ทำได้จริง! มาสด้า 2 และ CX-5 เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D น้ำมันถังเดียวเที่ยวไกลถึงมาเลเซีย

ทำได้จริง! มาสด้า 2 และ CX-5 เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D น้ำมันถังเดียวเที่ยวไกลถึงมาเลเซีย
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

      ก่อนหน้านี้ เราเคยได้รีวิว Mazda 2 เครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D ที่ขึ้นชื่อเรื่องความประหยัดแบบสุดๆกันไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการทดสอบฟีลลิ่งการขับขี่เท่านั้น มาคราวนี้มาสด้าประเทศไทย จึงเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทดสอบความประหยัดของเครื่องยนต์บล็อกนี้ไกลถึงมาเลเซีย เพื่อพิสูจน์ว่าน้ำมันเพียง 1 ถัง สามารถวิ่งได้ไกลขนาดข้ามประเทศเลยทีเดียว


     แน่นอนว่าทีมงาน Sanook!Auto ก็ไม่พลาดเข้าร่วมทดสอบความประหยัดครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

     รถยนต์ที่ใช้ทดสอบทั้งหมดนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 25 คัน แบ่งเป็น Mazda 2 รุ่นแฮทช์แบ็คจำนวน 10 คัน รุ่นซีดานจำนวน 10 คัน และ CX-5 เครื่องยนต์ดีเซลอีกจำนวน 5 คัน



     การเดินทางทั้งหมดคิดเป็นระยะทางรวม 1,041 กิโลเมตร นับจากศูนย์ฯมาสด้า Wearnes สาขาวิภาวดี ไปสิ้นสุดที่ปั๊มน้ำมันในเมือง Changlun ประเทศมาเลเซีย อันเป็นจุดที่รถทุกคันจะถูกเติมน้ำมันกลับเข้าไปจนเต็ม เพื่อทดสอบว่ารถแต่ละคันใช้น้ำมันไปมากน้อยเท่าไหร่

     โดยรถในมือของเราทริปนี้เป็นเอสยูวี ‘CX-5’ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ที่แม้จะมีตัวถังขนาดใหญ่กว่า ‘มาสด้า 2’ เครื่องยนต์บล็อกใหญ่กว่า แถมยังพ่วงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD มาให้อีก ซึ่งก็น่าลุ้นอยู่ว่า CX-5 แต่ละคันในทริปนี้ จะสามารถพาตัวเองข้ามไปยังประเทศมาเลเซียโดยไม่ต้องเติมน้ำมันได้หรือไม่ 

 

      ก่อนเริ่มเดินทาง เราย้อนมาดูสเป็คเครื่องยนต์ของ Mazda CX-5 เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D กันสักนิดดีกว่า โดยรถคันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์คลีนดีเซลความจุ 2.2 ลิตร เทอร์โบชาร์จพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 420 นิวตัน-เมตร เคลมตัวเลขประหยัดน้ำมันไว้ที่ 18 กิโลเมตรต่อลิตร

     โดยรถคันที่นำมาทดสอบนี้ มีความจุถังน้ำมันอยู่ที่ 58 ลิตร แต่ถูกเติมเพิ่มเข้าไปจนเอ่อถึงบริเวณคอถังคิดเป็นจำนวนทั้งหมด 60 ลิตร หากลองคำนวณดูคร่าวๆนั้น  พบว่าน้ำมันถังนี้จะวิ่งได้ราว 1,080 กิโลเมตร ตามอัตราสิ้นเปลืองที่เคลมเอาไว้

     ซึ่งตัวเลขดังกล่าวดูจะฉิวเฉียดกับระยะทางตลอดทั้งทริปที่ระบุไว้ 1,041 กิโลเมตร เพราะแม้จะดูตัวเลขเผินๆก็น่าจะไปถึงอยู่ แต่การขับขี่บนถนนจริงมันมีอุปสรรคมากมาย ทั้งไฟแดงเอย รถติดเอย ไหนจะต้องทำเวลาเพื่อให้ทันตามที่กำหนดไว้อีก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวบั่นทอนอัตราสิ้นเปลืองด้วยกันทั้งนั้น เห็นทีจะต้องจริงจังกับการทดสอบพอสมควรเลยทีเดียว

 

     แม้ว่ารูปแบบการทดสอบในครั้งนี้ จะเป็นแบบอีโค่รัน ที่เน้นความประหยัดเชื้อเพลิงเป็นพิเศษ แต่ก็มีการปรับองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ระบบปรับอากาศ รวมถึงสภาพการจราจรตามปกติที่พบเจอกันอยู่ทุกวัน

     รถทุกคันจะถูกตั้งพัดลมแอร์ไว้ที่เบอร์ 3 พร้อมปรับอุณหภูมิไว้เท่ากันทุกคัน โดยนำพลาสติกใสมาครอบพร้อมซีลกาวยางอย่างดี เพื่อไม่ให้สามารถปรับ หรือปิดสวิตช์แอร์ได้ เนื่องจากระบบแอร์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตราสิ้นเปลืองค่อนข้างมาก

 

     เริ่มต้นออกเดินทางจากศูนย์มาสด้า วิภาวดี ในรถ Mazda CX-5 2.2 ลิตรคันนี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือแรงบิดที่มาในรอบต่ำ ดังนั้นการกดคันเร่งเพียงเบาๆ ก็เพียงพอจะช่วยซอกแซกไปตามสภาพจราจรบนถนนวิภาวดีขาเข้าช่วง 7 โมงเช้าได้อย่างสบายๆ นับเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป

     แน่นอนว่าในการเดินทางรูปแบบฟรีรัน ต้องมีการเร่งแซงรถคันอื่นตามแต่สภาพการจราจรบ้าง ซึ่งในจังหวะที่ต้องการเร่งแซงนั้น เพียงแค่เติมคันเร่งลงไปอีกนิดหน่อย ก็ช่วยให้รถค่อยๆพุ่งทะยานเพิ่มความเร็วอย่างทันใจ ต่างจากเครื่องยนต์เบนซินพิกัดเดียวกันที่อาจต้องเค้นคันเร่งกันมากกว่านี้

 

     แม้ว่าความเร็วเฉลี่ยที่ทางผู้จัดงานคำนวณมาให้ เพื่อให้ทันเวลาในการเข้าจุดเช็คพอยท์ถัดไป จะอยู่ที่ราว 65-69 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่การขับขี่จริงไม่อาจขับช้าขนาดนั้นได้ เพราะต้องเฉลี่ยกับเวลาการออกสตาร์ท รวมถึงสภาพการจราจรที่มีด่านตรวจเป็นช่วงๆ ไหนจะสี่แยกไฟแดงที่ไม่รู้ล่วงหน้าอีก ทำให้ความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่จริงอยู่ที่ราว 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความเร็วที่ผู้ขับขี่ใช้งานตามปกติแล้ว

     วันแรกเราเดินทางมาถึงโรงแรม S Tara Grand Hotel ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คิดเป็นระยะทางประมาณหกร้อยกว่ากิโลเมตร โดยยังมีน้ำมันยังเหลือเกินครึ่งถัง ดังนั้น เมื่อเทียบกับระยะทางที่เหลือในทริปนี้ จึงคาดว่าน่าจะพาเราข้ามแดนได้อย่างสบายๆ แต่จะได้ตัวเลขประหยัดแค่ไหนคงต้องดูกันอีกที

 

     วันที่สองเราเริ่มเดินทางต่อกันแต่เช้า เนื่องจากต้องเผื่อเวลาในการข้ามแดนที่ไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคใดๆหรือไม่ โดยรูปแบบการขับขี่ยังคงเหมือนเช่นวันแรก คือใช้ความเร็วเฉลี่ยราว 90-100 กม./ชม. จนกระทั่งมาถึงจุดข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ที่ด่านสะเดา ก็เป็นหน้าที่ของผู้สื่อข่าวแต่ละคน ที่ต้องจอดรถมาทำเรื่องผ่านด่านกันด้วยตัวเอง

     ซึ่งการข้ามแดนสำหรับคนไทยก็ไม่ยากอะไร เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อม แล้วไปต่อคิวเพื่อยื่นเอกสารให้กับ ตม. คล้ายกับที่สนามบินเวลาเราออกนอกประเทศนั่นแหละ ขณะที่รถทุกคันได้รับการยื่นเอกสาร พร้อมแปะสติ๊กเกอร์เลขทะเบียนสีดำตามกฏหมายมาเลเซียเรียบร้อยแล้ว ไม่นานคณะผู้สื่อข่าวชาวไทยก็สามารถข้ามไปซิ่งกันต่อยังฝั่งมาเลเซียได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ

 

     เราเดินทางต่อมาถังยังปั๊มน้ำมันเชลล์ที่เมืองชางลุน ประเทศมาเลเซีย อันเป็นสถานที่ที่รถทุกคันจะถูกเติมน้ำมันกลับเพื่อวัดอัตราสิ้นเปลืองของรถแต่ละคัน ซึ่งหน้าจอของรถบอกว่ายังสามารถวิ่งได้อีกเป็นระยะทาง 117 กิโลเมตร

 

     ผลปรากฏว่ารถหมายเลข 24 ที่เราใช้เดินทางครั้งนี้ ถูกเติมน้ำมันกลับเป็นจำนวน 50.37 ลิตร เทียบกับระยะทาง 1,041 กิโลเมตร คิดเป็น 4.84 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 20.67 กิโลเมตรต่อลิตร!! แต่น่าเสียดายที่โดนปรับเข้าเช็คพอยท์ล่าช้าไปร่วมหลายนาที จึงโดนปรับเหลือเพียง 6.04 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 15.625 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น



     ขณะที่รถ CX-5 คันอื่นที่สามารถทำตัวเลขได้ดีที่สุด คือหมายเลข 23 ที่เติมน้ำมันกลับไปเพียง 48.2 ลิตร ทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองเพียง 21.60 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น หรือหากนับรวมกับที่โดนปรับล่าช้า ก็อยู่ที่ 20.28 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยสำหรับรถเอสยูวีระดับนี้

 

     ส่วนตัวเลขที่ดีที่สุดก็คงต้องยกให้ Mazda 2 SKYACTIV-D ทั้งรุ่นแฮทช์แบ็ค และซีดาน ที่สามารถคว้าอัตราสิ้นเปลือง 33.22 กิโลเมตรต่อลิตรทั้งคู่ เรียกได้ว่าประหยัดถึงใจเลยจริงๆ

     แม้ว่าตัวเลขต่างๆเหล่านี้ อาจไม่สามารถอ้างอิงถึงการใช้งานตามสภาพการขับขี่จริงได้ทั้งหมด แต่หากเทียบกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมที่ได้จากขุมพลัง SKYACTIV-D แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่น่าใช้ที่สุดแล้ว ณ เวลานี้