เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล

The Niche Marketing Expert ผู้ถ่ายทอดทฤษฎี เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล เกี่ยวกับ สมูท อี

www.mixmagazine.in.th

สนับสนุนเนื้อหา

การจะสร้างแบรนด์สักชิ้นหนึ่งให้เป็นที่ยอมรับในประเทศและต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นธุรกิจเวชสำอางก็ยิ่งมีคู่แข่งมากมายหลายเท่าตัว เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมูท อี จำกัด คือผู้ปลุกปั้นแบรนด์สมูท อี สร้างความแตกต่างให้โด่งดังจนเป็นที่ยอมรับมานานหลายสิบปี

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ดังอย่าง เดนทิสเต้ ซึ่งเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับบริษัทด้วยเช่นกัน ชีวิตของผู้ชายคนนี้จึงถือว่าไม่ธรรมดา เพราะท่านมีแนวคิดมุมมองใหม่ในเชิงธุรกิจให้คนรอบข้างได้นำไปใช้อยู่ตลอดเวลา

ในวัยเด็ก เภสัชกร ดร.แสงสุข เกิดและเติบโตในย่านเยาวราช ท่านเป็นลูกคนที่ 8 จากจำนวนพี่น้อง 9 คน โดยครอบครัวดำเนินธุรกิจส่งออกและนำเข้าสมุนไพรจีนในรูปแบบกงสีครอบครัวใหญ่ ตรงจุดนี้เองทำให้ท่านมีโอกาสช่วยเหลืองานกิจการในบ้านแทบทุกอย่าง ตั้งแต่จัดเก็บสมุนไพร แบกของไปส่ง รวมถึงนำเช็คไปเข้าธนาคาร เรียกได้ว่ารับการปลูกฝังเรื่องการค้าขายมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเริ่มโตขึ้น เภสัชกร ดร.แสงสุขได้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากเรียนจบงานแรกที่ได้ทำคือเป็นเซลล์ขายยาในภาคตะวันออกและภาคอีสาน หลังจากทำงานได้สักพักก็กลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย หลุยส์เซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบก็ได้กลับเข้ามาทำงานในบริษัทยาแห่งหนึ่งแต่เมื่อทำงานได้ราว 6 ปี รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานประจำ เพราะส่วนตัวชอบที่จะเป็นผู้ประกอบการอิสระมากกว่าจึงลาออกมาเปิดร้านขายยาของตัวเองที่ศูนย์การค้าสยาม

“ผู้ประกอบการแบบผมไม่ชอบอยู่กับข้อจำกัด ทำถูกหรือผิดก็ทำไป อย่างร้านขายยาที่ผมเปิด ต่างจากร้านขายยาอื่นตรงที่ผมขายทุกอย่าง ตั้งแต่ทิชชู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผมคิดว่านอกจากการขายยาแล้วผมยังให้บริการคนทั่วไปที่เขาต้องการความสะดวกในการซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ

“แต่ลูกค้าหลักของผมจริง ๆ คือชาวต่างชาติ ในสมัยนั้นเวลาที่ฝรั่งเข้ามาเมืองไทยแล้วต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดจะกลัวไข้มาลาเลียเป็นพิเศษ เขาจะมาซื้อยาป้องกันไข้ ผมก็แนะนำพวกเขาไป ด้วยความที่ผมพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็เชื่อใจผมมากกว่าร้านที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติต่อคิวร้านผมยาวเป็นพิเศษ

“ผมทำงานกับบริษัทได้เงินเดือน 5 หมื่นบาท พอมาเปิดร้านขายยา ผมมีรายได้เดือนละ 1 แสน 5 หมื่นบาท แต่เหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าเพราะเปิดร้านทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนห้างปิดทำแบบนี้นานถึง 4 ปี จนวันหนึ่งศูนย์การค้าสยามก็ส่งจดหมายมาบอกว่าต้องการบริเวณที่ร้านขายยาของผมเพื่อไปพัฒนาต่อ ทำให้ผมต้องย้ายออก แต่เขาก็ดีมากที่ให้เวลาผม 6 เดือนในการเตรียมตัว แต่ตอนที่ผมรู้ข่าวครั้งแรกคิดมากขนาดต้องเอามือก่ายหน้าผากเลย เพราะผมยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ แถมมีลูกตัวเล็ก ๆ อีกหนึ่งคน

“ในขณะที่ผมกำลังเป็นกังวลในหลายเรื่องแต่ภรรยาผมเข้ามาบอกว่า พี่อย่าคิดมากเลยทางห้างฯ เขาคงอยากให้พี่ไปรวยกว่านี้แค่นี้มันยังไม่เยอะหรอก พอผมได้ยิน โอ้โห! จะบ้าเหรอ แต่มันคงเป็นแบบที่ภรรยาผมบอกจริง ๆ เพราะผมเริ่มเบื่อกับอาชีพค้าปลีกในแบบเดิม ๆ ผมก็เลยมุ่งมาที่การเป็นผู้ประกอบการ เริ่มจากคัดเลือกสินค้า 10 ตัวออกมาดูว่าจะพัฒนาอะไรได้บ้าง คิดว่าจะทำมาร์เก็ตติ้งอย่างไร ซึ่งผมไม่กลัวที่จะไม่สำเร็จเพราะผมเคยเป็นเซลล์มาก่อน แล้วมีเพื่อนที่ทำร้านขายยาเยอะทำอะไรออกมาก็เอามาฝากขายได้

“ผมทำกิจการของตัวเองไปเรื่อย ๆ พอผ่านไป5 ปีสินค้าจาก 10 ตัวที่ทำออกมามันก็ทยอยล้มเลิกไปทีละตัวจนเกือบหมด เหลือตัวสุดท้ายคือสมูทอี คือก่อนหน้านั้นผมคุยกับภรรยาว่าถ้าสมูทอีไม่สำเร็จอีก ก็จะเลิกทำแล้วไปสมัครงานที่บริษัท แต่สมูทอีนั้นทำให้ผมมีกำไรจึงตัดสินใจสู้ต่อ เพราะตอนนั้นกระแสเรื่องของวิตามิน E กับรอยแผลเป็นกำลังมาแรง ผมเองเป็นเภสัชมาก่อนทำให้มีความรู้เรื่องของวิตามิน E ธรรมชาติเยอะจนสามารถทำของที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้ ผมเริ่มทำแพคแกจจิ้งสวย ๆ ทำการตลาดโดยไปโฆษณาในนิตยสารดาราภาพยนตร์ และคู่สร้างคู่สม จากที่ทำครีมลดริ้วรอยแผลเป็น ก็ขยับมาเป็นโฟมไม่มีฟอง ซึ่งผลตอบรับที่ออกมามันดีมาก

“หลายคนสงสัยว่า สมูทอี มาจากอะไรมันไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนเลย คือวิตามินอีมันทำให้ผิวสมูทเรียบผมก็เอาสองคำนี้มาชนกันแค่นี้เอง ตอนตั้งชื่ออย่าไปซีเรียสมาก ช่วงแรกมีแต่คนติว่าตั้งชื่ออะไรมูท ๆ แถมขายของให้ผู้หญิงยังมีอีต่อท้ายอีกไม่เพราะเลย แต่พอดังเขาจะบอกว่าใครเป็นคนตั้งเพราะมากเลย คือตั้งชื่ออย่าไปคิดมาก”

“สำหรับชีวิตของคนเป็นผู้ประกอบการนั้นเจออุปสรรคให้คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมเคยสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเยอะมาก แต่พอถึงเมืองไทยมันโดนอากาศร้อนทำให้ของเสียหายทั้งหมด คือมันเป็นจำนวนหลายตันก็ทำให้ผิดหวัง เราก็ต้องแก้ปัญหาไปเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ว่าจะช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง ซึ่งผมก็มองว่าเป็นการเรียนรู้ความผิดพลาดที่จะไม่ทำให้เกิดขึ้นอีก

“ส่วนในเรื่องของการขายผมจะคิดสวนทางกับคนอื่นเสมอ ผมรู้สึกไม่ดีเลยถ้าสินค้าผมไม่มีคู่แข่ง เพราะแทนที่จะโฆษณาว่าของเราดีแต่พอมีคู่แข่งก็เหมือนมีการโฆษณาความแตกต่างโดยให้คนอื่นมาช่วย เวลาเราพูดคนเดียวไม่มีคนเชื่อนะแต่พอมีคนอื่นช่วยพูดให้ คนจะเชื่อ ข้อดีอีกอย่างเวลามีคู่แข่งพนักงานของเราจะทำงานกระตือรือร้นขึ้นเพราะอยู่เฉยไม่ได้ เหมือนนักวิ่งถ้าไม่มีคนมาแข่งกับคุณคุณก็วิ่งไม่เร็วหรอก โลกของธุรกิจก็เหมือนกัน

“สมัยก่อนผมมีคู่แข่งเยอะมาก แต่ด้วยที่เขาก็อปปี้ไม่เป็น เขามาขายในช่องทางเดียวกับผม แถมชื่อใกล้เคียงกันด้วยความที่แบรนด์เขายังไม่เป็นที่รู้จัก เวลาลูกค้าไปซื้อของที่ร้านก็จะถามคนขายว่าเอายี่ห้อที่มันลงท้ายด้วยอี เจ้าของร้านก็หยิบนี่ไงสมูทอี ผลปรากฎว่าสองสามเดือนนั้น ผมไม่ได้โฆษณาแต่ยอดขายขึ้นมาก ผลสุดท้ายบริษัทนั้นล้มเลิกไปเพราะใช้งบโฆษณาเยอะ

“จนถึงตอนนี้บริษัท สมูท อี จำกัด เปลี่ยนมาแล้ว 8 ออฟฟิศ คือมันโตขึ้นจากครั้งแรกที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน ในปีแรกที่ผมฉลองปีใหม่รวมผมกับภรรยาแล้ว มีกันแค่ 5 คนมาวันนี้ผมจัดเลี้ยงปีใหม่มีพนักงานกว่า 300 คน คือผมไม่ได้ตั้งใจให้มันโตเร็วแต่ให้ไปแบบยั่งยืน ตามคอนเซ็ปต์ของผมคือขายน้อยแต่มีกำไร”

ปัจจุบันเราเห็นความสำเร็จของ เภสัชกร ดร.แสงสุขในด้านธุรกิจที่เข้าใจกลไกลตลาดและแนวคิดขายน้อยให้ได้มาก โดยมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดอยู่ในเครือสร้างรายได้ให้กับบริษัทมากมาย กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะท่านได้สั่งสมประสบการณ์ในวงการธุรกิจมานานหลายปี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการศึกษาที่มีส่วนช่วยผลักดันให้ท่านมีความคิดที่แตกฉานเรื่องทางด้านมาร์เก็ตติ้งลำดับต้น ๆ คนหนึ่งของประเทศไทย

“ในปี 2540 ผมมีเวลาว่างเยอะเลยมีโอกาสได้ไปเรียนปริญญาเอกบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัย โนวาเซาท์อีสเทิร์น รัฐฟลอริดา ซึ่งประเทศไทยเวลานั้นกำลังอยู่ในวิกฤติต้มยำกุ้งพอดี ผมได้พบกับโปรเฟสเซอร์ท่านหนึ่งซึ่งเก่งมาก ผมถามเขาว่ารู้เรื่องต้มยำกุ้งไหมเขาตอบว่ารู้ ผมก็ถามเขาต่อว่าผมมีเงินอยู่นิดหน่อยจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เขาบอกว่าตอนนี้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารประเทศคุณอยู่ราว 15–16% ซึ่งมันจะลงมาต่ำกว่านี้แน่นอน มีเงินเท่าไหร่ใส่เข้าไปก่อนที่ดอกเบี้ยมันจะลงอย่างรวดเร็ว แล้วธนาคารไหนให้คุณฝากดอกเบี้ยที่ระยะยาวให้รีบทำเลย

“แล้วตอนนั้นภาคอสังหาฯ ราคากำลังตกมากเมื่อเกิดฟองสบู่จาก 100 ล้านบาทลงมาเหลือ 20 ล้านบาท โปรเฟสเซอร์ก็แนะนำให้ซื้อ แม้ตอนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ได้เงินมานิดหน่อย แต่สิ่งสำคัญคือผมได้อยู่กับโปรเฟสเซอร์หลายท่านที่เก่งด้านการตลาดแนวใหม่ทำให้ผมซึมซับสิ่งเหล่านี้มาใช้ หลายคนถามว่าทำไมผมต้องมาเรียน คือผมต้องการต่อยอดองค์ความรู้ ผมต้องการ Smart Work ไม่ได้ต้องการ Hard Work ทุกวันนี้ทำอะไรผมก็ต้องค้นคว้าทำวิจัยเรื่องใหม่การเรียนระดับปริญญาเอกสอนให้คุณเข้าใจ ทำวิจัยแล้วก็ตั้งสมมติฐาน ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนมามันใช้ได้ในชีวิตจริง

“เมื่อได้มาทำธุรกิจจริงสินค้าบางตัวผมค้นคว้าวิจัยนานมาก เช่น สมูทอี แอคเน่ ไฮโดรเจล ผมใช้เวลามากกว่า 7 ปีถึงทำมันออกมาได้ เบื้องหลังความสำเร็จของผมคือการค้นคว้าวิจัยเยอะ ผมไม่ได้ใช้มาร์เก็ตติ้งอย่างเดียว มันต้องเป็นเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ มานำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับมนุษย์

“เวลาที่ผมทำงานร่วมกับฝ่ายวิจัยและพัฒนา ทุกครั้งที่มาทำงานผมต้องล้างสมองพวกเขาว่า คุณต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดของโลกมาผสมกันแล้วให้มันออกมาดีที่สุด แล้วเขาจะย้อนถามว่าต้องคำนึงถึงต้นทุนรึเปล่า เพราะถ้าต้นทุนหลอดละ3 พันบาทจะไปขายให้ใคร ผมบอกไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุน การขายมันคือหน้าที่ของผมเอง หน้าที่คุณต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกออกมาให้ได้ พอเป็นแบบนี้นักวิจัยก็มีความสุข เพราะเขาเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมาทำโดยไม่ได้จำกัดถ้าเกิดการวิจัยเริ่มต้นด้วยต้นทุนที่จำกัดมันจะทำไม่ได้ดี ผมจึงต้องทำงานสวนทางกับเขา

“แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจคำว่าอินโนเวชั่น ซึ่งเขามักมองว่าเป็นสินค้าปกติ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันคือนวัตกรรมและความแตกต่าง คนอื่นเขาออกโฟมทั่วไปแต่ผมออกโฟมไม่มีฟอง เขาออกยาสีฟันทั่วไปแต่ผมออกยาสีฟันก่อนนอน หรือถ้าเขาออกสินค้ายาพาราเซตามอลทั่วไปแต่ผมจะออกพาราไม่ทำลายตับ มีงานวิจัยว่าพาราร่วมกับ Essential Amino Acid บางตัวจะช่วยทำลายตับได้ พาราทั่วไปเม็ดละ 1 บาท แต่พาราของผมเม็ดละ 2 บาท คนจะเลือกกินแบบไหนก็ต้องเลือก 2 บาท แพงกว่าแต่ผลเสียน้อย สินค้ามันต้องเป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาขายพาราผมก็ขายพารา

“ถ้าผมมียาตัวหนึ่งราคาหนึ่งล้านบาทที่จะทำให้คุณกินแล้วมีอายุเพิ่มขึ้น 1 ปี ถ้าผมมีของดีแบบนี้ผมขายได้แน่นอนแถมไม่ต้องโฆษณาด้วย ในทางกลับกันถ้าสินค้าผมไม่มีอะไรเลยผมก็ต้องโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์ ชีวิตผมเป็นเภสัชกรมาก่อน ผมจึงเชื่อในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่ามาร์เก็ตติ้ง แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องของมาร์เก็ตติ้งไม่สำคัญแต่มันต้องทำให้ตรงกลุ่มลูกค้า

ส่วนนี้เองที่ทำให้ เภสัชกร ดร.แสงสุข ผสมผสานระหว่างนวัตกรรมใหม่กับเรื่องของมาร์เก็ตติ้งได้อย่างตรงจุดทำให้ท่านเป็นที่รู้จักในเรื่องนิชมาร์เก็ตติ้ง คือทำการตลาดเฉพาะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่ถือว่าเป็นแบบอย่างทางเลือกหนึ่งของผู้ประกอบการที่กำลังหาช่องทางใหม่ในการทำการตลาดที่แข่งขันสูงมากในขณะนี้

“เรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ผมคิดเสมอว่าถ้ามีคนอยู่ 100 คน แล้วมีคนซื้อผมเพียง 1 คนแค่นี้ผมก็รวยแล้ว เพราะผมไม่ได้พูดให้คน 99 คนเชื่อผม แต่บางคนไม่เข้าใจว่าการขายของต้องมียอดขายเยอะ ซึ่งบางอย่างไม่จำเป็นอย่างสมูทอีของผมราคา 200 บาท แต่แข่งกับสินค้ายี่ห้อหนึ่งที่ขายราว 50 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่สินค้าผมจะชนะ ผมก็ทำใจว่าเป็นอันดับสองมาตลอด

“แต่ปีที่แล้วโฟมล้างหน้าสมูทอีของผมมียอดขายชนะขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ ความจริงมันสะท้อนให้เห็นว่าเวลาเศรษฐกิจไม่ดีคนที่เคยซื้อของแพงระดับ 1 พันบาทจะลงมาใช้ของผม แต่ถ้าเศรษฐกิจดีคนที่ใช้ของต่ำกว่า 100 บาทก็มาซื้อของผมเช่นกัน ทำให้สินค้าของผมจึงขายอยู่ได้ตลอด

“คนที่จะทำตลาดนิชมาร์เก็ตต้องเข้าใจว่า คนคนนี้เหมาะกับสินค้าของเรา สมมติเรารู้ว่าคนในเมืองไทยชอบแปรงสีฟันเล็ก ๆ ซึ่งน้อยมากไม่ถึง 1% ซึ่งคนที่ใช้แปรงแบบนี้ต้องเคยไปอยู่ญี่ปุ่นมาก่อน เราก็ไปหาเขาทำให้เขารู้จักเรา อาจคำนวณคร่าว ๆ ว่ามีจำนวนคนราว 1 แสนคน แล้วก็ผลิตแปรงสีฟันเล็กออกมา ผมเชื่อว่ายังไงก็ไม่เจ๊ง คือคุณต้องรู้ว่ามีคนชอบ แล้วรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน จึงไปบอกเขาผมเชื่อว่ามีคนจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะซื้อสินค้าคุณ แต่คุณต้องทำใจว่าคุณขายได้ไม่เยอะแต่คุณไม่เจ๊ง

“นิชมาร์เก็ตมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งว่า บริษัทยักษ์ใหญ่เขาใหญ่เกินกว่าที่จะทำงานเล็ก ๆ และเขาจะทิ้งตรงส่วนนี้สมมติเขากินเนื้อชิ้นใหญ่มันจะมีเศษเนื้อตกข้าง ๆ คุณเข้าไปเก็บกินได้อิ่มหลายสิบปีเลย ไม่ต้องไปกินเนื้อชิ้นใหญ่กับเขาเพราะเขาไม่ให้คุณกินหรอก ถ้าคุณแข่งกับเขาคุณต้องใช้พลังงานเยอะ คุณก็จะเจ็บปวดมากหากธุรกิจไม่ได้ดังที่ฝันไว้”

แม้จะประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจแล้วแต่ เภสัชกร ดร.แสงสุข ก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนสังคมโดยการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ The Business Incubation School จุดเด่นคือช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจ SME ให้เติบโต ในแนวทางที่ไม่แสวงหากำไร ไม่มีค่าใช้จ่ายในระหว่างปีการศึกษา ที่สำคัญมีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาร่วมเป็นอาจารย์และที่ปรึกษาอาทิ คุณวิลเลียม ไฮเน็ค, คุณวิชา พูลวรลักษณ์, คุณหมอนลินี ไพบูลย์, คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อนในประเทศไทย

“ผมลงทุนและซื้อใบอนุญาตเปิดโรงเรียนเพื่อสอนนักเรียน มีคนถามผมว่าจะซื้อมาทำไม ผมบอกว่ามันจะต่างอะไรกับคนมีเงินที่ซื้อรถสปอร์ต แล้วมีความสุข บางคนเที่ยวรอบ โลก หรือบางคนซื้อบ้านหลายสิบล้าน บางคนไปซื้อเพชร ผมเปิดโรงเรียนสอนคนที่ทำธุรกิจช่วงเริ่มต้นก็มีความสุขในแบบของผม

“ผมเปิดสอนในระดับปริญญาตรีและโท โดยไม่เก็บเงินด้วยนะ แต่ผมมีข้อแม้ว่าต้องมีการตรวจ DNA ของคนมาสมัครก่อนว่ามีเลือดผู้ประกอบการรึเปล่า ตอนนี้ผมยังไม่เก็บเงิน แต่พอบริษัทของเขามีกำไรเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาเงินตรงนี้มาจ่ายค่าเรียน ผมมีข้อมูล มีโอกาสให้ แค่เขามีเลือดที่แสดงว่ามีใจในการเป็นผู้ประกอบการก็พอ แถมผมมีนักธุรกิจคอยเป็นโค้ชให้อีกด้วย

“ผมการันตีเด็กได้เลยว่าคนที่เข้ามาต้องรวย คำว่ารวยของผมคือมีรายได้กำไรต่อเดือนมากกว่าแสนบาท คำว่าจนหมายถึงเจ๊ง คือต้องไม่มีเจ๊ง หลักการก็คือว่าคนที่จะประสบความสำเร็จใจต้องมุ่งมั่น 50% สองเราต้องมีความรู้จริงในเรื่องที่จะทำ อีก 25% สามเราต้องหาโอกาสให้กับตัวเอง อีก 25 %

“ผมมีทฤษฎีเงินในอากาศและมักบอกให้คนอื่นทำ ผมเห็นแต่ผมหยิบมันไม่ได้เพราะผมมีแค่สองมือ แต่ทำยังไงผมก็ต้องเปิดโรงเรียนเพื่อให้พวกเด็ก ๆ ไปหยิบมา ซึ่งผมไม่ได้ให้เขาไปเก็บเงินร้อยล้าน

“ในการเรียนผมมีหลักสูตร 400 ชั่วโมง หรือ 1 ปี เรามีหลักสูตรที่ครบ สิ่งที่ผมจะสอนคือเราจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างไรบ้างเราต้องการหานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เพิ่มมูลค่าสินค้า คนที่มาเรียนต้อง Smart Work คือคิดไอเดียเจ๋ง ๆ มาเดือนหนึ่งเต็ม ๆ ลงมือทำแล้วจะสบายไปอีก 11เดือน บางคนบอกคิดไม่เป็นก็เลยทำตามคนอื่น แบบนี้เหนื่อยยาว คอร์สแรกที่ผมสอนเด็กคือเปลี่ยนวิธีคิด จันทร์ถึงศุกร์เขาไปทำธุรกิจของเขา เสาร์อาทิตย์เขามาเรียน แล้วเอาความรู้ไปใช้จริงได้เลย

“ความจริงผมยังมีโปรเจ็กต์ที่นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ เช่นผมต้องการสร้างให้ประเทศไทยมีโกลบอลแบรนด์ให้ได้ ผมเคยเข้าสัมมนากับฟิลิป คอตเลอร์ซึ่งมาจัดสัมมนาที่ประเทศไทย มีคนไปเยอะมากแล้วผมมีโอกาสได้ส่งคำถามไปถามเขาว่า ทำไมประเทศไทยไม่มีแบรนด์ดังระดับโลก และถ้าประเทศไทยจะมี ควรมีคำแนะนำอย่างไร คำตอบคือทำไมบางประเทศถึงมีแบรนด์ระดับโลกเยอะ เพราะเมื่อราว 50 ปีก่อน คนที่เดินทางไปทั่วโลกจะพกของติดตัวมาด้วย เช่นทหารอเมริกันมารบเวียดนามสินค้าอเมริกันก็ตามมาด้วย อย่างมีดโกนหนวดยิลเล็ต แต่พบว่าคนไทยชอบเที่ยวแต่ไม่ชอบไปอยู่ที่อื่น คนไทยมีความสุขกับการอยู่ประเทศตัวเองมาก หลักการคือเราต้องหาตัวตนของประเทศตัวเองก่อน ประเทศไทยมีอะไรที่คนทั้งโลกไม่มี ก็อปปี้ไม่ได้ เราหยิบตรงนี้มาใช้แล้วเอาไปขาย เราเริ่มจากจุดที่เรายูนีคมาก ๆ ใครก็ก็อปปี้เราไม่ได้อันนี้เราเอาไปใช้ในเรื่องของการตลาดไทย มันคือความเป็นไทย เช่นการยิ้มการบริการจากใจ อย่าง โรงแรม การให้บริการ อาหาร

“สิ่งที่ผมและทุกคนจะช่วยประเทศไทยได้คือสร้าง SME นี่แหละ ถ้าไม่โตประเทศก็เดินหน้าไปไม่ได้ หลักการมันอยู่ตรงที่ว่าต้องหาจุดขายของตัวเองให้เจอ สร้างแบรนด์ สร้างความแตกต่าง มีช่องทางการจำหน่ายที่ดี และทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคนไทยยังสามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้อีกเยอะมากเมื่อเทียบกับชาติอื่น”

นี่คือแนวคิดของ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ที่พยายามสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาในประเทศให้ได้ นอกจากให้คนที่ทำธุรกิจและคนทั่วไปมีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเองแล้ว ธุรกิจยังช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืนในเวทีโลกอีกด้วย

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด