4 สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็ว หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว

4 สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็ว หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว

4 สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็ว หลายคนทำทุกวันโดยไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

4 สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็ว พร้อมวิธีดูแลให้ใช้งานได้นานขึ้น

แบตเตอรี่รถยนต์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบไฟฟ้าในรถ ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟสำหรับสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมถึงจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ หากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ นอกจากจะทำให้รถสตาร์ทไม่ติดแล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายและเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงได้

หลายคนอาจคิดว่าแบตเตอรี่หมดอายุเพียงเพราะใช้งานมานาน แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมการใช้รถและการดูแลรักษาก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลงได้เช่นกัน มาดูกันว่า 4 สาเหตุหลักที่ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมเร็ว มีอะไรบ้าง

1. ใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะดับเครื่องยนต์

การเปิดไฟหน้า เปิดไฟห้องโดยสาร ฟังเพลง หรือชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ขณะที่เครื่องยนต์ดับ จะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง เนื่องจากไม่มีไดชาร์จช่วยผลิตกระแสไฟ หากทำเป็นประจำ แบตเตอรี่จะคายประจุจนเสื่อมเร็วขึ้น

นอกจากนี้ หากจอดรถทิ้งไว้หลายสัปดาห์โดยไม่ได้สตาร์ทเครื่อง แบตเตอรี่ก็จะค่อยๆ สูญเสียประจุตามธรรมชาติ จนมีโอกาสสตาร์ทรถไม่ติดได้

2. ขับรถระยะสั้นเป็นประจำ

การใช้งานรถในระยะทางสั้นๆ เช่น ขับเพียงไม่กี่กิโลเมตรแล้วดับเครื่อง แม้จะดูไม่มีปัญหา แต่จริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

เนื่องจากทุกครั้งที่สตาร์ทรถ แบตเตอรี่จะจ่ายกระแสไฟจำนวนมาก หากเครื่องยนต์ทำงานไม่นานพอ ไดชาร์จจะไม่มีเวลาชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่จนเต็ม ส่งผลให้แบตเตอรี่ทำงานในสภาพประจุไม่เต็มอยู่ตลอด และอายุการใช้งานลดลง

3. ไดชาร์จทำงานผิดปกติ

ไดชาร์จ (Alternator) มีหน้าที่ผลิตกระแสไฟและชาร์จแบตเตอรี่ขณะเครื่องยนต์ทำงาน

หากไดชาร์จจ่ายไฟต่ำเกินไป แบตเตอรี่จะได้รับไฟไม่เพียงพอ แต่หากจ่ายไฟสูงเกินมาตรฐาน ก็อาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนั้น หากพบอาการไฟเตือนแบตเตอรี่ขึ้นที่หน้าปัด หรือไฟหน้าหรี่ผิดปกติ ควรรีบนำรถเข้าตรวจเช็กทันที

4. ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมจำนวนมาก

การติดตั้งเครื่องเสียงกำลังสูง ไฟแต่งรถ กล้องบันทึกภาพหลายตัว ตู้แช่ หรืออุปกรณ์เสริมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก อาจทำให้ระบบไฟของรถต้องรับภาระเพิ่มขึ้น

หากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ออกแบบให้เหมาะสมกับระบบไฟเดิมของรถ หรือไม่มีการอัปเกรดแบตเตอรี่และระบบชาร์จให้รองรับ ก็อาจทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักและเสื่อมเร็วกว่าปกติ

วิธีดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ใช้งานได้นาน

หากต้องการยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจสอบระดับน้ำกลั่น สำหรับแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่น และเติมให้อยู่ในระดับที่ผู้ผลิตกำหนด

  • ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ หากพบคราบขี้เกลือหรือคราบสีเขียว เพื่อให้กระแสไฟไหลได้เต็มประสิทธิภาพ

  • หลีกเลี่ยงการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าขณะดับเครื่องยนต์ โดยไม่จำเป็น

  • ขับรถให้เครื่องยนต์ทำงานนานพอ เพื่อให้ไดชาร์จสามารถชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ได้เต็มที่

  • ตรวจเช็กระบบชาร์จเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อรถมีอายุการใช้งานหลายปี

  • เปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อถึงอายุการใช้งาน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทแบตเตอรี่ สภาพอากาศ และลักษณะการใช้งาน

แม้แบตเตอรี่รถยนต์จะเป็นชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานจำกัด แต่การใช้งานอย่างเหมาะสมและหมั่นตรวจเช็กระบบไฟฟ้าของรถอยู่เสมอ จะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดปัญหารถสตาร์ทไม่ติด และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนเวลาอันควร

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล