เต็นท์กระอักรถมือสองราคาร่วง30% รายเล็กสายป่านสั้นทยอยปิดกิจการ

เต็นท์กระอักรถมือสองราคาร่วง30% รายเล็กสายป่านสั้นทยอยปิดกิจการ
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

     เต็นท์รถมือสองอ่วม รายเล็กทยอยปิดตัวระนาว ผลพวงนโยบายรถคันแรกทุบราคารถมือสองร่วง 20-30% แถมรถใหม่ถล่มแคมเปญเดือดต่อเนื่อง สหการประมูลชี้จับตารถยึดส่งเข้าตลาดประมูลเพิ่มขึ้นฉุดราคาอ่อนไหวต่อ


     แหล่งข่าวในวงการตลาดรถมือสองเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและรถคันแรก ซึ่งทำให้ราคาขายรถมือสองลดต่ำลง 20-30% ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับค่ายรถต่าง ๆ เปิดตัวรถใหม่ถล่มแคมเปญดุเดือดออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2556 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถมือสองโดยเฉพาะเต็นท์รถทั้งใน กทม.และปริมณฑล ซึ่งมีจำนวนกว่า 2 หมื่นราย มีรถหมุนเวียนในตลาดประมาณ 1-1.5 ล้านคันต่อปี ประสบปัญหาขาดทุน ทำให้สภาพที่เกิดขึ้นขณะนี้คือรายเล็กที่สายป่านไม่ยาวก็ทยอยปิดตัวเท่าที่ประเมินถึงตอนนี้น่าจะหดหายไปกว่า 30%

     "ผู้ประกอบการรถมือสองที่อยู่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีสายป่านยาวโดยเฉพาะมีแหล่งทุนที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เพราะรถหนึ่งคันอาจจะต้องใช้เวลาจอดรอขายเป็นเดือน ๆ" แหล่งข่าวกล่าว

     นายสมชาย ตระกูลภิรมย์ ผู้จัดการทั่วไป มาสเตอร์ เซอร์ทิฟาย ยูสคาร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองแบบครบวงจรในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือเอ็มจีซี-เอเชีย กล่าวกับ"ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เเนวโน้มตลาดรถยนต์มือสองในปีนี้ไม่น่าจะดีขึ้นมากนัก ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากรถใหม่ป้ายเเดงยังรุนแรง เพราะรถใหม่แต่ละยี่ห้อยังมีแคมเปญต่อเนื่องมาจากปี 2556 ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา และเริ่มปีใหม่ผู้ผลิตหลายค่ายก็มีการเปิดตัวรถใหม่ออกมาทำตลาด คาดว่าภาวะการแข่งขันของตลาดรถยนต์ใหม่ปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นไปอีก และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดรถมือสองไปจนถึงราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2557โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสเเรกของปีนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะค่ายรถบางค่ายยังมีรถในสต๊อกเหลือค่อนข้างมาก ทำให้ต้องดัมพ์ราคากันลงไปอีก ประกอบกับปัญหาการเมืองที่กระทบมู้ดจับจ่าย แถมช่วงหลังราคารถมือสองระดับพรีเมี่ยมก็ลดลงจากปีก่อนเรื่อย ๆ เนื่องจากเจ้าของแบรนด์มีนโยบายดัมพ์ราคาเพื่อถล่มกลุ่มเกรย์มาร์เก็ต คนขายรถมือสองก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

     นายสมชายกล่าวว่า สำหรับบริษัทปีนี้ต้องปรับตัวเยอะขึ้น เพราะปีที่ผ่านมายอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ตั้งไว้ 1,283 คัน ทำได้เพียง 1,183 คัน เป็นผลมาจากปัจจัยข้างต้น ขณะที่ตลาดรถมือสองระดับพรีเมี่ยมก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่เกิดสถานการณ์การชุมนุม ยอดขายในตลาดนี้หายไปเกือบ 20%


     "ตอนนี้คนทำตลาดรถมือสองต้องปรับ 360 องศา รถบางคันขายขาดทุนก็ต้องยอมดีกว่าแบกรับต้นทุนเอาไว้ กำไรลดลงหน่อยถือเป็นการประคองตัวเองไปก่อน" นายสมชายกล่าว

     ด้านนายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ หัวหน้าสำนักงานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองในปี 2557 คาดว่าหลังไตรมาส 2 คงจะดีขึ้น เพราะเชื่อว่าการแข่งขันในตลาดรถใหม่จะลดลงซึ่งจะเป็นผลทำให้ราคารถมือสองดีขึ้น

     โดยเฉพาะการกำหนดราคากลางรถยนต์มือสองน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามต้องจับตาสถานการณ์รถยึดจากไฟแนนซ์ต่าง ๆ ยังคงมีต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2556 โดยสถาบันการเงินได้ส่งสัญญาณว่า น่าจะมีรถยึดเข้าสู่ตลาดประมูลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาที่อ่อนไหวในช่วง 3 เดือนแรกด้วยเช่นกัน

     "คนซื้อรถยนต์มือสองในช่วงต้นปีน่าจะยังคงซื้อได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่น่าลงทุน ส่วนหลังไตรมาสสองไปแล้ว ราคาทั้งรถเก๋งและกระบะจะขยับขึ้นแน่นอน"

     นายบูรณิศกล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีจะมีรถยนต์เข้ามาให้บริษัทดำเนินการขายทอดตลาดผ่านการประมูล ประมาณ

1-1.2 แสนคัน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของรถยึดจากไฟแนนซ์คือปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจประมูลมีการแข่งขันสูงตามไปด้วย และเพื่อเป็นการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและผู้นำของธุรกิจ ปีนี้บริษัทมีแผนที่จะปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้า เช่น การพัฒนาระบบไอทีใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในระบบการประมูล

     ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานเพิ่มเติมว่า ผลจากที่ตลาดรถมือสองซบเซา และราคาที่ตกลงถึง 20-25% ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อลดลง และปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีสินเชื่อเช่าซื้อ (ลีสซิ่ง) เพิ่มขึ้น

     โดยจากการสำรวจข้อมูลของ 3 ธนาคารหลักที่มีสินเชื่อเช่าซื้อรถเป็นธุรกิจหลัก ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร มีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ 70.2% ของสินเชื่อรวม 190,803 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลรวมในงวดสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 3.3% ซึ่งเป็นเอ็นพีแอลจากสินเชื่อเช่าซื้อ 2.1% เพิ่มขึ้นจาก 1.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

     ขณะที่กลุ่มทิสโก้ที่มีสินเชื่อกลุ่มลีสซิ่งอยู่ 92.2% ของสินเชื่อรายย่อยทั้งหมด 204,190 ล้านบาท ในสิ้นปี 2556 มีเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.70% เพิ่มขึ้นจาก 1.25% ในสิ้นปีก่อน โดยเป็นเอ็นพีแอล

     จากสินเชื่อรายย่อย 2.19% ซึ่งเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์มือสองที่ได้รับผลกระทบจากราคารถยนต์มือสองในตลาดลดลงเช่นเดียวกับธนาคารกรุงศรีอยุธยามีสินเชื่อเช่าซื้อในสัดส่วน 25% ของสินเชื่อรวมมีการเพิ่มขึ้นในสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 2.6% เพิ่มจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมาจากธุรกิจในกลุ่มลีสซิ่ง