จากเชียงใหม่สู่แม่สะเรียง ตอนที่ 1 : เที่ยววัดดูเวียงที่เชียงใหม่

จากเชียงใหม่สู่แม่สะเรียง ตอนที่ 1 : เที่ยววัดดูเวียงที่เชียงใหม่

 

จากเชียงใหม่สู่แม่สะเรียง : เที่ยววัดดูเวียงที่เชียงใหม่

วีระ กิจรัตน์ : เรื่อง / ภาพ 29 พฤศจิกายน 2547

โดยการชักชวนของพี่บอย ทวีศักดิ์ แห่งเว็บไซต์ไทยอินโดไชน่า ดอทคอม ว่าหนาวแล้วน่าจะไปแอ่วเชียงใหม่กันให้ชื่นใจกันดีกว่า ผมตอบรับการชักชาวนอย่างไม่ลังเล เพราะช่วงนี้หาโอกาสไปเหนืออยู่พอดี ตามกำหนดการนั้นพี่บอยได้ตระเตียมไว้เรียบร้อยแล้ว เดินทางโดยรถทัวร์จากกรุงเทพไปเชียงใหม่โดยใช้บริการของนครชัยแอร์

ก่อนรถจะออกนั้น โฮสต์สาวที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เราในการเดินทางนั้นก็อธิบายการใช้เก้าอี้นวดให้ทราบ หลังจากที่ผมก้มๆเงยๆ ดูปุ่มต่างๆว่าอะไรมันเป็นอะไรบ้าง กดแล้วก็จั๊กจี้ตามหลังดีเหมือนกัน เพิ่งจะรู้ว่ารถทัวร์เขามีบริการดีขนาดนี้ เราใช้เวลาประมาณ 9 ชัวโมง ครึ่ง จากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ ด้วยเก้าอี้ที่สามารถเอนนอนด้วยระบบไฟฟ้าได้มากพอกับเตียงทำฟันเลยทีเดียว ฟากฟ้ายามเย็นเห็นแสงรำไร อาทิตย์จะลับโลกไป พระจันทร์จะโผล่ขึ้นมา เพลงแรกของเช้าวันนี้บนรถ เป็นการปลุกผู้โดยสารว่าขณะนี้ ถึงจุดหมายของทุกท่านแล้ว

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

เราใช้บริการรถสองแถวซึ่งจอดรออยู่ประจำที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเพื่อจะไปยังโรงแรม อิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ ซึ่งเราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากคุณออย พีอาร์ของโรงแรม ช่วงนี้โรงแรมส่วนใหญ่ก็จะเต็มหมดครับ เนื่องจากเป็นฤดูกาลที่คนเลือกที่จะท่องเที่ยวทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้รถที่โรงแรมจัดไว้ให้พาเราทัวร์รอบเมืองเชียงใหม่นั้นไม่พอ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เชียงใหม่นั้นเสน่ห์อย่างหนึ่งก็คือการไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆนั้นง่าย ไม่ว่าจะไปด้วยรถส่องแถว รถเมล์ และที่ง่าย ประหยัด และตามใจฉันที่สุดก็เห็นจะเป็นบริการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ ราคาไม่แพงครับ มีให้เลือกตั้งแต่ บิ๊กไบค์ ราคา 8 9 ร้อย ถึงรถครอบครัว 110 ซีซี ราคาร้อยกว่าบาท แต่จำเป็นจะต้องมีเงินมัดจำพร้อมบัตรประชาชนครับ เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกเพิ่มขึ้น การไปเที่ยวเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วครับสมัยนี้

ร้านขายน้ำพริกหนุ่ม ที่ขายดีมาก

หลังจากพักที่อิมพีเรียลแม่ปิงหนึ่งคืนแล้ว ตอนเช้าเราไปเดินเที่ยวที่ กาดหลวง หรือตลาดหลวงกันครับ ด้านในกาดหลวงนั้น ชาวเชียงใหม่ก็จะจับจ่ายซื้อของกันตามปกติ ส่วนหนึ่งเป็นพวกของกินของใช้ ช่วงนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่จะประดับประดาไปด้วยโคมไฟซึ่งก็ทำจากกระดาษ สอบถามจากแม่ค้าก็ได้ความว่าเขาจะนำไปประดับตามบ้านในช่วงเทศกาลยี่เป็ง หรือเทศกาลลอยกระทงของชาวล้านนานั่นเองครับ อันเล็กๆก็ราคา 30 บาท อันใหญ่หน่อยก็ 100- 150 บาท สวยครับถ้าได้ไปประดับบ้านตอนกลางคืน เขาจะใช้เทียนหรือหลอดไฟจุดข้างในให้แสงสว่างครับ แต่แม่ค้าแนะนำว่าควรจะใช้หลอดไฟครับ ถ้าใช้เทียนแล้วจะดำงายครับ น้ำพริกหนุ่มที่นี่ขายดีมากครับ มีคนไปรอไม่ขาด ชื่อร้านดำรงครับ ลองไปชิมกันดู โคมไฟที่ชาวเชียงใหม่นิยมจุดกัน ในช่วงเทศกาล ยี่เป็ง

อีกส่วนเป็นตลาดที่ขายเฉพาะดอกไม้สดครับ มีดอกไม้มากมายให้เลือกครับ บรรยากาศตลาดสดตอนเช้าๆนี่ดีจริงๆครับ นักท่องเที่ยวจะเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ครับ ออกจากกาดหลวงแล้วเราก็ไปหารถมอเตอร์ไซค์เช่ากัน วันนี้คงจะเที่ยววัดในเมืองเชียงใหม่ครับ ยังไงจุดหมายของเราก็ยังอีกไกลคงจะต้องออกจากเชียงใหม่พรุ่งนี้ตอนเช้าเพื่อไปอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนตามโปรแกรมที่วางไว้ว่าจะไปล่องแก่งและปีนเขากัน แต่วันนี้มีเวลาเหลืออีกทั้งวันครับ

เที่ยวตลาดเช้าในเมืองเชียงใหม่

วัดแรกที่ไปคือวัดสวนดอก หรือวัดบุปผารามครับ วันที่ไปถึงนั้นมีพิธีสวดคล้ายๆสวดพานยักษ์ ของภาคกลางด้วย แต่ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ครับ เพราะว่าลีลาการสวดดังกล่าวชวนให้ตื่นเต้นไม่น้อยครับ ด้วยนเสียงและลีลาการสวดถ้าทราบข้อมูลแล้วจะนำมาอัพเดทครับ เอาหละมาว่ากันถึงวัดสวนดอกครับ ตามประวัติ บอกไว้ว่า***พระยากืนนาทรงสร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 1914 (ศักราชนี้ถือตามหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ของรัตนปัญญาเกตุ) เพื่อเป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถระสุมนผู้ประดิษฐ์ฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในแผ่นดินล้านนา วัดนี้แต่เดิมเป็นพระราอุทยานของกษัตริย์ล้านนา สมัยแรกเริ่มมีสถาปัตยกรรมสำคัญคือเจดีย์ประธาน เป็นเจดีย์ทรงกลมกู่บรรจุอัฐิเจ้าตระกูล ณ เชียงใหม่ และวิหารโถง นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าเก้าตื้อ ซึ่งพญาเมืองแก้วโปรดให้หล่อขึ้นเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ขนาดใหญ่ศิลปะล้านนาและสุโขทัย ลักษณะของพระพุทธรูปล้านนานั้นจะไม่เหมือนขอสุโขทัยเท่าใดนัก คือจะมีส่วนสัดที่อ้วนท่วมกว่า เห็นได้ชัด

ออกจากวัดสวนดอกแล้วเราไปต่อกันที่วัดเจดีย์หลวง ตั้งอยู่บนถนนพระปกเกล้า เป็นวัดที่มีเจดีย์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลของพญาแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ต่อมาในสมัยของพญาติโลกราช พระองค์โปรดให้ช่างสร้างเป็นเจดีย์ใหญ่ สูงถึง 92 เมตร ฐานกว้างด้านละ 54 เมตร แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 ต่อมาในสมัยพระนางจิระประภาครองเมืองเชียงใหม่ได้เกิดแผ่นดินไหวทำให้ยอดเจดีย์ หักโค่นลงมาเมื่อปี พ.ศ. 2088 วิหารหลวงของวัดนี้ เจ้าคุณอุบาลี-คุณูปมาจารย์ (สีริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 หน้าประตูทางเข้าวิหารมีบันไดนาคเลื้อยลงมางดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาแต่เดิม ได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุดของภาคเหนือ * ข้อมูลจาก ททท.เชียงใหม่

เดินวนดูรอบวัดยังมีวิหารต่างๆที่เป็นศิลปะล้านนางดงามอีกมาก ยังมีศิลปินล้านนานั่งวาดภาพขายนักท่องเที่ยวอยู่ภายในวัดนี้ด้วย ตอนแรกผมแปลกใจว่ารอกที่เห็นโยงขึ้นไปบนยอดเจดีย์ นั้นคืออะไร เห็นมีนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มยืนลุ้นกันอยู่ เข้าไปใกล้ๆ ก็ปรากฏว่าเป็นรอกที่ใช้สรงน้ำพระธาตุนั้นเอง เขาจะตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วก็ชักรอกขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงยอดแล้วก็ดึงรอกให้น้ำในกระบอกไหลลงรดเจดีย์ ระหว่างการชักรอกนั้นจะต้องลุ้นว่าน้ำจะหกระหว่างทางหรือไม่ ก็ดูน่าสนุกดีเหมือนกัน เราเที่ยวในเมืองเชียงใหม่กันจนถึงเย็นจึงกลับเข้าที่พัก เพื่อเตรียมพร้อมจะออกเดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้........

อ่านต่อ

ขอขอบคุณ - โรงแรม อิมพีเรียล แม่ปิง เชียงใหม่ - ททท.เชียงใหม่

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว