EXCLUSIVE PREVIEW! ไปสัมผัส MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ก่อนเปิดตัว สวย-ขับสนุก-น่าคบหามากขึ้น

EXCLUSIVE PREVIEW! ไปสัมผัส MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ก่อนเปิดตัว สวย-ขับสนุก-น่าคบหามากขึ้น
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

      Sanook!Auto พาไปสัมผัส MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ล่าสุดก่อนใคร ปรับปรุงจุดด้อยให้ดียิ่งขึ้น จนคราวนี้มันกลายเป็นรถน่าใช้คันหนึ่ง... หรือไม่?


      MG6 เป็นรถยนต์รุ่นแรกของค่ายเอ็มจีที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา แต่ทว่าด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง กลับทำให้ MG6 ไม่ได้รับความนิยมในตลาดเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงของแบรนด์, ความน่าเชื่อถือ, ราคาจำหน่าย, ศูนย์บริการ รวมถึงตัวโปรดักส์เองที่หลายคนยังมองว่าไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไปเท่าไหร่นัก

 

      MG จึงได้นำเอาฟีดแบ็คต่างๆของ MG6 รุ่นที่แล้ว จากทั้งลูกค้าและสื่อมวลชน กลับไปวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุง ‘MG6 ไมเนอร์เชนจ์’ ใหม่ ให้ออกมาตรงใจผู้บริโภคในบ้านเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถูกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

      MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ไม่เพียงแต่ปรับโฉมภายนอก-ภายในเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังได้รับการปรับปรุงทั้งด้านเครื่องยนต์, ช่วงล่าง, ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีทันสมัยอีกหลายต่อหลายอย่างจนแทบนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

 

      เรามาเริ่มกันด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของ MG6 ไมเนอร์เชนจ์ ที่ถูกออกแบบใหม่ให้ดูหรูหรา-ทันสมัยมากขึ้น ด้วยไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ใหม่ พร้อมระบบปรับระดับความสูงอัตโนมัติและ Cornering Light ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ รวมถึงระบบฉีดล้างไฟหน้าอัตโนมัติ, กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยสีเงิน พร้อมไฟ Daytime Running Light บริเวณกันชนตามสมัยนิยม

 

      ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายใหม่แบบ LED 3 มิติ ดูทันสมัยและมีคาแร็คเตอร์ขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ ออกแบบให้มีความสปอร์ตลงตัวยิ่งขึ้น ติดตั้งล้ออัลลอยแบบทูโทนขนาด 17 นิ้วดีไซน์สะดุดตา

 

      ห้องโดยสารภายในยังคงติดตั้งอ็อพชั่นที่มีมาให้ในรุ่นก่อนหน้าไว้อย่างครบถ้วน แต่ได้เสริมฟังก์ชั่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 7 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบทัชสกรีน รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธและระบบนำทางจาก iGo รวมถึงติดตั้งกล้องมองหลังพร้อมเส้นไดนามิกไกด์ไลน์มาให้ ซึ่ง Interface ของตัวระบบออกแบบให้ดูสวยงาม น่าใช้งานมากขึ้น

      บริเวณมาตรวัดความเร็วถูกตกแต่งด้วยสีเงินใหม่ เพิ่มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ขณะที่พื้นหลังตัวมาตรวัดจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดง เมื่อผลักคันเกียร์ไปยังโหมดสปอร์ต

 

      นอกจากนั้น ยังมาพร้อมไฮไลท์ฟีเจอร์อย่าง ‘inkaNet Intelligent’ สำหรับเชื่อมต่อกับตัวรถผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อเช็คสถานะต่างๆ ของตัวรถ เช่น ประตูปิดสนิทหรือไม่, เช็คระดับน้ำมันที่เหลือ, อุณหภูมิภายนอก เป็นต้น ทั้งยังสามารถสั่งล็อค-ปลดล็อคประตูจากสมาร์ทโฟน, ค้นหาและติดตามตำแหน่งตัวรถได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่ารถจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม (หนุ่มๆจะแอบหนีเมียไปเที่ยวไม่ได้ก็คราวนี้ล่ะ)

 

      ระบบความปลอดภัยของ MG6 ไมเนอร์เชนจ์ถูกปรับปรุงใหม่เช่นกัน โดยทุกรุ่นมาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบ ‘Active 10 in 1’ ที่ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นมากมาย เช่น ระบบเบรก ABS, ระบบควบคุมเสถียรภาพ SCS, ระบบช่วยเบรกขณะโค้ง CBC เป็นต้น

      แต่ยังได้เสริมอีก 4 ฟังก์ชั่นหลัก ได้แก่ ระบบ Auto Hold สำหรับช่วยดึงเบรกมือขณะติดไฟแดง, ระบบ DWTC – Dynamic Wheel Torque Control สำหรับกระจายแรงบิดเพื่อการเข้าโค้ง, ระบบ ASL – Active Speed Limit Function สำหรับล็อคความเร็วในการเดินทาง และระบบเตือนหากพวงมาลัยไม่ตรง


      อีกหนึ่งไฮไลท์ใน MG6 ไมเนอร์เชนจ์ ก็คือขุมพลังที่ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.8 ลิตร TCI-Tech ในทุกรุ่นย่อย นับตั้งแต่ตัวล่างสุดขึ้นมา ซึ่งให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 161 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 215 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DCT ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม พร้อมติดตั้งระบบครูซคอนโทรลในทุกรุ่นย่อยเช่นกัน

      ช่วงล่างด้านหน้าของ MG6 เป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบ Z-type Rear Multi Link ซึ่งมีความโดดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและความนุ่มนวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

      เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงเห็นการปรับปรุงด้านฟีเจอร์ของ MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่กันเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งทางผู้บริหารของเอ็มจีเองก็หวังว่าอ็อพชั่นที่เพิ่มขึ้นมามากมายนี้ น่าจะถูกใจผู้บริโภคบ้านเราอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของไดนามิกส์ในการขับขี่ ซึ่งโฉมปัจจุบันนี้หลายคนมองว่ายังติดในเรื่องของเกียร์ที่ตอบสนองช้า และพวงมาลัยที่หนักอึ้งเกินไปสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะกับคุณสาวๆ

      จากการทดลองขับ MG6 รุ่นซาลูนในช่วงสั้นๆ บนสนามที่เตรียมไว้ให้นั้น ปรากฏว่าอาการของเกียร์ที่เดิมตอบสนองฝีเท้าในช่วงคิกดาวน์ได้ค่อนข้างช้า ถูกปรับปรุงให้ตอบสนองไวขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้การเร่งแซงทำได้ฉับไวยิ่งขึ้น ขณะที่พวงมาลัยถูกปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาขึ้น ควบคุมได้อย่างคล่องแคล่วได้ดังใจมากยิ่งขึ้น ทำให้ไดนามิกส์ของตัวรถที่มีพื้นฐานช่วงล่างที่ดีอยู่แล้ว สามารถขับได้อย่างสนุกสนานมากขึ้นด้วย

      จุดเด่นของช่วงล่างใน MG6 ที่พบได้ตั้งแต่รุ่นก่อน และถูกส่งทอดมายังโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่นี้ คือการดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างนุ่มนวล แน่นหนึบ แต่ยังคงไว้ซึ่งการเกาะถนนตามสไตล์รถยุโรป ซึ่งถือเป็นจุดบาลานซ์ที่ดีที่รถค่ายอื่นๆ ควรนำไปเป็นแบบอย่าง

 

      ในช่วงจังหวะขับขี่แบบ Slalom เราเห็นได้ชัดว่า MG6 ใหม่ สามารถเลื้อยผ่านไพลอนด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. ได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ต้องใช้แรงหมุนพวงมาลัยมากมายเท่าใดนัก รวมถึงอาการของตัวรถยังอยู่ในการควบคุมเป็นอย่างดีแม้จะใช้ความเร็วสูงพอสมควรก็ตาม

      ในจังหวะเข้าโค้งด้วยความเร็ว ระบบ Dynamic Wheel Torque Control ใหม่ จะส่งแรงเบรกไปยังล้อที่ข้างอยู่ด้านในให้หมุนช้าลง และเพิ่มแรงบิดให้กับล้อที่อยู่ด้านนอก เพื่อช่วยดึงตัวรถให้สามารถแล่นในโค้งตามไลน์ที่เราต้องการ ช่วยลดอาการอันเดอร์เสตียร์อันเป็นธรรมชาติของรถขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

 

      จุดนี้ เราเห็นได้ชัดว่า MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในจุดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและในจุดที่ต้องอาศัยฟีลลิ่งในการรับรู้ ซึ่ง MG6 ใหม่ ไม่เพียงแต่เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ยังได้รับการปรับปรุงพัฒนาจุดด้อยที่เคยเป็นมา จนคราวนี้มันกลายเป็นรถที่น่าใช้ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว

      จะเหลือก็เพียงราคาจำหน่าย ว่าจะถูกตั้งมาอย่างเหมาะสมมากน้อยขนาดไหน ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอ็มจีจะไม่ทำให้ผิดหวังอีก เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของเอ็มจีในบ้านเราด้วยเช่นกัน


      เปิดตัว MG6 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ วันที่ 22 กรกฎาคมนี้... รู้กัน