เทคโนโลยียุคใหม่ที่ทำให้ขับรถสนุกยิ่งขึ้น

เทคโนโลยียุคใหม่ที่ทำให้ขับรถสนุกยิ่งขึ้น
S! Auto

สนับสนุนเนื้อหา

     ทุกวันนี้เทคโนโลยีด้านการขับขี่พัฒนาไปมาก ทั้งค่ายยุโรปและค่ายญี่ปุ่นต่างก็พัฒนาเทคโนโลยีมาแข่งขันกันใหญ่ ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้รับประโยชน์มากขึ้น เรามาดูกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ที่จะช่วยให้เราขับรถได้สนุกขึ้น ประหยัดขึ้นบ้าง

 
     Flex Fuel

     เทคโนโลยีนี้ ทำให้ผู้ขับเลือกใช้ระหว่างน้ำมันธรรมดาหรือผสมเอธานอลได้ (หรือที่บ้านเรารู้จักกันในนามแก๊สโซฮอล์) ซึ่งมีมาสักพักแล้ว น้ำมันเบนซินผสมเอธานอลนั้นถูกออกแบบมาให้มีตัวอักษร E ตามด้วยตัวเลข E85 หมายถึง มีส่วนประกอบเอธานอล 85% และน้ำมันเบนซิน 15% เครื่องหมาย Flex Fuel จะหมายถึงยานพาหนะนี้สามารถใช้น้ำมัน E85 ได้ รวมไปถึงส่วนผสมที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าเช่น E10

     โดยมาก รถ Flex Fuel จะเป็นรถบรรทุกและ SUV ที่กินน้ำมันมาก แม้เอธานอลนั้นมีค่าอ็อกเทนสูงกว่า แต่จะวิ่งได้ระยะกิโลต่อลิตรน้อยกว่า แต่ในด้านดีคือ เอธานอลสามารถสร้างได้จากแหล่งชีวภาพ

     แต่สำหรับรถที่มีราคาสูงนั้นจะเป็นการผสมที่สมบูรณ์แบบ  Bentley Motors กำลังทำให้รถทุกรุ่นเป็น Flex Fuel เริ่มด้วย Bentley Continental SuperSports ซึ่งเป็นรถรุ่นที่วิ่งเร็วที่สุดของ Bentley

     วิศวกรของบริษัทซุปเปอร์คาร์สวีเดน Koenigsegg ใช้เอธานอล ทั้งเพื่อเพิ่มกำลังของรถและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รถรุ่น CCXR ของบริษัทที่ผลิตออกมาจำกัด เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 806 แรงม้า แต่เมื่อใช้น้ำมันเอธานอลที่มีค่าอ็อกเทนสูงกว่า เครื่องยนต์จะมีกำลังสูงถึง 1,018 แรงม้า ไม่น่าเชื่อว่าแก๊สโซฮอล์จะแรงแบบเลือกได้



     แรงขึ้น สะอาดขึ้น ประหยัดขึ้น

     วิธีหนึ่งในการเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันคือการเพิ่มอัตราส่วนกำลังอัดในเครื่องยนต์ อัตราส่วนกำลังอัดหมายถึงจำนวนน้ำมันและอากาศที่ถูกฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้ เมื่ออัตราส่วนมากขึ้น การใช้น้ำมันก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     Mazda ใช้วิธีนี้ในรถรุ่นล่าสุด ทั้งรุ่นที่ใช้ดีเซลและเบนซิน ตัวอย่างเช่น SKYACTIV-D เครื่องดีเซล ที่ใช้อัตราส่วนกำลังอัด 14:1 ซึ่งครื่องยนต์ SKYACTIV-D นั้นผ่านมาตรฐานไอเสียของทั้ง USA Tier2Bin5 และ Europe EURO6 โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงหลังการเผาไหม้ใดๆเลย เครื่องประเภทนี้เรียกว่า เครื่องยนต์แบบ Clean Diesel ซึ่งปกติเราจะเห็นมีในเฉพาะรถค่ายยุโรปหรูเท่านั้นที่ส่วนใหญ่มีให้ใช้ เพราะนอกจากมีประสิทธิภาพสูงแล้วยังลบภาพลักษณ์เดิมๆที่เสียงดังออกไป แต่เนื่องจากมีราคาสูง จึงมีในเฉพาะรถหรูเท่านั้น

     แต่รถสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Mazda ใจถึงพอที่นำมาใช้ในรถทุกรุ่น นอกจากได้เครื่องยนต์สะอาดขึ้นแล้ว ระบบ SKYACTIV-D ยังปรับอัตราส่วนกำลังอัดเหลือ 14:1 (เครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปอยู่ที่ 18:1) ทำให้ออกซิเจน ไนโตรเจน และเชื้อเพลิงผสมกันได้ดีขึ้น เป็นผลทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์และลดการปล่อยไอเสีย อีกทั้งยังให้แรงบิดในช่วงต้นและปลายดีขึ้นกว่าเครื่องดีเซลแบบเดิม แม้จะใช้เครื่องขนาดเล็กแค่ 1.5 ลิตร ที่ดีกว่าเดิม แต่ Mazda ยังเพิ่มระบบ Turbochargers 2 ชุด ชุดเล็กและชุดใหญ่ ทำงานแปรเปลี่ยนไปตามการขับขี่ ทำให้ได้อัตราเร่งและแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรเลยทีเดียว และด้วยการออกแบบรถทั้งคันใหม่หมดนอกจากจะทำให้เครื่องยนต์เบาขึ้น 10% แล้วยังกินน้ำมันและมีไอเสียน้อยลงกว่าเดิม 20% ไม่แปลกเลยที่ระบบ SKYACTIVE จะคว้ารางวัลรถยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อนในประเทศญี่ปุ่นเหนือรถทุกค่าย

 


     กระบอกสูบ On Demand

     เครื่องยนต์ประเภทนี้สามารถเรียกใช้กระบอกสูบเมื่อต้องการ ตัวอย่างเช่น Audi S8 เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 62 ไมล์ต่อชั่วโมง (100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ใน 4.2 วินาที ต้องใช้ 8 กระบอกสูบ ในการเร่งเครื่องยนต์
แต่เมื่อถึงระดับความเร็วที่ต้องการในไม่กี่วินาที เครื่องยนต์ก็ไม่ต้องใช้งานกระบอกสูบหนักอีกต่อไป  กระบอกสูบ 4 ใน 8 กระบอกจะหยุดทำงาน ดังนั้นเครื่องยนต์จะทำหน้าที่เหมือนเครื่องยนต์ 4 สูบ และถ้าต้องการเร่งความเร็วอีก กระบอกสูบที่เหลืออีก 4 กระบอกก็จะทำงานอีกครั้ง และจะหยุดทำงานเมื่อรถยนต์มีความเร็วคงที่ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 10% เมื่อขับรถด้วยความเร็วคงที่

     Audi ยังใช้ระบบควบคุมเสียงรบกวนเพื่อให้เสียงเครื่องยนต์และท่อไอเสียดังเท่าเดิม และระบบดูดซับแรงสั่นสะเทือน ผู้โดยสารจึงไม่รู้สึกเมื่อกระบอกสูบหยุดทำงานหรือทำงาน เครื่องยนต์ V-8 รุ่นใหม่มีกำลังมากกว่า V-10 และวิ่งได้ระยะทางมากกว่าด้วย

     ในอนาคตเราคงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยให้เราขับขี่รถยนต์ได้สนุกขึ้น ปลอดภัยขึ้น รวมถึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นกว่าปัจจุบันนี้ไปอีกขั้น ก็หวังว่าเราคงได้มีโอกาสสัมผัสเทคโนโลยีเหล่านี้ในเร็ววัน

 

     [ADVERTORIAL]