เช็กด่วน! 10 นิสัยที่ทำให้รถพังไว ขับแบบนี้ค่าซ่อมมาแน่

เช็กด่วน! 10 นิสัยที่ทำให้รถพังไว ขับแบบนี้ค่าซ่อมมาแน่

เช็กด่วน! 10 นิสัยที่ทำให้รถพังไว ขับแบบนี้ค่าซ่อมมาแน่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รถยนต์สมัยใหม่ถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลายแสนกิโลเมตร แต่ในความเป็นจริง รถหลายคันกลับเริ่มมีปัญหาก่อนเวลาอันควร ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากคุณภาพรถ แต่เกิดจาก "พฤติกรรมการใช้งาน" ของผู้ขับเอง

บางอย่างทำเพราะเคยชิน บางอย่างคิดว่าช่วยถนอมรถ แต่ความจริงกลับเร่งให้เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง หรือระบบเบรกเสื่อมเร็วขึ้น

วันนี้ Sanook Auto รวมพฤติกรรมที่ควรเลี่ยง หากอยากให้รถอยู่กับคุณไปอีกนาน

1. เหยียบคันเร่งทันทีหลังสตาร์ตรถ

หลายคนรีบออกรถทันที โดยเฉพาะช่วงเช้า ทั้งที่น้ำมันเครื่องยังไหลเวียนไม่ทั่วระบบ ทำให้ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ยังหล่อลื่นไม่เต็มที่

วิธีที่เหมาะสมคือสตาร์ตรถประมาณ 20-30 วินาที แล้วขับออกอย่างนุ่มนวลในช่วงแรก หลีกเลี่ยงการเร่งรอบสูงจนกว่าเครื่องยนต์จะเข้าสู่อุณหภูมิการทำงาน

2. ขับลุยหลุม ลูกระนาด หรือถนนขรุขระโดยไม่ชะลอ

การปล่อยรถกระแทกแรง ๆ ทุกวัน ส่งผลโดยตรงต่อโช้กอัพ ลูกหมาก บูชปีกนก รวมถึงยางและล้อ หากทำเป็นประจำ ช่วงล่างจะหลวมเร็วกว่าปกติ และอาจมีเสียงดังตามมา

batchchatgptimagejul16,20

3. เบรกแรงทุกครั้งที่ขับ

การเบรกหนักบ่อย ๆ ไม่เพียงทำให้ผ้าเบรกหมดเร็ว แต่ยังทำให้จานเบรกร้อนจัด เกิดการบิดตัวหรือสึกไม่สม่ำเสมอได้

หากมองสภาพการจราจรล่วงหน้าและค่อย ๆ ผ่อนคันเร่ง จะช่วยยืดอายุเบรกได้มากกว่า

4. ปล่อยน้ำมันเหลือน้อยจนไฟเตือนขึ้นประจำ

หลายคนคิดว่าไม่มีปัญหา แต่การปล่อยให้ระดับน้ำมันต่ำบ่อย ๆ ทำให้ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงต้องทำงานหนัก เพราะใช้น้ำมันช่วยระบายความร้อน นอกจากนี้ยังมีโอกาสดูดตะกอนจากก้นถังเข้าสู่ระบบเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

5. บรรทุกของหนักเกินความจำเป็น

ของที่อยู่ท้ายรถตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ใช้งาน ก็เพิ่มภาระให้เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง และยาง ส่งผลให้กินน้ำมันมากขึ้นและชิ้นส่วนสึกหรอเร็วขึ้น

หากมีสัมภาระที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ ควรนำออกจากรถเพื่อลดน้ำหนัก

6. ไม่ตรวจเช็กลมยาง

ยางอ่อนหรือยางแข็งเกินไป ทำให้การเกาะถนนลดลง ระยะเบรกยาวขึ้น และทำให้ยางสึกผิดปกติ รวมถึงเพิ่มภาระให้ระบบช่วงล่างและทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

ควรตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือก่อนเดินทางไกล

7. ละเลยการเปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ

น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำยาหล่อเย็น น้ำมันเบรก และของเหลวต่าง ๆ มีอายุการใช้งาน หากปล่อยให้เสื่อมสภาพ จะทำให้ระบบทำงานหนักและอาจเกิดความเสียหายที่มีค่าซ่อมสูง

การเข้าศูนย์หรืออู่ตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด ยังเป็นวิธีที่คุ้มค่ากว่าการรอให้ชิ้นส่วนเสียแล้วค่อยซ่อม

8. เปลี่ยนเกียร์ D ไป N ระหว่างรถยังเคลื่อนที่

หลายคนเข้าใจว่าการเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ขณะรถกำลังไหล จะช่วยประหยัดน้ำมันหรือทำให้เกียร์ทำงานเบาลง แต่ความจริงแล้วรถยนต์รุ่นใหม่แทบไม่ได้ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ

การสลับเกียร์ไปมาระหว่าง D และ N ขณะที่รถยังไม่หยุด อาจทำให้ชุดคลัตช์ภายในเกียร์อัตโนมัติทำงานมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหากต้องเปลี่ยนกลับเป็น D ขณะที่รถยังมีความเร็วอยู่ ส่งผลให้ชุดเกียร์สึกหรอเร็วกว่าการปล่อยให้รถอยู่ในตำแหน่ง D ตามปกติ

หากต้องหยุดรถเพียงช่วงสั้น ๆ เช่น ติดไฟแดง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น N ในรถยนต์ส่วนใหญ่ เพียงเหยียบเบรกค้างไว้ก็เพียงพอ เว้นแต่เป็นการหยุดนานตามคำแนะนำของผู้ผลิต

9. เปลี่ยนเกียร์ขณะรอบเครื่องยนต์ยังสูง

การเปลี่ยนเกียร์จาก R ไป D หรือ D ไป R ทั้งที่รถยังเคลื่อนที่ หรือรอบเครื่องยนต์ยังสูง เป็นพฤติกรรมที่เพิ่มภาระให้ชุดเกียร์โดยตรง เพราะชิ้นส่วนภายในต้องรับแรงกระชากมากกว่าปกติ

ควรปล่อยให้รถหยุดนิ่งก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ วิธีนี้จะช่วยลดการสึกหรอของชุดเกียร์ เพลาขับ และระบบส่งกำลัง รวมถึงทำให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลกว่าเดิม

10. ใส่ของเต็มตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกสัมภาระ ผู้โดยสาร หรือการลากพ่วงเกินกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ล้วนทำให้เครื่องยนต์ เกียร์ ระบบเบรก และช่วงล่างทำงานหนักกว่าที่ออกแบบไว้ นอกจากอัตราเร่งจะลดลงและสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความร้อนสะสมของเกียร์ ระยะเบรกที่ยาวขึ้น รวมถึงยางและช่วงล่างสึกหรอเร็วกว่าปกติ หากต้องบรรทุกหนักเป็นประจำ ควรตรวจสอบค่าพิกัดน้ำหนักบรรทุก (GVWR) และน้ำหนักลากจูง (Towing Capacity) ตามคู่มือรถทุกครั้ง

และการบรรทุกนี้ก็รวมถึงรถนั่งที่มีของเต็มรถด้วยนะ อย่าลืมเอาออกบ้างเพราะจะทำให้โช้คพังและรถกินน้ำมันเพิ่มได้

เตือนถึงคนใช้รถ

แม้รถยนต์จะถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน แต่พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถลดอายุการใช้งานของรถได้โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเครื่องทันทีหลังสตาร์ต ขับผ่านหลุมแรง ๆ เบรกหนัก ปล่อยน้ำมันใกล้หมด หรือไม่เปลี่ยนของเหลวตามระยะ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าซ่อมเพิ่มขึ้นในระยะยาว

หากปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้รถเพียงเล็กน้อย นอกจากจะช่วยให้รถอยู่กับเราได้นานขึ้น ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล