เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

กระเนื้อ เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่?

กระเนื้อ เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่?

กระเนื้อ เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่? เกี่ยวกับ กระ

Sanook! (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

 

เป็นผลจากการเจริญผิดปกติของผิวหนังส่วนบนลักษณะเป็นตุ่มแบน ผิวอาจดูขรุขระเล็กน้อย มีสีแตกต่างกันได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนกระทั่งสีดำมีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็ก จนกระทั่งใหญ่เป็นเซนติเมตรก็ได้ ตุ่มมีลักษณะพิเศษ คือ ดูคล้ายตุ่มนั้นแปะบนผิวหนัง


กระเนื้อเกิดจากอะไร
?

แทบทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น จะพบกระเนื้อมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งเข้าสู่วัยชราก็จะพบได้บ่อยขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามอายุ นอกจากนี้อาจพบมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ ตามหลังการให้ยาฮอร์โมนบางชนิด จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดด้วย


กระเนื้อเกิดขึ้นที่ใดในร่างกายได้บ้าง

กระเนื้อพบบ่อยที่บริเวณหน้าอก หลัง ใบหน้า คอ และหนังศีรษะ แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย โดยในระยะแรกจะเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อน ต่อไปจะขยายใหญ่นูนหนาขึ้น สีเข้มและผิวขรุขระมากขึ้น

กระเนื้อ เกิดขึ้นจากกอะไร ?

จนถึงตอนนี้ทางการแพทย์ก็ยังคงไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดกระเนื้อได้ แต่ก็มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้เกิดดังต่อไปนี้

  • อายุ : เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น การเกิดกระเนื้อก็จะเกิดขึ้นมากไปตามวัย ส่วนใหญ่จะพบได้ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปถึง 90% ส่วนในผู้ใหญ่วัยกลางคนที่มีอายุระหว่าง 30 - 40 ปี ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน อีกทั้งอัตราการเกิดกระเนื้อทั้งในผู้ชายและผู้หญิงนั้นมีเท่ากัน แต่ก็มักไม่พบในคนที่มีอายุกว่า 20 ปีลงไป
  • พันธุกรรม : สำหรับบุคคลที่มีประวัติในครอบครัวเป็นกระเนื้อมาก่อน มักมีโอกาสที่จะเป็นกระเนื้อได้มากกว่าคนทั่วๆ ไป โดยเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • แสงแดด : ผู้ที่อยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือชอบอยู่กลางแจ้งมักจะมีโอกาสเป็นกระเนื้อได้มากขึ้น
  • ส่วนสาเหตุอื่นๆ อาทิ โรคผิวหนัง , การติดเชื้อไวรัส หรือการกลายพันธุ์ของยีนก็มีส่วนทำให้เกิดกระเนื้อได้อีกด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากการเกิดกระเนื้อ

‘กระเนื้อ’ นั้นเป็นอีกประเภทหนึ่งของเนื้องอกที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง ไม่มีความรุนแรง ส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่มั่นใจ ความอาย หรือความเครียด ในบางรายอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังมีอาการบวมและอักเสบ มีอาการผิวแตกจนเกิดเป็นแผล มีเลือดออก รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากตัวโรคเอง หรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็เป็นได้

ยังไงก็ตาม ‘กระเนื้อ’ ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากบนผิวหนังอาจมีลักษณะคล้ายกับผื่นได้เช่นกัน ในบางกรณีก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งผิวหนัง , เป็นเนื้องอกชนิดอะดี โนคาซิโนมาในทางเดินอาหาร (Gastric Adenocarcinoma) , หรือเป็นกลุ่มอาการที่มีผลมาจากโรคมะเร็ง (Paraneoplastic Syndrome) ซึ่งพบได้น้อย จึงจำเป็นที่แพทย์ต้องทำการวินัจฉัยเพื่อแยกโรคให้ออกจากกัน จะทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่?

ดังที่กล่าวแล้วว่าแทบทุกคนจะมีกระเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ากระเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นในร่างกาย แต่เนื่องจากกระเนื้อมักจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และถ้ามันอยู่ในบริเวณที่กระทบกระแทกง่าย หรือเราไปแกะเกาทำให้มีเลือดออกก็ขอแนะนำให้รักษา กระเนื้อที่มีสีดำมาก บางครั้งแยกยากจากมะเร็งผิวหนังบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง


จะป้องกันการเกิดกระเนื้อได้อย่างไร?

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดกระเนื้อที่ได้ผล

 

จะรักษาอย่างไร ?

 วิธีรักษามีหลายวิธี คือ

 1.  จี้ไฟฟ้า ก่อนจี้จะต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดทาบริเวณรอยโรค แล้วจี้บริเวณรอยโรคด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หลังจากนั้นขูดเนื้อเยื่อบริเวณที่จี้ออก วิธีนี้จะมีแผลตื้น ๆ บริเวณที่ขูดซึ่งจะหายภายใน 1สัปดาห์

 2.  จี้ด้วยสารเคมี เช่น กรดไตรคลออะซิติค วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะมีอาการแสบบ้างบริเวณตำแหน่งที่จี้ การจี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายและหลุดออก ข้อเสีย คือ ถ้ากระเนื้อหนามากอาจหลุดไม่หมด หรือต้องจี้หลายครั้ง

 3.  จี้ด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นใต้รอยโรค ซึ่งต่อไปจะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดไปใน 2-3 สัปดาห์ ข้อเสียคือบางครั้งอาจเกิดรอยดำหรือขาวหรือแผลเป็นบริเวณรอยโรค สำหรับรอยดำหรือขาวที่เกิดจะจางไปได้ตามเวลา


มีจุดน้ำตาลออกดำที่ผิวหนังเป็นกระเนื้ออย่างเดียวใช่หรือไม่
 ? 

ไม่ใช่ มีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่ให้ลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น


 1.  หูด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า Human papilloma virus ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อจะเป็นตุ่มนูนแข็งผิวขรุขระ แต่สีมักเป็นสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน

 2.  ไฝ

 3.  การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผิวขาวที่อาชีพการงานต้องออกแดด เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสะสม เห็นผิวหนังเป็นจุดหรือปื้นดำ ๆ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ

 4.  มะเร็งผิวหนังบางชนิด บางครั้งแยกจากกระเนื้อยาก ข้อสังเกตคือ ถ้ารอยโรคนั้นโตเร็วมีแผลมีเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

 

 

ขอบคุณเนื้อหาจาก www.si.mahidol.ac.th คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบจาก dartmouth.edu

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ กระ

เรื่องล่าสุดของหมวด สุขภาพกาย

ดูหมวด สุขภาพกาย ทั้งหมด