10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่น ทริปนี้ต้องมาโดน

10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่น ทริปนี้ต้องมาโดน
Anngle

สนับสนุนเนื้อหา

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ‘ญี่ปุ่น’ ถึงยังเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ แม้กระทั่งในหมู่นักท่องเที่ยวไทยเองก็ตาม ก็เพราะญี่ปุ่นนั้นเป็นเมืองที่น่าสนใจ มีศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่ยังคงอยู่ ผสมผสานกับความเจริญรุ่งเรือง ความแปลกใหม่ล้ำสมัยที่เข้ามา จึงทำให้การเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นประเทศเดียวนี้ได้ทั้งความหลากหลาย และค่อนข้างที่จะครบรส หากอยากช้อปปิ้งก็ให้มาโตเกียว หรือใครอยากเสพความเป็นเมืองเก่า และวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็ให้มาเกียวโต ดังนั้นถ้าใครอยากได้ทริปที่ค่อนข้างหลากหลาย แนะนำให้ลองมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นดู

หากใครกำลังมีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวเมืองไหนนี้ เราก็มีตัวช่วย โดยการรวบรวม 10 แลนด์มาร์คเด็ดทั่วญี่ปุ่นเอามาให้ดูกัน ว่าในแต่ละจุดของญี่ปุ่นนั้นจะไฮไลท์เด็ดตรงไหนบ้าง

Tokyo Tower

tokyo-tower

ใครที่มาเที่ยวโตเกียวอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปกับ ‘Tokyo Tower’ แลนด์มาร์คอันดับหนึ่งตลอดกาลของเมืองโตเกียว นอกจากจะเป็นแลนด์มาร์คที่สวยงาม และน่าทึ่ง ยังเป็นหอส่งสัญญาณวิทยุ และโทรทัศน์ โดยมีต้นแบบมาจากหอไอเฟล แต่โตเกียวทาวเวอร์นั้นจะมีลักษณะเด่นตรงที่เป็นสีแดง นอกจากนั้นคนทั่วไปสามารถขึ้นไปชมเมืองโตเกียวได้แบบมุมสูงด้านบนโตเกียวทาวเวอร์ได้ด้วย ถ้าวันไหนอากาศดีๆ ก็จะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ด้วย

วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 23.00 น. เปิดทุกวัน
ราคาค่าเข้า: Main observatory: ผู้ใหญ่ 900 เยน เด็กนักเรียน 500 เยน เด็กเล็ก 400 เยน และSpecial observatory: 1600 เยน

Tokyo Skytree

tokyo-skytree

โตเกียว สกายทรี หรือหอโทรทัศน์โตเกียวที่ขึ้นชื่อ และเหมือนเป็นแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน ถ้าหากว่าเดินทางมาโดยรถไฟใต้ดิน ให้เดินทางมาลงที่ Asakusa Line เพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากวัดอาซากุสะมากนัก ด้านบนโตเกียวสกายทรีจะมีจุดชมวิวที่เห็นวิวโตเกียวได้แบบพาโนราม่า 360 องศา นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้า เหมาะกับการไปนั่งรับประทานอาหารชมวิวสวยๆ

วันและเวลาเปิดปิด: 08.00 – 22.00 น.

Osaka Castle (ปราสาทโอซาก้า)

osaka-castle

ขอข้ามมาที่เมืองโอซาก้า (Osaka) กันบ้าง กับแลนด์มาร์คของเมืองโอซาก้า ซึ่งเราอาจจะขอข้ามป้ายกูลิโกะที่โดะทนโบริ (Doutonbori) กันไป เพราะคิดว่าใครๆ ก็คงรู้ดีอยู่แล้ว เลยอยากจะแนะนำให้คุณลองมาเที่ยวที่ปราสาทโอซาก้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ เพราะเป็นปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางใหม่ของประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากมีการสร้างขึ้นมา ก็มีการบูรณะมาหลายครั้งแล้วด้วยกัน ปราสาทโอซาก้างดงามเพราะมีทั้งหมด 8 ชั้น ล้อมรอบไปด้วยสาธารณะญี่ปุ่นที่งดงาม ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆ แนะนำให้มาในช่วงซากุระบาน เพราะภายในบริเวณปราสาทโอซาก้าจะมีต้นซากุระอยู่มากกว่า 600 ต้น

วันและเวลาเปิดปิด: 09.00 – 17.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: เข้าชมภายในปราสาทผู้ใหญ่คนละ 600 เยน และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าชมฟรี

Kiyomizudera Temple (วัดน้ำใส)

kiyomizudera-temple

ใครที่ชอบเที่ยวเมืองเก่า ชอบดูวิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรม เราขอแนะนำให้มาเที่ยวที่เมืองเก่าอย่าง ‘เกียวโต’ (Kyoto) ที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน วัด ‘Kiyomizudera Temple’ หรือที่คนไทยเรียกกันว่าวัดน้ำใส เป็นวัดที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเกียวโต และยังเป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกด้วย จุดเด่นของวัดน้ำใสก็คือจะตั้งอยู่บนไหล่เขาโอตาวะ ทำให้สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตมุมสูงได้โดยรอบ ยิ่งมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็จะเห็นฉากหลังเป็นใบไม้สีแดงตัดกับวัดที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง

วันและเวลาเปิดปิด: 06.00 – 18.00 น.
ราคาค่าเข้าชม: 400 เยน

Fushimi Inari Shrine (ศาลเจ้าเทพจิ้งจอกฟูชิมิ)

fushimi-inari-shrine

หลายคนที่เคยเห็นคนถ่ายรูปกับฉากหลังที่เป็นประตูศาลเจ้าสีแดงเรียงกันมากมาย อาจจะสงสัยว่าคือที่ไหน เรามาเฉลยคำตอบให้รู้กันว่าเป็นศาลเจ้า ‘Fushimi Inari Shrine’ ศาลเจ้าชินโตเก่าแก่แห่งเมืองเกียวโต ที่มีการสร้างศาลเจ้านี้ขึ้นมาก่อนที่จะสร้างเมืองเกียวโตซะอีก จุดเด่นก็คือที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะมี ประตูโทริอิ (Torii Gate) เรียงรายเป็นพันๆ หมื่นๆ ต้น จนสามารถเดินได้ทั่วภูเขาอินาริ โดยเชื่อกันว่าที่นี่เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีสัญลักษณ์เป็นจิ้งจอกที่ถือว่าเป็นสัตว์เทพประจำกายของเทพอินาริ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ภายในศาลเจ้าจึงมีรูปปั้นจิ้งจอกอยู่เต็มไปหมด

ราคาค่าเข้าชม: ฟรี

Itsukushima Shrine (ศาลเจ้าลอยน้ำ)

itsukushima-shrine

อีกหนึ่งศาลเจ้าที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima) ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวที่เมืองฮิโรชิม่านี้ เราก็ไม่อยากให้พลาด โดยที่ตั้งของศาลเจ้าลอยน้ำแห่งนี้นั้นอยู่บนเกาะมิยาจิม่า (Miyajima) โดดเด่นด้วยการสร้างศาลเจ้าให้มีลักษณะเป็นแพ ดังนั้นทำให้เวลาน้ำขึ้น ศาลเจ้าก็จะไม่จมลงไป จะเหมือนกับลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา สมัยก่อนมีความเชื่อว่าเกาะมิยาจิม่านั้นเป็นเกาะศักดิ์สิทธิ์ คนธรรมดาจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้ขึ้นมาเหยียบบนเกาะ จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าที่เป็นแพ ไว้เพื่อให้คนที่จะมาสักการะได้อยู่บนแพ ดังนั้นแต่ก่อนถ้าใครจะมาสักการะศาลเจ้านี้ ก็จะต้องเดินทางมาจากทางน้ำเท่านั้น

ราคาค่าเข้าชม: 300 เยน

หมู่บ้าน Shirakawa-go

shirakawa-go

เป็นแลนด์มาร์คหนึ่งในญี่ปุ่นที่เห็นจากภาพถ่ายแล้วเห็นความงดงามจนไม่นึกว่าจะมีอยู่จริง ซึ่งหมู่บ้าน Shirakawa-go เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เป็นมรดกโลก จุดเด่นคือทรงบ้านโบราณที่ชื่อว่ากัสโชซุคุริ (Gassho-Zukuri) ที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ที่ตั้งเรียงรายกันเหมือนกับบ้านในนิทาน ซึ่งถ้าหากใครที่อยากเห็นภาพหมู่บ้านประวัติศาสตร์นี้ในช่วงที่สวยที่สุด แนะนำให้ไปในช่วงฤดูหนาว เพราะหิมะจะตกลงมาโปรยปรายปกคลุมลงบนหลังคาบ้านทรงมือพนม จนเกิดเป็นภาพที่งดงาม เหมือนหมู่บ้านแห่งนี้หลุดออกมาจากในหนังสือนิทานจริงๆ

Jigokudani Monkey Park

jigokudani-monkey-park

ชมลิงที่เมืองไทยอาจจะธรรมดาเกินไป แนะนำให้ลองมาชมลิงแก้มแดงของญี่ปุ่นที่จะลงมาอาบน้ำพุร้อนที่สวนสาธารณะ ‘Jigokudani Monkey Park’ ที่อยู่ภายในหุบเขา ‘Jigokudani valley’ ในจังหวัดนากาโน (Nagano) จุดเด่นก็คือลิงหิมะที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาแช่ออนเซ็นในบ่อร้อนๆ ในช่วงฤดูหนาววันที่หิมะโปรยปราย นอกจากนั้นใกล้ๆ กันนั้นยังมีจุดแช่บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะ สำหรับคนที่อยากลองแช่ออนเซ็นก็ไปเที่ยวกันได้

วันและเวลาเปิดปิด: เดือนเมษายน-ตุลาคม 8:30-17:00 และ เดือนพฤศจิกายน-มีนาคม 9:00-16:00
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 800 เยน และเด็ก 6-17 ปี 500 เยน

Nara Park

nara-park

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของเมืองนารา (Nara) จะเป็นอะไรไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่กวาง เพราะมีความเชื่อกันว่ากวาง เป็นสัตว์ที่คอยรับใช้เทพเจ้า ซึ่งภายในเมืองนารานี้ ก็จะมีกวางเดินอยู่ทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นตามสวนสาธารณะ หรือว่าศาลเจ้าก็ตามที โดยภายในสวนกวาง หรือว่า Nara Park จะมีกวางอยู่เป็นจำนวนมากกว่า 1,000 ตัวด้วยกัน แนะนำว่าถ้าใครอยากถ่ายรูปกับกวางอย่างใกล้ชิด ให้ลองซื้อขนมเซมเบ้ที่มีขายอยู่โดยรอบ คนที่ไปเที่ยวโอซาก้า ก็สามารถแวะไปเที่ยวเมืองนารา (Nara) ได้แบบไปเช้าเย็นกลับ

Arashiyama (ป่าไผ่อาราชิยาม่า)

arashiyama

ขอปิดท้ายด้วยแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งของเกียวโต ที่น่าทึ่ง และงดงาม ทั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดเด่นก็หนีไม่พ้นการเดินถ่ายรูปเลียบป่าไผ่ที่งดงาม เพราะเป็นทางเดินลัดเลาะป่าไผ่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวก็สามารถเดินถ่ายรูป หรือว่าจะเช่าจักรยานเพื่อปั่นชมป่าไผ่ รวมไปถึงคนที่อยากถ่ายรูปก็สามารถเช่าชุดกิโมโน หรือใช้บริการรถลากได้

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง เป็นสถานที่คร่าวๆ ของในแต่ละเมืองที่ญี่ปุ่น ใครที่ชอบเที่ยวแบบไหน แนะนำให้ลองศึกษา หรือลิสที่เที่ยวออกมา เพราะจะได้วางแผนการเดินทางให้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบางเมืองก็สามารถไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ หรือบางเมืองก็อาจจะต้องนอนค้าง ถ้าไม่อยากยุ่งยาก แนะนำให้จองที่พักญี่ปุ่นใน Traveloka ไปด้วยเลย ก็จะช่วยทำให้การเดินทางของคุณกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นมาอีกเท่าหนึ่งทีเดียว

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว