เที่ยว "เกาะชิโกกุ" เกาะน้องเล็กของญี่ปุ่น แต่มีตำนานอันยิ่งใหญ่ซ่อนตัวอยู่

เที่ยว "เกาะชิโกกุ" เกาะน้องเล็กของญี่ปุ่น แต่มีตำนานอันยิ่งใหญ่ซ่อนตัวอยู่
S! Travel (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ประเทศญี่ปุ่นนั้นประกอบด้วยเกาะหลักๆ อยู่ด้วยกัน 4 เกาะ ได้แก่ ฮอนชู, คิวชู, ฮอกไกโด และ ชิโกกุ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะรู้จักและเดินทางไปยัง 3 เกาะแรก แต่เกาะชิโกกุนั้นดูเหมือนจะยังไม่ค่อยมีผู้มาเยือนสักเท่าไหร่ ซึ่งการที่ยังมีนักท่องเที่ยวไม่มากทำให้เกาะชิโกกุนั้นยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวอันเงียบสงบ เรียบง่าย งดงาม ยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยความศิวิไลซ์ ผู้คนก็ไม่พลุกพล่านจนเกินไปด้วย

สำหรับ เกาะชิโกกุ (Shikoku) เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาเกาะหลักของญี่ปุ่น ประกอบด้วย 4 จังหวัด ด้วยกัน ได้แก่ จังหวัดคางาวะ (Kagawa) จังหวัดโทกุชิมะ (Tokuchima) จังหวัดโคจิ (Kochi) จังหวัดเอฮิเมะ (Ehime) เกาะนี้มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านเส้นอุด้งที่เลื่องชื่อไปทั่วประเทศอย่าง "ซานุกิอุด้ง" เส้นทางปั่นจักรยานอันงดงามไม่แพ้ใคร รวมถึงเป็นเส้นทางจาริกแสวงบุญ มีวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ให้คุณได้สักการะขอพร ชมความวิจิตรละเอียดอ่อนของสถาปัตยกรรมได้อย่างจุใจ

การเดินทางมาที่นี่มาได้ 2 วิธี คือ รถไฟ โดยจากเกียวโตใช้เวลาประมาณ 2 ชม. จากโอซาก้าใช้เวลาประมาณ 1.45 ชม. จากฮิโรชิมะใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ส่วนอีกวิธีก็คือต่อเครื่องบินจากท่าอากาศยานฮาเนดะ มาลงที่เมืองทาคามัตสึ (Takamatsu) ในจังหวัดคางาวะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

แต่สำหรับทริปนี้เรามีเวลาไม่มากจึงแวะเที่ยวได้แค่ 3 จังหวัด ขาดเพียง โทกุชิมะ ที่ไม่ได้ไปเยือน แต่สัญญาว่าจะกลับมาเก็บตกให้ครบแน่นอน

จังหวัดคะงะวะ

สวนริทสุริน (Risurin Garden)

เมื่อเราบินมาถึง จังหวัดคะงะวะ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ที่แรกที่เรามาสร้างแลนด์มาร์คก็คือ สวนริทสุริน (Risurin Garden) ค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 410 เยน ซึ่งไกด์ของเราบอกว่านี่เป็นสวนวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพราะมีพื้นที่มากถึง 750,000 ตารางเมตร ภายในบริเวณสวนมีสระน้ำ 6 สระ และเนินเขาจำลอง 13 จุด แต่ที่สะดุดตาที่สุดนั่นก็คือ ต้นสนโบราณ ที่มีอยู่นับพันต้น ซึ่งได้รับการตัดแต่งอย่างดี อวดความงามที่มองแล้วทำให้จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด

ไฮไลต์เด็ด : จุดชมวิวบริเวณเนินฮิระอิโฮ (Hiraiho) สามารถมองเห็นได้ทั่วสวน โดยเฉพาะสะพานไม้โค้งที่ทอดตัวข้ามสระนังโก งดงามราวกับภาพวาด และหากต้องการดื่มด่ำทัศนียภาพของสวนอย่างเต็มอิ่ม ขอให้ลองนั่งเรือล่องในสระนังโกะ อาจทำให้เคลิ้มจนนึกว่าหลงกลับไปในสู่สมัยเอโดะอันรุ่งเรืองกันเลย

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟทาคามัตซึ นั่งรถไฟท้องถิ่นมาลงที่ สถานีริทสุรินโคเอน คิตากูจิ (Ritsurinkoen-Kitaguchi Station) เป็นสถานีรถไฟที่ใกล้สวนมากที่สุด เดินประมาณ 5 นาที เวลาทำการ 07.00-17.00 น. (ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล)

ตรอกคิตะฮะมะ (Kitahama Alley)

ชมสวนกันไปแล้ว ขอเอาใจสายฮิปสเตอร์ ด้วยการไปหากาแฟจิบเบาๆ แล้วเหม่อมองชมวิวทะเลสีฟ้าสดใสกันที่ ตรอกคิตะฮะมะ (Kitahama Alley) เดินจากท่าเรือทาคามัตสึ เพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว หากจะให้เปรียบเทียบก็ให้บรรยากาศใกล้เคียงกับ "เอเชียทีค" ในบ้านเรา ที่นี่ดัดแปลงโกดังเก่าให้เป็นย่านการค้าเล็กๆ มีทั้งร้านหนังสือ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และคาเฟ่เก๋ๆ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะต่างๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย สายฮิป สายอาร์ตมาแล้วต้องชอบแน่นอน

โรงเรียนนะกะโนะอุด้ง (Nakano Udon School)

จากนั้นไปต่อกันที่ ศาลเจ้าโคโตฮิระกุ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง แต่เมื่อมองเห็นบันไดนับพันขั้นที่อยู่ข้างหน้า เราจึงเลี้ยวแวะเติมพลังกันก่อนที่ โรงเรียนนะกะโนะอุด้ง (Nakano Udon School) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของศาลเจ้าเลย ที่นี่เปิดเวิร์กช็อปการทำ "เส้นซานุกิอุด้ง" อันเลื่องชื่อ มาถึงถิ่นแล้วจะพลาดได้อย่างไร วิธีการไม่ยากก็แค่นวดแป้งสาลีกับน้ำแล้วรีดให้แบนแล้วตัดเป็นเส้น

แต่ขอกระซิบว่าเคล็ดลับที่ทำให้เส้นอุด้งเหนียวนุ่ม เด้งสู้ลิ้น ก็คือเราต้อง "ย่ำ" ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ซึ่งคุณครูก็จะเปิดเพลงให้เราเต้นและย่ำแป้งกันอย่างสนุก ก่อนจะปิดท้ายด้วยการต้มเส้นอุด้งที่เราลงมือทำเองเป็นครั้งแรก อร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ

ศาลเจ้าโคโตฮิระกุ (Kotohiragu)

อิ่มแล้วมีแรงเดิน ก็มุ่งหน้าไปที่ ศาลเจ้าโคโตฮิระกุ (Kotohiragu) หรือมีอีกชื่อว่า วัดคอนปิระ (Konpira San) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เจ้าแห่งทะเล ใครที่ไขข้อยังแข็งแรงเราแนะนำให้อดทนเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด โดยขึ้นบันไดไป 785 ขั้นก็จะพบศาลเจ้าด้านนอก จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 583 ขั้นก็จะพบศาลเจ้าด้านในซึ่งมีความงดงามด้านสถาปัตยกรรม ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ หายเหนื่อยสมกับที่เดินขึ้นมา

ไฮไลต์เด็ด : หากมาช่วงซากุระบาน บอกเลยว่าเหมือนกำลังเดินอยู่ในสรวงสวรรค์ เพราะตลอดสองข้างทางมีต้นซากุระยืนต้อนรับคุณไปตลอดทาง และอย่าลืมถ่ายรูปกับรูปปั้นน้องหมา เนื่องจากสมัยก่อนเส้นทางแสวงบุญนี้มาได้ยากลำบาก ผู้คนจึงให้น้องหมามาทำบุญแทนด้วยการเขียนป้ายชื่อฝากเงินทำบุญ แล้วน้องหมาก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเดินมาถึงวัด และปัจจุบันนี้ทางวัดก็อนุญาตให้นำสุนัขขึ้นมาสักการะได้ด้วย

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟทากามัตสึชิคโค (Takamatsu Chikko) ให้ต่อรถไฟสายโคโตฮิระ (Kotohira Line) ไปลงที่สถานีโคโตะเด็ง โคโตฮิระ (Kotoden Kotohira Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเดินประมาณ 10 นาทีก็จะถึงหน้าศาลเจ้า

ปิดท้ายวันนี้ เหนื่อยแล้วเราขอพักที่ โคโตฮิระ ออนเซ็น โฮเทล (Kotohira Onsen Hotel) อยู่ในเมืองโคโตฮิระ ใกล้กับศาลเจ้าโคโตฮิระกุแค่ไม่กี่นาที ห้องพักที่นี่เป็นแบบเรียวกัง ได้บรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ก็สะดวกสบาย นอนหลับฝันดีทั้งคืน

จังหวัดเอฮิเมะ

ข้ามกันมาที่ จังหวัดเอฮิเมะ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง "ส้ม" ว่าหวานอร่อยเพราะได้รับลมทะเลและอากาศที่อุ่นกำลังดี ใครมาเมืองนี้ก็จะเห็นมาสคอตส้ม และร้านขายสินค้าเกี่ยวกับส้มอยู่ทุกมุมเมือง เจอแล้วพุ่งตัวไปซื้อ ไปชิมกันได้เลยรับรองไม่ผิดหวัง

orange

คีโรโอลด์ (Kirosan Observatory)

และแล้วก็มาถึงจุดที่เราขอแนะนำให้มาเช็กอินก็คือ จุดชมวิว คีโรโอลด์ (Kirosan Observatory) ที่ต้องข้าม สะพานคุรุชิมะ ไคเกียว (Kurushima Kaikyo Bridge) เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเกาะโอชิมะ จังหวัดฮิโรชิมะ กับ เมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะ จากจุดนี้สามารถชมวิวของทะเลเซโตะได้แบบ 360 องศา เหมาะกับการถ่ายภาพลงโซเชียลให้หลายคนได้อิจฉา เพราะวิวสวย มองได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้ามาในช่วงพระอาทิตย์ตกดินบอกเลยว่าจะเป็นซีนที่โรแมนติกมาก หรือใครจะมาขอแต่งานกันบนนี้ ก็เป็นสถานที่ที่จะทำให้คุณไม่มีวันลืมแน่นอน

ไฮไลต์เด็ด : หากมีเวลาและชอบการออกกำลังกาย ไม่ควรพลาดการปั่นจักรยานชมวิวทะเลเซโตะ ระยะทางกว่า 70 กม. ตัดผ่าน 6 เกาะ ข้าม 7 สะพาน ซึ่งคุณไม่ต้องหิ้วจักรยานมาให้หนัก เพราะบริเวณตีนสะพานมีศูนย์เช่าจักรยาน “Sunrise Itoshima” มีจักรยานหลากหลายแบบให้เลือกตามใจชอบ จักรยานธรรมดาค่าเช่า 1,000 เยน จักรยานไฟฟ้า 1,500 เยน โดยสามารถคืนจักรยานตรงจุดเช่าจักรยานได้ทั้ง 13 จุด เหนื่อยตรงไหนคืนตรงนั้น เวลาให้บริการ 08.00-17.00 น.

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR อิมาบาริ ขึ้นรถบัสเซโทอุจิที่จะไปโอชิมะ ลงที่ป้ายเท็นโบได อิริงุจิ เดินประมาณ 5 นาที สำหรับรถยนต์ ให้ขึ้นทางด่วนนิชิเซโตะ ผ่านชุมทางอิมาบาริ คิตะ จากนั้นขับต่อไปอีกประมาณ 5 นาที มีที่จอดรถฟรีด้านหน้า

มาถึงริมทะเลทั้งที ก็ไม่อยากให้พลาดรับประทานบาร์บีคิวซีฟู้ดที่จุดพักรถ เราฝากท้องกันที่ร้าน Yoshiumiikiikikan มาเต็มทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา สดๆ ตัวโตๆ อร่อยกันจนพุงกาง เป็นมื้อง่ายๆ ที่ต้องบอกว่าสุโค่ยยย

พิพิธภัณฑ์ผ้าขนหนู (Imabari Towel Museum of Art)

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อใช้เวลาไม่นานก็มาถึง พิพิธภัณฑ์ผ้าขนหนู (Imabari Towel Museum of Art) ชื่อฟังดูแล้วอาจจะงงๆ ว่ามันมีอะไร ทำไมต้องมาดูผ้าขนหนู ก็ขอเฉลยเลยว่า เมืองอิมะบาริ เป็นแหล่งผลิตผ้าขนหนูคุณภาพดีอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ที่นี่ใหญ่โตมโหฬารตัวอาคารคล้ายกับปราสาทในนิทาน เข้าไปแล้วจะได้พบกับสารพัดสินค้าที่เกี่ยวกับผ้าขนหนู นอกจากนี้เขายังจับมือกับแบรนด์ดังผลิตสินค้าเกี่ยวกับ มูมิน, มิคกี้เม้าส์ ฯลฯ แต่ละอย่างน่ารัก สีสันสดใส จนบัตรเครดิตในกระเป๋าถึงกับสั่นระรัว

ไฮไลต์เด็ด : พิพิธภัณฑ์ผ้าขนหนู ได้จัดแสดงนิทรรศการศิลปะของศิลปินต่างๆ รวมทั้งการเผยให้เห็นกระบวนการการผลิตผ้าขนหนู และยังมีภาพศิลปะที่สร้างสรรค์จากผ้าขนหนู ที่แบ่งเป็นการถักทอด้วยมือและการใช้เครื่องจักร ที่รับรองว่าคุณเห็นแล้วต้องอึ้งในความวิจิตรตระการตา สะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่นว่าหากทำอะไรแล้ว พวกเขามีความจริงจังกันอย่างสุดโต่ง แต่เสียดายที่ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ เราจึงเก็บมาได้แต่ความสวยงามที่ ณ บัดนี้ความสวยงามก็ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำอยู่เลย ค่าเข้าชมอยู่ที่ท่านละ 800 เยน

การเดินทาง :ขึ้นรถไฟสายโยซัง (JR Yosan Line) แล้วลงที่สถานีอิมาบาริที่อยู่ใกล้ที่สุด (Imabari Station)

โดโกะออนเซ็น (Dogo Onsen)

นั่งรถกันมาประมาณ 2 ชั่วโมง มากันที่เมืองมัตสึยามะ (Matsuyama) หลังจากตะลอนกันมาทั้งวัน ก็ได้เวลาแช่ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลาย และในเมืองนี้ก็มีโรงอาบน้ำที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ นั่นก็คือ โดโกะออนเซ็น (Dogo Onsen) ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นมีอายุมานานกว่า 120 ปี โชคดีตอนที่เราไปนั้นเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะปิดปรับปรุงอย่างไม่มีกำหนดพอดี จึงได้มีโอกาสได้ยลโฉมและเข้าไปใช้บริการ ภายในก็เหมือนที่เห็นในซีรีส์หรือหนังญี่ปุ่น คลาสสิคเหนือกาลเวลาของจริง

ไฮไลต์เด็ด : แม้โดโกะออนเซ็นจะปิดปรับปรุง แต่เขาได้สร้างออนเซ็น Asuka-no-Yu ที่หรูหราอลังการให้เราได้ใช้บริการแทน โดยออกแบบให้ทันสมัยแต่ก็สอดคล้องไปกับของเก่าได้อย่างแนบเนียน หากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่คุ้นเคยกับการถอดเสื้อผ้าแช่น้ำร้อนกับผู้อื่น เขาก็มีห้องส่วนตัวให้บริการอีกด้วย ซึ่งจำลองห้องอาบน้ำของชนชั้นสูงในสมัยโบราณมาไว้ที่นี่ แช่แล้วฟิน ผิวสวย ผ่อนคลายเลือดลมหมุนเวียนดีแบบที่ไม่ควรพลาด

การเดินทาง : รถไฟสายอิโยะเท็ตสึ โจนัน (Iyotetsu Jonan Line) ลงที่สถานีรถไฟ โดโกะออนเซ็น (Dogo Onsen Station) เดินต่อไปเพียง 5 นาที ก็ถึงแล้ว

คืนนี้เข้าพักกันที่ Yamotoya Honten Hotel อยู่ใกล้โดโกะออนเซ็นประมาณ 150 เมตร ห้องพักสบาย มีเก้าอี้นวดให้ได้ผ่อนคลายหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน สำหรับใครที่หาของฝาก ก็สบายมากเพราะใกล้แหล่งช็อปปิ้ง มีซอยที่เป็นศูนย์รวมสินค้าของดีเมืองนี้ให้ได้ช้อปกันจนเพลินเลยล่ะ

เนื่องจากเช้านี้ โปรแกรมแน่นไม่แพ้วันก่อนๆ เราจึงรีบตื่นขึ้นมาขึ้น "รถไฟบตจัง" ตามรอยนิยายดัง Botchan ไปเที่ยวปราสาทมัตสึยะมะ ออกจากโรงแรมยังไม่ทันจะเหนื่อยก็ถึงสถานีรถไฟแล้ว ซึ่งตัวสถานีออกแบบเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ยังมีการจำลองหัวรถจักรไอน้ำโบราณจัดแสดงให้ชมกันด้านหน้าด้วย

และที่ไม่อยากให้พลาดก็คือ การชมตุ๊กตาเริงระบำบริเวณ หอนาฬิกาบตจังคาระคุริ (Botchan Karakuri Clock) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ ซึ่งจะออกมาโชว์ทุกๆ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 08.00-22.00 น. เพราะฉะนั้นหากอยากชมก็ต้องกะเวลามาให้พอดี ไม่งั้นต้องรอไปอีกเป็นชั่วโมงกันเลย

จากนั้นก็ได้เวลาขึ้นรถไฟบตจังอันแสนน่ารักกันแล้ว ซึ่งค่าตั๋วรถไฟ รวมกับค่ากระเช้า ค่าเข้าชมปราสาทมัตสึยามะ รวมแล้วตกคนละ 1,700 เยน ซึ่งรถไฟบตจังนั้นเป็นตู้ไม้ วิ่งผ่านตัวเมืองให้เราได้ชมบรรยากาศยามเช้าขณะที่ผู้คนออกมาเรียนและทำงาน เพลิดเพลินจนเผลอไปไม่นานก็ถึงสถานีโอไคโดะ จากนั้นให้เดินต่ออีกประมาณ 5-10 นาที ก็มาถึงจุดหมายแรกของวันนี้

ปราสาทมัตสึยามะ (Matsuyama Castle)

เมื่อมาถึงด้านหน้าปราสาท ก็จะมีออพชั่นให้เราเลือกว่าจะนั่งกระเช้า หรือนั่งเก้าอี้เลื่อนขึ้นไป แน่นอนว่าวัยรุ่นอย่างเราก็ต้องเลือกนั่งเก้าอี้ให้หน้าโต้ลมเย็นยะเยือก อากาศสดชื่นแถมหวาดเสียวเล็กๆ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะเก้าอี้นี้ถึงจะไม่มีตัวล็อก แต่เขาก็เลื่อนไปอย่างช้าๆ และยังมีตาข่ายรองรับข้างล่าง ตกไปก็ยังโอเคล่ะ แต่ไม่ตกจะดีกว่านะ

เมื่อเดินไปตามทางในที่สุดเราก็พบกับ ปราสาทมัตสึยามะ (Matsuyama Castle) ที่บอกว่าคุ้มค่าที่ได้มาจริงๆ เพราะปราสาทแห่งนี้มีความสามารถในการป้องกันตัวเองจากการบุกรุกสูงมากเพราะตั้งอยู่บนภูเขากลางใจเมือง มีการออกแบบให้ศัตรูที่จะบุกขึ้นมานั้นทำได้ยากเพราะมีกำแพงหินขนาดยักษ์สูงตระหง่านคอยขวางอยู่ จนกลายเป็น 1 ในปราสาท 12 แห่งที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

เมื่อขึ้นไปแล้วถ้าสังเกตก็จะพบว่าบริเวณตัวปราสาทจะมีช่องสี่เหลี่ยมเรียงรายมากมาย ซึ่งไกด์ท้องถิ่นอธิบายว่านี่เป็นจุดที่เอาไว้สอดส่องศัตรูและหากมีผู้บุกรุกก็เล็งปืนยิงผ่านรูนี้ได้ทันที เป็นกลวิธีโบราณที่ผู้ออกแบบนั้นคิดมาอย่างดี จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงยังคงสวยงามแข็งแกร่งข้ามกาลเวลาจนถึง ณ วันนี้

ไฮไลต์เด็ด : เนื่องจากปราสาทมัตสึยามะตั้งอยู่บนยอดเขา ทำให้เมื่อขึ้นไปแล้วเราจะได้เห็นวิวเมืองนี้แบบ 360 องศา และหากมาในช่วงซากุระบาน ก็ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะที่นี่ยังได้รับเลือกเป็น 100 สุดยอดสถานที่ชมซากุระในญี่ปุ่นอีกด้วย แต่ตอนที่เราไปนั้นซากุระยังไม่มา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของปราสาทมัตสึยามะลดน้อยลงไปแม้แต่น้อย อ้อ ขอกระซิบนิดนึงว่า ถ้าอยากได้ภาพที่สวยงามครบถ้วนทั้งตัวปราสาท ท้องฟ้า บานประตู ทางขึ้นอันสูงชัน แบบในโปสการ์ดก็ต้องมาแอ๊คชั่น กดชัตเตอร์กันตรงมุมนี้ คุณตาไกด์ของเราคอนเฟิร์ม

การเดินทาง : นั่งรถไฟจากสถานีมัตสึยามะ แล้วมาลงที่ สถานีโอไคโดะ (Okaido) เดินต่ออีก 5-10 นาที

ร้านบะหมี่ 5 สี โกชิกิ (Goshiki)

หลังจากเดินชมปราสาทกันเต็มอิ่มทางสายตา ก็ต้องมาเติมพลังให้ท้องของเรา ขอให้จงมุ่งหน้าไปที่ร้านบะหมี่ 5 สี ที่ชื่อว่า โกชิกิ (Goshiki) เป็นร้านเก่าแก่ขายมานานกว่า 300 ปี

สีของบะหมี่ที่เราเห็นนั้น สีเหลืองจากไข่ สีเขียวจากใบชา สีขาวจากข้าวสาลี สีน้ำตาลจากบัควีท และสีแดงจากบ๊วยผสมใบชิโสะ ซึ่งพอได้ลิ้มรสก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงยืนยงคงกระพัน เพราะบะหมี่ของเขาเหนียวนุ่มแบบที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน บวกกับซุปร้อนๆ รสชาติกลมกล่อมด้วยแล้ว โออิชิเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังมีข้าวหน้าปลากะพง พร้อมเทมปุระ เซตนี้ราคา 2,750 เยน คุ้มค่ามากๆ อยากให้ลองชิม

งาริว ซังโซวิลล่า (Garyu Mountain Villa)

จุดหมายต่อไปก็คือ งาริว ซังโซวิลล่า (Garyu Mountain Villa) ตั้งอยู่บนเนินเขาติดแม่น้ำฮิจิคาวะ สร้างขึ้นในสมัยเมจิ เป็นอาคารไม้ หลังคามุงจาก แต่ภายในตกแต่งนั้นไม่ธรรมดามีการออกแบบโดยคำนึงถึงแสงแดดที่จะส่องกระทบกับผนังจนเกิดงานศิลปะที่ทำเอาต้องทึ่งในรายละเอียดที่เจ้าของบ้านได้ซุกซ่อนเอาไว้ ส่วนภายนอกนั้นเงียบสงบเพราะรายล้อมไปด้วยสวนแบบญี่ปุ่น ที่เข้ากันได้ดีกับแม่น้ำที่ไหลเอื่อยเชื่องช้าอยู่ด้านล่าง ใครอยากพักผ่อนแบบสงบที่นี่ตอบโจทย์ได้แน่นอน ค่าเข้าชม 500 เยน เวลาเปิดบริการ 09.00-17.00 น.

หมู่บ้านเก่าอูจิโกะ (Uchiko)

ตะลอนไปต่อกันที่ หมู่บ้านเก่าอูจิโกะ (Uchiko) เป็นเมืองเก่าแก่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมขี้ผึ้งและกระดาษ ซึ่งที่นี่ก็ยังมีร้านรวง บ้านเรือนอายุนับร้อยปีที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้อย่างดีให้เราชมกันอย่างเต็มอิ่ม ผู้คนที่นี่ก็เปี่ยมด้วยไมตรี ตลอดสองข้างทางจะได้รับรอยยิ้มจากชาวเมืองตั้งแต่เด็กเล็กจนผู้เฒ่าผู้แก่ อบอุ่นเป็นที่สุด หากชอบชมสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค บรรยากาศเงียบสงบสุดพลัง นักท่องเที่ยวน้อยๆ ขอให้แวะกันมา ไม่มีผิดหวังแน่นอน รับรองจะได้ดื่มด่ำมนต์ขลังของที่นี่จนต้องตกหลุมรัก

ไฮไลต์เด็ด : ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดกับการไปแวะชม โรงละครคาบูกิอูจิโกะ-ซา (Uchiko-za Theater) เป็นโรงละครเก่าสร้างมาตั้งแต่สมัยปี 1916 ค่าเข้าชมคนละ 500 เยน ภายในตกแต่งอย่างอลังการ เป็นอาคารไม้ทั้งหลังที่ยังคงสภาพอย่างดีจนน่าทึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยังชี้จุดที่นักแสดงสามารถโผล่ขึ้นมาจากช่องลับให้เราได้ดูด้วย ซึ่งปัจจุบันโรงละครแห่งนี้ยังคงใช้แสดงละครคาบูกิและจัดงานตามแต่โอกาสต่างๆ

การเดินทาง : จากสถานีรถไฟอูจิโกะ (JR Uchiko Station) เดินไปประมาณ 5-10 นาที

ปิดท้ายวันนี้กับมื้อพิเศษ ที่เราเดินทางข้ามมายังจังหวัดโคจิ ที่มีของกินขึ้นชื่ออย่าง ปลาคัตสึโอโนะ ทาทากิ (Katsuo no Tataki) หรือ ปลาโอ เรามากันที่ร้าน Tsukasa ร้านอาหารเก่าแก่กว่า 80 ปี เพียงก้าวเข้ามาในร้านเชฟของที่นี่ก็โชว์การย่างปลาให้ดูกันจะจะ เคล็ดลับของที่นี่คือการใช้ฟางในการย่างเพื่อดับกลิ่นคาว การย่างก็จะให้สุกแค่ตัวหนังของปลาเท่านั้น เมื่อรับประทานก็จิ้มโชยุหรือเกลือ ตามด้วยกระเทียม เข้าปากไปแล้วอร่อยสมคำร่ำลือ ปลาสดเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำลิ้นดีจริงๆ

คืนนี้เราแวะพักกันที่โรงแรม โฮเทล นิกโก้ โคจิ (Hotel Nikko Kochi) ใจกลางเมือง ตกแต่งแบบเรียบหรู มองเห็นวิวเมืองโคจิและแม่น้ำอย่างกระจ่างตา ยิ่งตอนเช้าที่ขึ้นไปรับประทานอาหารที่อยู่ชั้นบนสุด ยิ่งทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นไปอีก กดไลค์ให้เลยรัวๆ

จังหวัดโคจิ

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma Memorial Museum)

เวลาผ่านไปเร็วมากมาถึงวันสุดท้าย ที่แรกที่แวะไปเยี่ยมชมก็คือ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma Memorial Museum) ซึ่งเป็นซามูไรที่ชาวญี่ปุ่นยกย่องให้เป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์ในการวางรากฐาน สร้างชาติบ้านเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์นี้นำเสนอชีวประวัติของท่านซากาโมโตะ เหตุการณ์สำคัญ และสิ่งของต่างๆ ที่ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ทำให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และไม่ต้องกลัวว่ามาแล้วจะไม่เข้าใจประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของญี่ปุ่นเพราะที่นี่เขามีหูฟังอธิบายหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย แม้จะมีนักท่องเที่ยวไทยจะยังมีไม่มากก็ตาม

ไฮไลต์เด็ด : พิพิธภัณฑ์ได้จำลองห้องที่ท่านซากาโมโตะถูกลอบสังหารขณะที่มีอายุเพียง 33 ปี ให้เราได้เข้าใจและเห็นภาพกันอีกด้วย

หาดคัตสึระฮะมะ (Katsurahama Beach)

จากนั้นขับรถมาประมาณ 5 นาทีก็จะถึง หาดคัตสึระฮะมะ (Katsurahama Beach) ก่อนที่เราจะเดินลงไปจะพบกับอนุสาวรีย์ของท่านซากาโมโตะ ยืนหันหน้าออกไปทางทะเลอันกว้างใหญ่ เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปก็สัมผัสได้เลยทันทีว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ ชายหาดที่นี่ก็สวยงามรายล้อมด้วยต้นสน เดินเล่นชมวิวกันได้เพลินๆ

ปราสาทโคจิ (Kochi Castle)

มาต่อกันที่ ปราสาทโคจิ (Kochi Castle) ปราสาทเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ ปี 1601 แต่อาคารหลักสร้างขึ้นในปี 1748 หลังจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ปราสาทนี้รอดจากสงครามและภัยพิบัติในอดีต จนถูกยกให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองโคจิเป็นอย่างมาก เมื่อขึ้นไปแล้วเราจะได้เห็นทัศนียภาพของเมืองนี้ได้ทุกมุม การเดินทางก็ไม่ยากจากสถานีโคจิ ขึ้นรถรางลงที่ป้าย Kochijo-mae และเดินต่อ 5 นาที ค่าเข้าชมปราสาทอยู่ที่คนละ 420 เยน หากอายุไม่ถึง 18 ปีเข้าฟรี

การเดินทาง : จากสถานีโคจิ (Kochi Station) ขึ้นรถรางลงที่ป้าย Kochijo-mae และเดินต่อ 5 นาที

ลงจากปราสาทแล้ว แวะรับประทานอาหารกันที่ ตลาดฮิโรเมะ (Hirome Market) ที่อยู่ใกล้กัน ที่นี่มีอาหารให้เลือกมากมายหลากหลายชนิด รวมทั้งของฝากให้นักท่องเที่ยวได้ช้อปกันอย่างสนุก ส่วนช่วงเย็นที่นี่ก็จะแปลงสภาพเป็นร้านกินดื่มแบบชิลๆ ให้ผู้คนออกมาสังสรรค์หลังเลิกงาน

สวนโกไดซัง (Godaisan Park)

จากนั้นไปลุยกันต่อที่ สวนโกไดซัง (Godaisan Park) เป็นภูเขาเล็กๆ สูง 146 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโคชิ อยู่ใกล้กับวัดชิคุรินจิ ที่นี่มีสวนสนขนาดเล็ก พร้อมคาเฟ่ให้ได้แวะรองท้องกันเบาๆ

ไฮไลต์เด็ด : หากคุณอยากชมเมืองโคจิพร้อมวิวแม่น้ำสุดอลังการ ก็ไม่ควรพลาด จ่ายค่ารถมาไม่แพงเท่าไหร่แต่ได้วิวในราคาหลักล้าน แถมได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด มาถึงไม่ต้องทำอะไรเตรียมชัตเตอร์ให้พร้อมแล้วกดภาพกันให้กระหน่ำไปเลย

วัดชิคุรินจิ (Chikurinji Temple)

และแล้วก็มาถึงที่สุดท้ายที่เรามาเช็กอินในทริปชิโกกุนี้ นั่นก็คือ วัดชิคุรินจิ (Chikurinji Temple) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุนับพันปี เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เมื่อเดินขึ้นบันไดไปด้านบน ก็จะพบกับเจดีย์ห้าชั้นสีแดงสดตัดกับความเขียวขจีของป่าไผ่ที่รายล้อมอยู่ ความโดดเด่นของวัดชิคุรินจิก็คือ เราจะเห็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ สวมผ้ากันเปื้อนสีแดงอยู่เต็มไปหมด ซึ่งผ้านี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเด็กทารก ซึ่งคู่แต่งงานและพ่อแม่ก็จะมุ่งหน้ามาขอพรให้มีลูก หรือให้ลูกๆ นั้นโชคดี ปลอดภัย สุขภาพแข็งแรง

ไฮไลต์เด็ด : วัดชิคุรินจิ มีสวนอันสวยงาม และพระพุทธรูปเก่าแก่อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนสง่างาม หาดูยาก เป็นบุญตาที่ได้มาเห็นและกราบไหว้ขอพร แต่สวนและหอพระนั้นจะต้องเสียค่าเข้าชม 400 เยน

การเดินทาง : จากสถานีโคจิ (Kochi Station) ใช้รถโดยสาร My Yu Bus ลงที่ Chikuriniji-mae ใช้เวลา 26 นาที

ในที่สุดก็ได้เวลาต้องซาโยนาระเกาะชิโกกุเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยกันแล้ว ซึ่งตลอดเวลา 3 คืน 4 วัน รู้สึกประทับใจในความงดงาม เรียบง่าย แม้จะเป็นเกาะน้องเล็ก แต่ที่นี่ก็มีความยิ่งใหญ่ทางด้านธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรม แอบซ่อนตัวอยู่ทุกที่ จนต้องสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะตกหลุมรักเกาะนี้ไปแล้วอย่างจัง

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนข้อมูลและการเดินทาง : องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO)

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว