เที่ยวโซลง่ายๆ ใครๆ ก็บินได้แบบสบายกระเป๋า

เที่ยวโซลง่ายๆ ใครๆ ก็บินได้แบบสบายกระเป๋า

ตื่นเต้นจังแม่จ๋า เกาหลีครั้งแรกของนวล กับการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเที่ยวเมืองนอกด้วยตัวเอง

วันนี้นวลจะพาแฟนจ๋าบินลัดฟ้าไปตะลุยกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้กันครับ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา การเดินทางไปเกาหลีใต้ถือว่าเป็นเรื่องง่ายมากๆ เพราะไม่ต้องขอวีซ่า(ไม่เกิน90วันนะครับ) ทริปนี้พี่แอร์เอเชียใจดีให้นวลพาไปเที่ยวโซลในแบบฉบับของนวลกันครับ นวลจะพาไปเที่ยว กิน ช็อปกันแบบจุใจ พร้อมข้อมูลการเดินทาง การเตรียมตัว และเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆจากการมาโซลของนวลในครั้งนี้ด้วยครับ สำหรับแฟนจ๋าที่อ่านรีวิวนี้ของนวลจบ รับรองว่าสามารถจัดกระเป๋าบินลัดฟ้าไปตามรอยนวลได้เลย...

002

Anyang Art Park (안양예술공원)

"สวนศิลปะ อันยาง"  สวนศิลปะที่บรรยากาศดีมากๆ ที่นี่เต็มไปด้วยงานสถาปัตยกรรม และ งานศิลปะ มากมาย มีจุดถ่ายรูปเก๋ๆเยอะมากครับ

003

ดอกบ๊วย (매화, 梅花)

ดอกบ๊วย ซึ่งบางคนอาจจะเคยได้ยินคนเรียกว่า "ดอกเหมย" หรือ "เหมยฮัว" อันนี้เป็นชื่อภาษาจีนครับ ภาษาเกาหลีก็ยืมมาใช้ แต่ออกเสียงว่าแบบเกาหลีว่า "แมฮวา(매화, 梅花)"

ต้นบ๊วยเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ออกดอกก่อนใครๆ ในฤดูใบไม้ผลิของที่เกาหลี หลายๆ คนมักจะสับสนดอกบ๊วยกับดอกซากุระ เพราะว่าดอกไม้สองชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกันมากครับ (นวลเองก็เข้าใจผิด)

004

อาคาร Ewha Campus Center (ECC)

เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มุมถ่ายรูปสุดเก๋ไก๋ของมหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) โดยสร้างอาคารเรียนผ่านเนินเขาแล้วกรุด้วยกระจกทั้ง 2 ด้าน

005

โซล (서울)

เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ครับ แม้การเที่ยวเกาหลีใต้สำหรับคนไทยจะไม่ต้องขอวีซ่า แต่หลายๆคนคงได้ยินมาว่าการเข้าประเทศเกาหลีใต้เป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราไม่ต้องขอวีซ่าเราจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะผ่าน ตม.เกาหลีได้ไหม...หากเกิดแจคพอตขึ้นกับเรา ดันสวยเตะตาจนถูกเรียกไปสอบเพิ่มเติม เราควรต้องเตรียมเอกสาร และข้อมูลอะไรบ้าง มาดูเลยครับ

- ข้าราชการ เอกสารการทำงาน และบัตรประจำตัวข้าราชการ

- พนักงานบริษัท ใบรับรองการทำงาน(ภาษาอังกฤษ) และนามบัตร(ภาษาอังกฤษ)ของเรา

- เจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว ใบจดทะเบียนการค้า หนังสือรับรองบริษัท

- ฟรีแลนซ์ งานที่เคยทำพร้อมรูปภาพประกอบ

- นักเรียน/นักศึกษา ใบรับรองการศึกษาจากสถานศึกษา

- ว่างงาน ควรมีเอกสารทางการเงิน (Statement) หรือเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าบิดา/มารดา มีอาชีพ มีรายได้ มีงานทำเป็นหลักแหล่ง

นอกจากนั้นแล้ว ต้องเตรียมแผนการท่องเที่ยวเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ, ตั๋วเครื่องบินขากลับ, ใบจองที่พัก และเงินสดที่เราแลกไปหรือบัตรเครดิต  “เอกสารทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องยื่นให้เจ้าหน้าที่แต่แรก จะยื่นก็ต่อเมื่อมีการร้องขอนะครับ”

ส่วนการแต่งกายก็เอาแบบสบายๆไม่ต้องแต่งหน้าจัดเกิน เพราะเดี๋ยวจะเป็นเป้าสายตา อย่างเพื่อนสาวของนวลก็เป็นเสื้อวอร์มกางเกงขายาวสบายๆ ผ่านตม.แล้วค่อยแต่งเต็ม

006

เที่ยวเกาหลีช่วงไหนดี?

เกาหลีใต้ และโซลเหมาะแก่การท่องเที่ยวทั้ง 4 ฤดูครับ เรียกง่ายๆว่าเที่ยวได้ทั้งปีแหละครับ

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) เรียกว่าเป็นช่วงไฮไลต์ของเกาหลีเลย เพราะคนไทยจะไปเที่ยวเยอะมาก ไปดูดอกพ็อตโกต (벚꽃) อากาศเย็นสบายกำลังดีเลยครับ

ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) ช่วงนี้อากาศที่เกาหลีจะไม่ค่อยต่างจากไทยเท่าไหร่ ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยคึกคักสักเท่าไหร่

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) หรือที่เราคุ้นหูกันคือช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เป็นอีกช่วงยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะอากาศจะเริ่มกลับมาเย็นกายสบายใจอีกครั้ง

ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) เพลงรักในสายลมหนาวเริ่มบรรเลงอีกครั้ง สำหรับคนที่อยากไปสัมผัสหิมะ ก็ต้องไปกันช่วงนี้ละครับ ไปเป็นเอลซ่ากันได้เลย

008

พักไหนดี?

วิธีเลือกที่พัก นวลแนะนำว่าให้เลือกที่พักที่เดินไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน หรือมีป้ายรถประจำทางที่มาจากสนามบินวิ่งผ่าน เพื่อไม่ให้ลำบากเวลาย้ายกระเป๋า ที่สำคัญควรเลือกที่พักในย่ายชุมชน นอกจากจะอันตรายในเวลากลางคืนแล้วยังมีร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อด้วยนะ

ที่พักของนวลในทริปนี้คือ “Hongdae Pencil Guesthouse” อยู่ทางออก 3 ของสถานี Hongik university station ถ้าหากเรามีกระเป๋าลากใบใหญ่แนะนำให้ใช้ลิฟต์จะสะดวกกว่านะครับ เพราะทางเลื่อนค่อนข้างชัน อาจเกิดอันตรายได้

ย่านที่นวลพักเรียกว่าย่านฮงแด(Hongdae) หรือย่านฮงอิก(Hongik) เป็นย่านที่มีที่พักพวกโฮสเทล เกรสเฮาส์ ให้เลือกเยอะเลยครับ เพราะเป็นย่านวัยรุ่นเหมาะกับแบคแพคโดยเฉพาะเลยครับ ที่เด็ดคือเป็นย่านร้านอาหารอร่อยๆเยอะเลย

อ้อ...เงินวอนเกาหลี30วอนจะประมาณ1บาท หรือง่ายๆคือ 1000 วอน จะประมาณ 30 บาทไทยครับ

009

การเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองยากไหม?

นวลแนะนำนั่งรถไฟสาย Airport Railroad จาก Incheon International Airport Terminal 1 (แอร์เอเชียอยู่ Terminal 1) ซึ่งจะมี 2 แบบให้เลือก คือ แบบ Express วิ่งตรงยาวไปที่ Seoul Station (ประมาณ 8,000 วอน) แต่เราเลือกฝั่งรถไฟธรรมดา หรือ All Stop ที่จะจอดทั้งหมด 11 สถานี เพราะนวลไม่ได้นั่งสุดสาย สถานีที่นวลจะไปลงคือ Hongik university station (ประมาณ 55 นาที ค่าโดยสาร 4,150 วอน)

เราสามารถซื้อบัตรรถไฟได้จากตู้อัตโนมัติที่สนามบิน บัตรแบบเที่ยวเดียวจะมีค่าบัตร 500 วอน สามารถคืนบัตรและรับเงินคืนได้ แต่เพื่อความสะดวกแนะนำให้ซื้อบัตร T-Money เป็นบัตรที่สามารถเติมเงินใส่ไว้ในบัตรแล้วใช้จ่ายได้ทั้งรถไฟ รถบัส แท็กซี่ ซื้อของใน GS25 / CU / 7-11 เช่าล็อกเกอร์เก็บของ ฯลฯ แบบว่าบัตรเดียวเอาอยู่ สะดวกมากเวอร์ ถ้ามีเวลาเดินหาบัตร T-money มีลายน่ารักๆให้เลือกเก็บเยอะมาก แต่แบบธรรมดาจะเริ่มต้นที่ 4,000 วอน เป็นบัตรเปล่า ต้องเติมเงินใส่บัตรอีกทีนึงนะครับแฟนจ๋า

010

การเดินทางในโซลสะดวกไหม?

นวลบอกเลยว่าระบบรถไฟใต้ดินของโซล ขึ้นง่ายกว่าญี่ปุ่นเยอะเลย และการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินจะเป็นการเดินทางหลักของทริปนี้ของนวลด้วยครับ เพราะเส้นทางที่ไปถึงเกือบทุกสถานที่ท่องเที่ยวในโซล และเมืองใกล้เคียง

ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินจะเปิดให้บริการ 05.30-24.00 น. ค่าโดยสารเริ่มต้นเที่ยวละ 1,350 วอน หากใช้ T- Money จะได้ส่วนลดอีก คือจะเสียเริ่มต้นที่ 1,250 วอน เนี้ยะมี T-Moneyติดไว้สะบายเวอร์

ทริคการนั่งรถไฟถ้าไม่รู้ว่าสถานีที่เราจะไปต้องขึ้นฝั่งไหน หรือ แพลตฟอร์มไหน ให้จำว่าสถานีปลายทางของฝั่งสถานีที่เราจะไปคืออันไหน หรือ ดูสถานีต่อไปว่าไปทางเดียวกับที่เราจะไปหรือเปล่าก็ได้

ที่เกาหลีรถไฟบางสายมีแบบ Express มีแบบปลายทางแยกเป็น 2-3 สาย ต้องลองเช็คดูดีๆ

การเดินเปลี่ยนสายรถไฟในสถานีบางทีเดินไกลมาก เพราะสถานีใหญ่ ให้ใจร่มๆเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่รีบ มีเวลา บางทีถ้านั่งไปสถานีเดียวแนะนำให้เดินเพราะอาจจะใช้เวลาน้อยกว่า(ไหนจะต้องเดินเปลี่ยนสายไหนจะรอรถไฟต่างๆบางทีเดินเอาถึงแล้ว)

ถ้าจะนั่งรถบัสเพื่อความชัวร์ให้เช็คเลขที่ป้ายรถบัสดูเลยว่าตรงกับป้ายที่เราจะขึ้นมั้ย บางทีป้ายรถบัสใหญ่ๆกลางเมืองมีหลายป้ายติดๆกัน บัสแต่ละคันก็จอดแต่ละป้าย เช็คจากเลขที่ป้ายบัสเลยชัวร์สุด

011

มีสถานที่ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมชิคๆแนะนำไหม เบื่อเกาะนามิ โซลทาวเวอร์แล้วอ่า ?

มีเด้ มีเด้ ....ทริปนี้นวลรีเควส นางนานาไกด์สาวติ่งเกาหลีผู้หลับตาเดินในเกาหลีไม่มีหลงว่า “ทริปนี้นวลขอเป็นทริปชิคๆแบบเกาหลีสไตล์ ไปทำกิจกรรมยามว่างที่คนเกาหลีทำกันนะ” นางเลยพานวลมาตีเบสบอลจ้า นี่มันทริปชิลล์ๆ หรือการเก็บตัวนักกีฬายะหล่อน

การเดินทาง

นั่งรถไฟสาย Gyeongui-Jungang จาก Hongik university station ไปลง Namyeong station (เปลี่ยนสายเป็น Line 1 (สายสีน้ำเงิน) ที่ Yongsan station) ออกทางออก 2 แล้วเลี้ยวขวาเดินออกมามองไปฝั่งตรงข้ามจะเจอตึกสำหรับให้ตีเบสบอล เดินข้ามทางม้าลายไป

012

เห็นในทีวีคิดว่ามันจะตีกันง่ายๆ แต่พอได้มาลองเล่นจริง โอ้ย...ยากเหมือนกันนะครับ เรากะจังหวะการตีไม่ค่อยถูก ตีหวืดเป็นประจำ ฟลุคหน่อยก้โดนปลายไม้ให้พอได้ดีใจ สรุปคือสนุกดี แต่ได้เหงื่ออยู่นะดวกกกกก ที่สำคัญคือตอนเราพักเหนื่อยกันอะจะมีเด็กๆนักเรียนเกาหลี แวะเวียนมาหยอดกันคนละเกมสองเกมก่อนกลับบ้าน คือแบบว่าทำไมเบ้าหน้า ผิวพรรรเขาดีเหลือเกิน อิแม่ใจ๋บ่ดี

013

วันที่สอง นวลไป  Daemyung Vivaldi Park Ski World Day Trip from Seoul (S.A. Tour)

คือสารภาพตรงนี้เลยว่านวลไม่เคยเห็นหิมะจริงๆสักที สมเลยบอกว่าไปสกีรีสอร์ทไหม น่าจะพอมีหิมะอยุ่ เราเลยซื้อ One Day Trip จาก klook ซึ่งเราสามารถขึ้นรถบัสที่หน้า Starbuck ทางออก 8 Hongik university station (สามารถเช็คเส้นทางได้จาก klook เนื่องจากสามารถเลือกขึ้นรถได้หลายจุด)

ส่วนขากลับทัวร์จะจอดส่งแค่ 2 จุด คือ Myeong-dong และ Seoul Station เราเลือกลงกันที่ Seoul Station และนั่งรถไฟสาย Airport Railroad กลับมาที่ Hongik university station

014

คือด้วยความเป็นวันเดย์ทริป เราจะเสียเวลาวันนั้นทั้งวันอยู่ที่สกีรีสอร์ท ซึ่งตอนที่นวลปล่อยรีวิวนี้ออกมา สกีรีสอร์ทคงปิดไปแล้ว เจอกันใหม่ปีหน้าจ้า

สรุปคร่าวๆจากวีนเดย์ทริปที่สกีรีสอร์ทคือเขาจะพาเราไปอบรมการใช้อุปกรณ์ก่อน แล้วถึงจะพาเราไปที่สกีรีสอร์ท ด้วยความที่นวลไปช่วงโค้งสุดท้ายแล้วที่หิมะมันจะละลายหมดแล้ว มันก็จะเป็นก้อนๆเหมือนน้ำแข็งไส พอได้หยิบมาดูแล้วนั่งเอาตูดถูๆนิดหน่อย 555555 ก็พอฟิน ชุดเอลซ่าที่เตรียมไปก็ไม่ได้ใส่เพราะหนาวพอสมควร ไม่ไหวจริงค่ะซิส

015

วันที่สาม ไปเก็บสตรอเบอร์รี่ที่ Daega Farm

เป็นฟาร์มสตรอเบอร์รี่ที่สามารถเก็บกินได้ระหว่างเดินในฟาร์ม และ จะสามารถเก็บกลับบ้านได้คนละ 1 กล่อง ค่าใช้จ่ายคนละ 15,000 วอน

อาจจะต้องใช้พลังภายในเยอะหน่อยในการจองฟาร์มนี้ เพราะระบบการจองค่อนข้างยุ่งยากสำหรับชาวต่างชาติ วิธีที่สะดวกที่สุดคือโทรไปจองตามเบอร์ใน Website (ซึ่งไม่มีภาษาอังกฤษเลย คนที่ฟาร์มพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก แต่น่ารักมาก) เหตุผลที่นวลเลือกฟาร์มนี้เพราะเป็นฟาร์มที่สามารถเก็บทานไปด้วยได้ระหว่างอยู่ในฟาร์ม บางที่จะให้แค่เข้าไปเก็บใส่กล่องเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เก็บทานครับ

016

วิธีเดินทาง ค้นหาว่า 대가농원 ใน KaKaoMap

นั่งรถไฟสาย Gyeongui-Jungang จาก Hongik university station นั่งยาวๆไปลง Ungilsan station (ประมาณ 1.20 นาที ค่าโดยสาร 2,050 วอน) ออกทางออก 2 เดินตรงมาที่ถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงมาที่ถนนมองหาป้ายรถบัสซ้ายมือ (รหัสป้ายรถบัส 49373) แล้วขึ้นรถบัสสาย 56 นั่งไปสุดสาย ลงจากรถบัสมองหาป้าย Café แล้วเดินไปก็จะเจอ Daega Farm (Café เป็นของ Daega Farm) บริเวณรอบๆ Daega Farm จะมีสวนสารธารณะริมแม่น้ำสามารถเดินเล่นชมวิวได้ด้วยครับ

017

ขากลับไปขึ้นรถบัสที่ที่ลง นั่งมาลงที่ Ungilsan station หลังจากนั้นหากแพลนไปไหนต่อก็ลองกดเช็คจาก app รถไฟ หรือ KaKaoMap ว่าจะเดินทางยังไง ส่วนนวลนั้นไป Anyang Art Park กันต่อ

นั่งรถไฟจาก Ungilsan station มาเปลี่ยนเป็น Line 1 สายสีน้ำเงินที่ Yongsan station เพื่อไปลง Anyang station (จริงๆลงได้ 2 สถานีคือ Gwanak station หรือ Anyang station ถ้าจะเดินแนะนำให้ลง Gwanak เปิด Map แล้วเดินใกล้กว่า แต่เราตั้งใจนั่งแท็กซี่ไปลงสถานีไหนก็ได้ไม่ต่างกันมาก แต่เราลง Anyang station เพราะรถไฟที่นั่งดันเป็นขบวน Express ไม่จอด Gwanak ) ให้ลองเช็ครถไฟที่จะนั่งไปดีๆ เพราะรถไฟสายนี้แต่ละขบวนมีการแยกไปหลายทาง เราต้องเลือกขบวนที่จะสถานีปลายทาง Sedongtan หรือ Sinchang ขึ้นผิด แถมรถไฟสายนี้ยังมีทั้งรถไฟแบบ All Stop และ Express ที่ไม่จอดทุกสถานีอีกด้วย ขึ้นผิดชีวิตเปลี่ยนมากๆ (ถ้าอยากเอาชัวร์แนะนำว่าพอมาถึง Yongsan station ให้นั่งไปลงที่ Guro station ก่อน แล้วเช็คที่แพลตฟอร์มอีกทีดูแพลตฟอร์มที่สถานีต่อไปคือ GasanDigitalComplex ถ้าอยากเดินให้รอคันที่ไม่ใช่ Express เพื่อไปลง Gwanak station ) ลง Anyang station ทางออก 2 หรือ 3 แล้วโบกแท็กซี่โลด แนะนำให้นั่งไปลงสุดสวนแล้วค่อยเดินลงมา ค่าแท็กซี่ประมาณ 5,000 วอน

Anyang Art Park เป็น Park ที่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นเหมือนสวนที่เป็นป่าจริงๆอยู่บนภูเขา และแต่ละส่วนอยู่แยกกัน จาก Anyang Art Park สามารถเดินกลับมาที่ Gwanak station ได้ แต่ทางนวลเหนื่อยเหลือเกินนั่งแท็กซี่จ้า

018

linear building on the tree

อยู่ในสุดของสวน มุมนี้จะเป็นอุโมงค์ที่อยู่เหนือพื้นลอยอยู่ใกล้ต้นไม้ตามชื่อ linear building on the tree และทางเดินยาวๆ ต่อจากอุโมงค์ก็จะเป็นลานกว้างสีน้ำตาลที่ยังคงความเป็นเส้นสายไว้อยู่

019

Paper Snake

อันนี้ถ้ามองดีๆจะคล้ายๆกับงูกระดาษ เก๋ดีนะครับ เพราะนวลมองดูต้งนานกว่าจะมองออก

020

Dimension Mirror Labyrinth

คืออันนี้ดีงามมากกกก เป็นกระจกที่จะสะท้อนเราอยู่ในกระจกทุกบาน สวยเวอร์!! เหมือนเป็นเขาวงกตกลางป่าใหญ่ มันมีสเน่ห์มาก

021

ถ่ายรูปเก๋ๆกับอาคาร Ewha Campus Center (ECC)

เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม มุมถ่ายรูปสุดเก๋ไก๋ของมหาวิทยาลัยอีฮวา (Ewha Womans University) โดยสร้างอาคารเรียนผ่านเนินเขาแล้วกรุด้วยกระจกทั้ง 2 ด้าน

022

ถ่ายรูปเสร็จ ก็ไปช้อปปิ้งที่ Ewha Womans university

การเดินทาง

นั่งรถไฟ Line 2 สีเขียว จาก Hongik university station ไป Ewha Womans university station (แค่ 2 สถานี) ออกทางออก 2 หรือ 3 เดินตรงไปจนเจอมหาวิทยาลัย แวะถ่ายรูปเก๋ๆกันก่อนที่ Landmark ของมหาลัย แล้วเดินออกมาเลี้ยวขวา มองไปตึกที่มี Line Friends ถนนช้อปปิ้งจะเริ่มตั้งแต่ตรงนั้นส่วนใหญ่จะเดินเข้าซอยซ้ายมือ

023

Olympic Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ของโซล

สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกีฬาโอลิมปิคปี 1988 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะของคนโซลครับ

024

การเดินทางมาสวนโอลิมปิค นวลไปลง Mongchon-toseong station นั่งรถไฟ Line 2 สายสีเขียว แล้วไปเปลี่ยนสายที่ Jamsil station เป็น Line 8 สายสีชมพูไปลง Mongchon-toseong station ออกทางออก 1 เดินขึ้นมาจะเจอทางเข้าPark ให้เดินตรงเข้าไปผ่าน World Peace Gate (ประตูใหญ่ๆสัญลักษณ์มี Olympic) ถ้าต้องการเดินไปหา The lonely tree ให้เลี้ยวซ้ายเดินผ่าน Seoul Olympic Museum แล้วข้ามสะพาน แล้วเดินตรงขึ้นไป(ทางขึ้นเขาหน่อย)

025

Starfield Library

ห้องสมุดที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีและต่างชาติครับ เพราะถือว่าเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ มีการออกแบบและตกแต่งได้อย่างสวยงามแปลกตา ซึ่งมีหนังสือในห้องสมุดกว่า 50,000 เล่ม แล้วยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างห้องสมุดในห้างสรรพสินค้า Starfield COEX Mall ด้วยนะครับ

026

การเดินทาง

นวลนั่งรถไฟใต้ดิสาย 9 ไปลงสถานี Bongeunsa Station ทางออกที่ 7 เดินตรงจากสถานีเข้าไปในห้าง coex mall แล้วเดินไปจนเจอร้าน starbuck แล้วให้เลี้ยวซ้ายที่หัวมุมร้าน จากนั้นเดินตรงต่อไปผ่านน้าห้องน้ำแล้วให้เลี้ยวขวา จากนั้นเดินตรงต่อไปอีก 50 เมตร ก็จะเห็นทางเข้า Starfield Library จ้า

027

แล้วอาหารการกินละ อร่อยไหม?

สำหรับอาหารเกาหลีอาจจะไม่ค่อยคุ้นปากคนไทยเท่าอาหารญี่ปุ่น แต่ก็มีหลายเมนูเหมือนกันที่มีขายในไทย อย่างเนื้อย่างเกาหลี ทักคาลบี้ เป็นต้นครับ

028

ไปถึงเกาหลีถ้าไม่ได้กินหมูย่างเกาหลีนี่ถือว่าพลาดมาก ๆ นะครับ ซึ่งหมูย่างเกาหลีแบบ ต้นตำรับแดจังกึม จะมีรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ใช้เนื้อหมูคุณภาพดี สด ใหม่ นำมาคลุกเคล้าซอสสูตรพิเศษของแต่ละร้าน แล้วย่างบนเตาถ่านร้อน ๆ คราวนี้กลิ่นหอม ๆ ของหมูย่างก็จะลอยฟุ้ง กลืนน้ำลายลงท้องแทบไม่ทัน รอจนกว่าหมูจะสุก แล้วจึงนำมาวางบนผัก ใส่กิมจินิดหนึ่ง น้ำจิ้มเกาหลีเล็กน้อย แล้วม้วน ๆ เอาเข้าปากแบบเต็ม ๆ คำ อุ้ยๆๆๆๆๆ...มันเป็นความอร่อยที่นวลคู่ควรจริงๆ

029

จิมดัก ไก่อบซีอิ๊ววุ้นเส้น เป็นเมนูอาหารเกาหลีพื้นเมืองดั้งเดิม เป็นไก่ผัดรวมกับวุ้นเส้น มันฝรั่ง แครอท พริก และซอสดำ เนื้อไก่ที่นิ่ม รสชาติคล้ายกับไก่พะโล้สูตรเกาหลี ทานกับข้าว หอมอร่อย รสเผ็ดถึงเครื่องมากครับ

030

ฮงซึจูกุมิ หรือปลาหมึกผัดเผ็ด ทีเด็ดของเมนูนี้คือจะใช้ลูกปลาหมึกยักษ์มาหมักกับซอสเผ็ดแล้วเอามาผัด รสชาติจะออกเผ็ดร้อนหน่อยนะครับ โดยจะกินคู่กับถั่วงอกแก้เผ็ด

031

ซันนักจี หมึกสดมีชีวิตเป็นๆ นวลขอเรียกเมนูนี้ว่าหมึกเต้น(แบบกุ้งเต้นบ้านเรา) สมัยก่อนเป็นหมึกตัวใหญ่แต่เดี๋ยวนี้เป็นชิ้นเล็กแล้วครับเพราะที่เกาหลีใต้เขามีกฏว่า ต้องทำให้มันเล็กๆเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค  และต้องใจกล้าเท่านั้นถึงจะกินได้เพราะมันจะดิ้นยุบยับอยู่ในปาก คำแรกที่นวลได้ลองทานเข้าไปนั้นมันยังดิ้นๆ และเกาะติดกับปากนวลด้วย รู้สึกได้เลยว่าระหว่างเคี้ยวๆนั้นมันก็ยังดิ้นได้ในปากเราอยู่เลย

032

คูซอกกีคัลบี หรือซี่โครงตุ๋น ที่เราเห็นแฝด3กิน จะมีแบบไซส์เล็ก และไซส์ใหญ่ อันนี้แบบไซส์เล็กนะครับ ก็จะมาเป็นซี่โครงชิ้นเล็กๆ แบบนี้ ตุ๋นมาแบบเปื่อยได้ที่ พร้อมกับผักแกล้มให้เราด้วย

033

북막골 (พุคมัคกล) เป็นร้านอาหารเกาหลีชื่อดังในย่านซัมชองดงกิล ที่มีเมนูเด็ดอย่างซี่โครงตุ๋น และหมูสามชั้นที่ได้มิชลินด้วยนะครับ ชาวเกาหลีรู้จักกันดี จนมีรายการทีวีมาถ่ายทำมากมายรวมถึงแฝดสามที่สมมาตามรอยด้วยนั้นแหละครับ

034

ปิดท้ายกับ ปูสดดองซีอิ๊ว 간장게장(คันจังเคจัง) คือเขาจะเอาปูไข่สดๆไปดองซีอิ้ว รสชาติก็จะออกหวานๆสักหน่อย ทาน๕กับข้าวก็อร่อยดีครับ แต่ถ้าได้น้ำจิ้มซีฟู้ดคงจะฟินไม่ใช่น้อย ราคาแรงนิดนึงนะครับแต่คุ้มชัวร์

ร้านที่นวลไปกินกันนี้ให้นั่งรถไฟลง Yangpyeong station ทางออก 2 หรือเอาง่ายก็เสิช 라메흐꺄도 (Lamere cadeau) แล้วเดินตาม map แต่ถ้าเดินก็ออกทางออก 2 แล้วเดินตรงไปข้ามถนนตรงสี่แยกแล้วเดินตรงไปจนถึงสามแยกที่มีไฟแดงจากนั้นข้ามถนนไปฝั่งที่มีโลคอลซุปเปอร์มาเก็ต เดินตรงเข้าซอยนั้นไปเรื่อยๆประมาณ 200 เมตร ร้านอยู่ขวามือครับผม

035

เป็นไงบ้างครับ เที่ยวโซลในแบบของนวลหวังว่าจะถูกใจสายชิลล์สายกินไม่มากก็น้อยนะครับ โซลเป็นอีกเมืองที่น่ารักมากๆเลยนะครับ นวลชอบในความพอดีของเมืองนี้ ชอบอากาศ ชอบผู้คน ชอบอาหาร ชอบทุกอย่างในความเป็นเกาหลี หากมีโอกาสนวลจะกลับมาอีกนะโซลจ๋า

สำหรับวันนี้ต้องขอกล่าวคำว่า

ขอบคุณและสวัสดีครับ

เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะแฟนจ๋าของนวล


 

 

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว