Toyota Corolla Altis Esport หนึ่งเดียวทีมไทย พิชิตชัย ADAC 24-Hour Race Nurburgring

Toyota Corolla Altis Esport หนึ่งเดียวทีมไทย พิชิตชัย ADAC 24-Hour Race Nurburgring
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     บ่ายวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา เสียงเชียร์จากคนไทยดังกึกก้องขึ้น เมื่อรถโตโยต้า โคโรลล่า อัลติส จากทีมแข่งสัญชาติไทยจำนวน 2 คัน ผ่านเข้าเส้นชัยในรายการแข่งรถระดับโลกอย่าง ADAC 24Hours Race Nurburgring ประจำปี 2016 ได้สำเร็จ หลังจากที่รถคันหนึ่งเกิดปัญหาระบบส่งกำลังในรอบสุดท้ายของการแข่งขัน จนเกือบพลาดเส้นชัยไปอย่างหวุดหวิด

     ADAC 24-Hours Race Nurburgring เป็นรายการแข่งขัน 24 ชั่วโมง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของรายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ที่เหล่าผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากทั่วโลกส่งรถโปรดัคชั่นคาร์เข้าร่วมแข่งขัน เพื่อเป็นการแสดงถึงศักยภาพ และสมรรถนะของตัวรถ ที่สามารถวิ่งได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 24 ชั่วโมง ภายใต้สภาวะการขับขี่อันแสนหนักหน่วง จากฝีมือและผีเท้าของนักแข่งมากมายนับไม่ถ้วน

 

     รายการ ADAC 24-Hour Race Nurburgring มีการแบ่งประเภทรถสำหรับการแข่งขันออกเป็น 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SP หรือ Super Production ซึ่งเป็นรถที่แต่งพิเศษสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ และ V เป็นรถโปรดัคชั่นคาร์ที่กำลังวางจำหน่ายในศูนย์บริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถจากฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เมอเซเดส-เบนซ์, บีเอ็มดับเบิ้ลยู, ปอร์เช่, เรโนลด์ ฯลฯ ขณะที่รถจากฝั่งญี่ปุ่นก็มีอย่าง โตโยต้า, มาสด้า, นิสสัน เป็นต้น

     ขณะที่ประเทศไทยเอง แม้จะไม่ได้ผลิตรถจำหน่าย แต่ทีมแข่งชั้นนำของไทยอย่างToyota Team Thailand’ ก็ได้นำเอา Toyota Corolla Altis Esport และ Altis Esport Nurburgring Edition จำนวนทั้งหมด 2 คัน ที่ผ่านการปรับจูนให้เหมาะสมกับสนาม เข้าลงแข่งในคลาส SP3 ด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งคู่ถูกประกอบในบ้านเรานี่เอง

 

     โตโยต้าทีมไทยแลนด์ เข้าร่วมการแข่งขันรายการดังกล่าวครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยใช้รถ โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต สามารถทำสถิติได้ 99 รอบ คิดเป็นระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร อยู่ในอันดับที่ 7 ของคลาส  และอันดับที่ 109 ของทั้งรายการ

     ต่อมาในปี 2015 ก็ได้เข้าร่วมแข่งขันโดยใช้รถทั้งหมด 2 คัน นั่นคือ อัลติส เอสปอร์ต และ อัลติส เอสปอร์ต นูร์เบอร์กริง เอดิชั่น ซึ่งรถหมายเลข 149 ในรุ่นเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี สามารถวิ่งไปได้ 111 รอบ คิดเป็นระยะทางกว่า 2,874 กิโลเมตร ขณะที่รถหมายเลข 155 ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,800 ซีซี วิ่งได้ 109 รอบ ทำระยะทางทั้งสิ้น 2,823 กิโลเมตร ต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 24 ชั่วโมง

 

     ขณะที่ปี 2016 นี้ โตโยต้าทีมไทยแลนด์เข้าร่วมแข่งขันด้วยรถจำนวน 2 คัน ได้แก่ อัลติส เอสปอร์ต และ อัลติส เอสปอร์ต นูร์เบอร์กริง เอดิชั่น เช่นเคย แต่เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,800 ซีซีทั้งคู่ ถูกจัดอยู่ในรุ่น Super Production 3 (SP3) ซึ่งมีคู่แข่งล้วนแต่มาจากยุโรปทั้งสิ้น ซึ่งขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และมานัต กุละปาลานนท์ ในรถหมายเลข 123 และ ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ, กรัณฑ์ ศุภพงศ์, อาทิตย์ เรืองสมบูรณ์ และเฉิน เจี้ยน หงส์ ในรถหมายเลข 124

     สนามจัดการแข่งขันรายการ ADAC 24-Hour Race นี้ ก็คือสนาม Nurburgring ซึ่งเป็นสนามแข่งระดับตำนาน ตั้งอยู่ในเมืองนูร์เบอร์ก ประเทศเยอรมนี สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1925 โดยถูกกล่าวขานว่าเป็นสนามที่ขับยาก และอันตรายที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ประกอบด้วยโค้งอันตรายกว่า 73 โค้ง มีนักแข่งถูกปลิดชีวิตเอาไว้บนสนามแห่งนี้จำนวนไม่น้อย จนได้รับขนานนามว่าเป็น ‘The Green Hell’ หรือ ‘นรกสีเขียว’ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยป่าไม้ตามธรรมชาติ แต่แฝงไว้ซึ่งอันตรายอย่างคาดไม่ถึง

 

     การแข่งขันเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 15.30น. ของวันที่ 28 พฤษภาคม ตามเวลาในประเทศเยอรมนี ซึ่งทุกคลาสจะถูกปล่อยตัวพร้อมกัน รวมถึงรถหมายเลข 123 และ 124 ของโตโยต้าทีมไทยแลนด์ ซึ่งหลังจากปล่อยตัวได้เพียงไม่กี่นาที สายฝนและลูกเห็บก็ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้รถที่ใส่ยาง Slick เกิดอาการหลุดโค้งออกนอกแทร็คกันราวกับหนังแอ็คชั่น แต่โชคดีที่ทีมไทยสามารถประคองรถไว้ได้ แต่ในที่สุดก็ต้องยกธงแดง เพื่อหยุดการแข่งขันลงไว้ชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศอันตรายเกินไป จึงเป็นโอกาสให้นักแข่งได้ยืดเวลาพักผ่อนออกไปอีกนิด

 

     จากนั้นเมื่อเวลา 19.30น. การแข่งขันจึงเริ่มดำเนินต่อไป จนกระทั่งเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ที่ทีมงาน Sanook! Auto ได้ไปสัมผัสบรรยากาศขอบสนามยามค่ำคืน ที่น่าตื่นเต้นกว่าเวลากลางวันเสียอีก เนื่องจากสนามดังกล่าวถูกห้อมล้อมด้วยป่าเกือบทั้งหมด ดังนั้น ไฟหน้ารถจึงเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้นักแข่งมองเห็นเส้นทางข้างหน้า ท่ามกลางรถแข่งบางคลาสที่ใช้ความเร็วเกินกว่า 250 กม./ชม. เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง

     การแข่งขันดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสลับผู้ขับขี่ รวมถึงเปลี่ยนชิ้นส่วนที่จำเป็นอยู่เป็นระยะ เพื่อให้รถสามารถเข้าเส้นชัยได้ตามที่หวังไว้แต่แรก

     จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนที่การแข่งขัน 24 ชั่วโมงจะสิ้นสุดลงนั้น บรรดากองเชียร์ ทีมงานแข่งขัน รวมถึงสื่อมวลชนชาวไทย ต่างก็ต้องลุ้นระทึกอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าเกิดปัญหากับรถ โคโรลล่า อัลติส หนึ่งในสองคันที่วิ่งอยู่บนสนาม แต่นักแข่งก็สามารถประคองตัวรถผ่านเข้าเส้นได้ไปได้ด้วยดี

 

     โตโยต้าทีมไทยแลนด์จบการแข่งขันในอันดับที่ 2 ในคลาส SP3 ด้วยรถหมายเลข 123 วิ่งไปเป็นระยะทาง 102 รอบ คิดเป็นอันดับที่ 72 จากทั้งหมด 159 คัน ขณะที่รถหมายเลข 124 วิ่งไปได้ทั้งหมด 82 รอบ อยู่ในอันดับที่ 4 ของคลาส และอันดับที่ 82 จากทั้งหมด

     ทั้งนี้ หากนับเฉพาะคลาส SP3 ที่โคโรลล่า อัลติสทั้งสองคันร่วมแข่งขันด้วยนั้น ปรากฏว่าที่ 1 สามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 105 รอบ นำอันดับที่ 2 ของไทยอยู่ที่ 3 รอบ ซึ่งก็ถือว่าสูสีไม่แพ้กัน เมื่อเทียบกับการแข่งขันที่กินเวลาทั้งวันทั้งคืน

 

     “วินาทีที่รถของทีมสามารถเข้าเส้นชัยผ่านธงตราหมากรุกเข้ามาได้ เป็นวินาทีแห่งความภาคภูมิใจ ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของคนไทยที่พวกเราสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และมอบความสุขกลับมาสู่ทุกคนได้ครับ”  คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้จัดการทีมและนักแข่งสังกัดโตโยต้า ทีมไทยแลนด์กล่าว

     นี่จึงถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยเลยทีเดียว