 แรงม้า เคาะราคาออกมาที่ 1.99 ล้านบาท

101
นิสสัน Leaf เปิดตัวราคาสุดอือฮา

      โดยรถ EV รุ่นดังกล่าว จะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้า และออกวิ่งบนท้องถนนบ้านเราในเดือนเมษายนปีหน้า มาพร้อมกับเครื่องยนต์กำลังไฟฟ้า 110 กิโลวัตต์ สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที มีการรับประกันระบบไฟฟ้ารถยนต์เป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รวมถึงรับประกันแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

เหตุผลที่ EV ราคาแพง

      ความจริงอย่างหนึ่งก็คือ ราคารถยนต์ไฟฟ้า ที่เปิดตัวในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นฝั่งญี่ปุ่น ในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา ล้วนมีราคาเริ่มต้นระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปแทบทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากต้นทุนราคาของแบตเตอรี่ ลิเทียม-ไออน ที่ใช้ในรถยนต์ประเภทนี้มีราคาสูงมาก

102
แบตเตอรี่ หัวใจสำคัญของรถ EV

      เนื่องจากรถแต่ละคันจะต้องใช้พลังงานมหาศาลจากแบตเตอรี่ ซึ่งในรถบางรุ่น เฉพาะรวมราคาระบบแบตเตอรี่ทั้งหมดก็แตะหลัก 5-6 แสนบาทเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ จากแม้รัฐบาลจะมีนโยบายลดอัตราภาษีนำเข้า แต่ยังมี ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมแล้วไม่น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รถไฟฟ้ายังมีราคาแพงอยู่ในปัจจุบัน


อีกนานแค่ไหน EV ถึงจะเป็นที่นิยม

      นอกจากเรื่องของราคาแล้ว แน่นอนว่าการจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถที่ใช้รถเติมน้ำมันมาหลายสิบปี ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งเรื่องความพร้อมของสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าที่ต้องมีรองรับเท่ากับจำนวนปั๊มน้ำมันในปัจจุบัน เพราะรถไฟฟ้าวิ่งได้เต็มที่ไม่เกิน 500 กิโลเมตร

103
ภาพแบบนี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงใน 10 ปี

      รวมถึงตราบใดที่การแข่งขัน ฟอร์มูลา อี ซึ่งเป็นรถแข่งพลังงานไฟฟ้า ยังเป็นเพียงลีกรองจากการแข่งขันฟอร์มูลา วัน คาดกันว่า รถ EV จะยังไม่ตอบโจทย์คนใช้รถภายใน 10 ปีนี้อย่างแน่นอน แต่หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องรอดูกัน

ติดตามSanook! Auto