เดอะนิว เอส-คลาส สมบูรณ์แบบ..ไร้ที่ติ

เดอะนิว เอส-คลาส สมบูรณ์แบบ..ไร้ที่ติ
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

     "เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส" รถยนต์ที่วิศวกรจากค่ายดาวสามแฉกอินสไปเรชั่นดีไซน์ให้เป็นรถที่ดีที่สุดในโลกเมื่อ 60 ปีก่อน ถึงวันนี้ก็ยังครอบครองคอนเซ็ปต์อันนั้นไว้ไม่เสื่อมคลาย จัดเป็นรถซีดานระดับหรูหราที่ขายดีที่สุดซะด้วย ในเมื่อมีเป้าหมายท้าทายขนาดนี้ และเอส-คลาสรุ่นล่าสุดพร้อมทยอยเปิดตัวทั่วโลกแล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ เยอรมนี เลยจัดทริปพิเศษให้สื่อมวลชนนานาชาติได้ทดสอบกันก่อนลูกค้าทั่วไป

     สำหรับคณะสื่อมวลชนไทย จัดเป็นอีกหนึ่งคณะในภูมิภาคเอเชียที่มีโอกาสร่วมทริปครั้งนี้ นำทีมทดสอบโดย "คมกริช นงสวัสดิ์" ผจก.ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ปักหมุดเดินทางไปยังเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของค่ายภารกิจการทดสอบเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังเราเดินทางมาถึงได้ 1 วัน ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.อูเว่ เอริ์นแบร์เกอร์ รองประธานฝ่ายการบริหารจัดการสินค้า "แฟลกชิป" ที่ดูแลผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัทรวมทั้งรุ่นเอส-คลาส

     หัวใจสำคัญการพัฒนามี 3 ด้าน คือ "การขับขี่อัจฉริยะ-เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด-คงความหรูหรา" ซึ่งเราจะได้สัมผัสกันต่อจากนี้ ออกสตาร์ตจากที่พักโรงแรมโฟร์ซีซั่น โทรอนโต กับ "เอส-คลาส รุ่น 350 บลูเทค" พาหนะคู่ใจน้องเล็กในไลน์ กับรูปลักษณ์ภูมิฐาน ด้วยเส้นสายรอบคัน ไฟท้ายแบบแอลอีดีที่รวมไฟทุกดวงไว้ในก้อนเดียว เป็นดีไซน์ที่แปลกใหม่ ช่วงแรก "ประชาชาติธุรกิจ" รับหน้าที่ผู้โดยสารด้านหน้าช่วยเป็นเนวิเกเตอร์ ส่วนหน้าที่พลขับเป็นสื่อรุ่นพี่จาก "เฮดไลน์แมกาซีน"

ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวได้ยินเสียงออกจากปากว่า "โอ้ว...รถมันใหญ่มากกกกเลย"

     สำรวจห้องโดยสารอย่างถี่ถ้วน ภายในสีซิลเวอร์สะอาดตา วัสดุที่ใช้ดูพรีเมี่ยมบริเวณแดชบอร์ดเป็นลายไม้สีเทา ซึ่งไม่ค่อยมีแล้วในรถรุ่นปัจจุบัน มีการติดตั้งไฟแอลอีดีภายในมากกว่า 300 ดวง เบาะหนังนั่งสบายปรับระดับการนั่งได้ละเอียด ก้านเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัยด้านขวา พื้นที่ตรงกลางมีระบบควบคุมด้วยจอยสติ๊กที่ควบคุมทั้งความบันเทิง การตั้งค่าจีพีเอส และคีย์แพดสำหรับควบคุมโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งจะแสดงผล

     บนหน้าจอขนาด 12 นิ้ว ต้องลองเล่นกันอยู่พักใหญ่ เพราะมีฟังก์ชั่นเยอะมาก แถมยังมีไวไฟฮอตสปอตในรถให้เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา

     สำหรับสไตล์การทดสอบรถค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเราที่ขับตามกันเป็นคาราวาน แต่เมื่อมาเทสต์กับบริษัทแม่ก็ต้องขับกันเองตามรูตที่กำหนดไว้ให้ ทีมงานจากเยอรมนีช่วยเซตค่าจีพีเอสให้ จากนั้นก็ลุยกันเองเพื่อไปเจอกันที่สนามบินมุสโกก้า

จุดหมายปลายทางห่างจากจุดสตาร์ตราว 180 กม. ภายในเวลา 1.30 ชม.

     ช่วงแรกเราขับตามรถเทสต์คันหน้าไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็หลงบนเส้นไฮเวย์ที่มีถนนตัดผ่านไปมาเพียบ จนต้องขับรถวนกันใหม่ซึ่งการจราจรช่วงนั้นค่อนข้างติดขัดเสียเวลาไปกว่า 1 ชม.ขับมาได้ระยะทางราว 100 กว่ากิโลเมตร ก่อนถึงจุดหมายปลายทางมีเสียงเตือนดังขึ้น พร้อมข้อความขึ้นหน้าจอแปลได้ว่าคุณขับรถมานานแล้ว ถึงเวลาพักต้องการจะหาที่พักผ่อนไหม ซึ่งหากเรากดปุ่ม "OK" ที่พวงมาลัย ระบบก็จะค้นหารูตเพื่อไปร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดให้เราทันที เป็นฟังก์ชั่นที่น่ารักและใส่ใจลูกค้าจริง ๆ

     เมื่อได้ทดลองที่นั่งด้านหลังทำตัวเป็นผู้บริหาร เบาะนั่งพร้อมพื้นที่เลกรูมขนาดใหญ่เหลือเฟือ เบาะด้านขวาสามารถยืดให้เป็นเตียงขนาดกะทัดรัด โดยต้องพับพนักพิงเบาะหน้าลง สามารถเอนหลังอ่านหนังสือหรือจะปรับเป็นออฟฟิศทำงานเคลื่อนที่ก็ทำได้สบาย ๆ จอพร้อมรีโมตคอนโทรลทั้ง 2 ฝั่ง สามารถควบคุมระบบความบันเทิง และมีหูฟังให้เลือกเพื่อความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

     เมื่อถึงที่หมายได้เวลาเปลี่ยนมารับหน้าที่ขับเองบ้าง ทีมงานเปลี่ยนรถให้เป็นรุ่นเอส 500 ตัวท็อปของไลน์ นึกในใจสนุกแน่ แต่กฎหมายแคนาดาบังคับใช้ความเร็วในเมือง 40-80 กม./ชม. ส่วนไฮเวย์ทำความเร็วเพิ่มได้ประมาณ 100 กม./ชม.เท่านั้น

ประจำที่นั่งปรับระดับเบาะ ระดับพวงมาลัยให้พอดีกับสรีระ

     ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กและรถคันใหญ่มาก ทำความคุ้นเคยกับตัวรถที่ต้องขับด้วยพวงมาลัยซ้าย แป๊บเดียวก็คุ้นเคย ระบบเกียร์เป็นแบบ 7 เกียร์ (7G Tronic Plus) สุดยอดที่สุดของเกียร์ที่เคยสัมผัสมาไม่มีอาการสะดุดเวลาปรับเปลี่ยนเกียร์แม้แต่น้อย

     รูตเส้นทางวันนี้เป็นถนนสายรองที่ข้างทางเต็มไปด้วยป่าสน เส้นทางเป็นแบบ 2 เลน สูงชันบ้างบางช่วง ในช่วงทางโค้งชัน เบาะที่นั่งจะโอบกระชับบริเวณข้างลำตัวเพื่อให้ผู้ขับขี่นิ่งอยู่กับที่ไม่เคลื่อนตัวไปตามแรงเหวี่ยง นอกจากนี้ ยังมีระบบปรับเบาะที่ให้ตั้งฉากกับแนวถนนเพื่อการควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางคนอาจรู้สึกเวียนหัวหรือเมาก็สามารถปลดออกได้ ถือเป็นอีกฟังก์ชั่นที่ต้องกรี๊ดให้จริง ๆ สำหรับพละกำลังของเอส 500 นั้น หายห่วงจริง ๆ กับเครื่องยนต์ วี 8 ขนาด 4,663 ซีซี จังหวะออกตัวความเร็วค่อย ๆ ไล่มาอย่างนิ่มนวลไม่กระโชกโฮกฮาก และเมื่อต้องการเร่งแซงนั้นก็ตอบสนองได้ดังใจ เรียกว่ากดเมื่อไรมาเมื่อนั้น !

     ระบบเก็บเสียงภายในห้องโดยสารสุดยอด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของคนข้าง ๆ น้ำหนักพวงมาลัยกำลังพอดี ไม่หนักหรือเบาเกินไป ที่สำคัญแม่นยำมาก ระบบช่วงล่างของเอส-คลาสตัวนี้เกาะถนนเป็นเยี่ยม ไม่มีอาการร่อน ส่าย หรือยวบ ให้จับสังเกตได้จากระยะฐานล้อที่ยาวแม้บางโค้งจะอยู่ในย่านความเร็วสูง ๆ ก็ตาม

     เอส-คลาส เจเนอเรชั่นนี้เพิ่มระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยต่าง ๆ มากมาย จุดเด่นเห็นจะเป็นระบบช่วยจอด Active Parking Assist with Parktronic ที่ช่วยคำนวณระยะในการถอยหลังเข้าซองหรือจอดเทียบฟุตปาท

     จากนั้นรถจะถอยหน้าถอยหลัง พวงมาลัยหมุนเองทั้งหมด โดยที่คนขับไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรทั้งสิ้น ส่วนการขับออกจากที่จอดระบบก็จะช่วยคำนวณให้ทั้งหมดเป็นระบบที่สมบูรณ์ 100% จริง ๆ อีกระบบคือ Active Lane Keeping Assist ตรวจจับเมื่อขับรถออกนอกเลน ซึ่งหากมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ระบบเบรกจะทำงานทันที นอกจากนั้น ก็มี Night View Assist Plus ที่พัฒนาให้เมื่อมีการขับรถในเวลากลางคืน และมีคนหรือสัตว์อยู่บนถนนระบบก็จะช่วยเตือนก่อนล่วงหน้า รวมแล้วมีระบบความปลอดภัยมากกว่า 20 ระบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับคนขับ ผู้โดยสาร คนและสัตว์บนท้องถนน

ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเมอร์เซเดส-เบนซ์เคลมไว้ที่ 11.8 กม./ลิตรเท่านั้น ประหยัดกว่ารถญี่ปุ่นขนาดกลางบางรุ่นเสียอีก

     ใกล้ถึงทะเลสาบมุสโกก้าลองเปิดซันรูฟเล่นรับลมธรรมชาติเย็นสบาย เครื่องเสียง 3 ดีแบบไฮเอนด์ที่แม้จะยังไม่ได้ปรับอีควอไลเซอร์ยังให้พลังเสียงที่ดีขนาดนั้น ฟังเพลงเย็น ๆ ชมวิวป่าสนข้างทางทำให้ได้ฟีลลิ่งขึ้นอีกเยอะ มาถึงปลายทางที่ทะเลสาบมุสโกก้า ทีมงานก็ให้นั่งเรือข้ามไปเกาะพักรับประทานอาหารก่อนที่จะสิ้นสุดภารกิจสำหรับวันนี้

     มาถึงตรงนี้ถ้าถามว่าเดอะนิว เอส-คลาสน่าประทับใจแค่ไหน ? ตอบได้ว่ามากถึงมากที่สุดสำหรับรถระดับนี้ที่ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม เสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้ใช้เท่านั้น แต่ออปชั่นภายในยังอัดแน่นเกินความคาดหมาย ทั้งเครื่องยนต์ ระบบควบคุมรถ ระบบความปลอดภัย ระบบความสะดวกสบายต่าง ๆ สมกับคอนเซ็ปต์การทำงานของเบนซ์ที่ว่า "The Best or Nothing" เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดอะนิว เอส-คลาส จะเปิดตัวในไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ แว่ว ๆ มาว่ารุ่นแรกในบ้านเราน่าจะเป็นเอส 400 ไฮบริด V6 3.5 ลิตร ใครอยากสัมผัสรถที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก อดใจรออีกนิด

 

โดย ภัทศิรินทร์ กลิ่นจันทร์