แบกเป้ไปดูบอลโลกที่รัสเซียแบบไม่ง้อทัวร์ (ตอนที่ 8)

แบกเป้ไปดูบอลโลกที่รัสเซียแบบไม่ง้อทัวร์ (ตอนที่ 8)
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

จำนวนประชากรอย่างเป็นทางการเกือบ 12 ล้านคน ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจทุนนิยมสีสันฉูดฉาดภายใต้ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์เปิดประเทศหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ทำให้มอสโกได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในยุโรป และเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก

การที่รัสเซียและมอสโกเมืองหลวงมีรูปลักษณ์เศรษฐกิจทุนนิยมสีสันฉูดฉาดได้นั้น ก็เนื่องมาจากการที่รัสเซียมีแหล่งพลังงานมากที่สุดในโลก แม้ว่าในปัจจุบัน ราคาน้ำมันฟอสซิลจะตกต่ำดำดิ่ง ทว่า กว่าที่โลกจะมีนวัตกรรมแหล่งพลังงานขึ้นมาทดแทนน้ำมันฟอสซิลได้อย่าง 100% รัสเซียและมอสโกก็คงจะร่ำรวยไปถึงชาติหน้าก็ยังใช้เงินไม่หมด

นอกจากน้ำมันฟอสซิล รัสเซียยังมีก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินมากมาย เหนือไปกว่านั้นยังมีเรือดำน้ำดิ่งลงไปจับจองพื้นที่ใต้ทะเลในขั้วโลกเหนือ แหล่งน้ำมันฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่เข้าไปอีก ทำให้รัสเซียขึ้นเป็นที่ 1 ในด้านการพลังงานในปัจจุบัน แซงหน้าซาอุดิอาระเบีย เพราะทุกวันนี้ รัสเซียผลิตน้ำมันได้วันละเกือบ 10 ล้านบาร์เรลแล้ว คิดเป็นร้อยละ 12 ของการผลิตโลก โดยเป็นการส่งออกถึงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำมันที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก

กระบวนการส่งออกพลังงานของรัสเซีย คือการวางท่อน้ำมันทั้งใต้ดิน บนดิน และใต้ทะเล ฝั่งซ้ายไปยุโรป ฝั่งขวามาจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ส่วนก๊าซธรรมชาติที่มีมากถึงร้อยละ 25 ของก๊าซธรรมชาติบนโลก คิดเป็นร้อยละ 16 ของการผลิตโลก โดยเป็นการส่งออกถึงร้อยละ 20 ของก๊าซที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาด โดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นชาติในโอวาท ไล่ตั้งแต่อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย จอร์เจีย ลิทัวเนีย เบลารุส และโดยเฉพาะยูเครน

แบกเป้ไปดูบอลโลกที่รัสเซียแบบไม่ง้อทัวร์ ในตอนที่ 8 นอกจากจะปูพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและตอบคำถามในใจของท่านผู้อ่านหลายคน ว่าเหตุใดปัจจุบัน โดยเฉพาะในปีนี้ที่รัสเซีย ประเทศซึ่งดูเหมือนจะเป็นคอมมิวนิสต์เข้มข้น กลับหาญกล้าท้าประเทศชั้นนำของโลก เสนอตัวเข้าแข่งขันคัดเลือกการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปีนี้ได้

หลังจากที่แนะนำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลก การขอ VISA สายการบิน โรงแรมที่พัก สนามเปิดฟุตบอลโลก รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ ของรัสเซียและมอสโกกันไปแล้วพอสังเขป ในครั้งนี้ เราจะอาสาพาไปลัดเลาะ Landmark กรุงมอสโก โดยจะใช้ Luzhniki Stadium สนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นจุดศูนย์กลางในการลาดตระเวนกัน

เริ่มต้นที่ จัตุรัสแดง (Red Square) สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

จัตุรัสแดง ตั้งอยู่ใจกลางมอสโก กว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร คิดเป็น 23,100 ตารางเมตร ถือเป็นจุดศูนย์กลางที่แท้จริงของทั้งมอสโกและรัสเซีย นอกจากจุดศูนย์กลางทางนามธรรมคือศูนย์รวมจิตใจทางวัฒนธรรมของคนรัสเซียแล้ว จุดศูนย์กลางทางรูปธรรมคือถนนสายสำคัญทุกเส้นมอสโกและรัสเซียจะมุ่งเข้าและวิ่งออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้เป็นหลัก

สำหรับนาม “จัตุรัสแดง” นั้น มักมีผู้คนเข้าใจผิดคิดกันว่า คำว่า “แดง” นั้นมาจาก “สีแดง” ใน “ลัทธิคอมมิวนิสต์” และแม้บางท่านก็อาจตีความเป็นว่า “แดง” มาจากสีอิฐในบริเวณนั้น ซึ่งเป็น “สีแดง” ล้วน…

แท้ที่จริงแล้ว “จัตุรัสแดง” คือคำว่า красный (อ่านว่า krásnyj กราจนี) ซึ่งในภาษารัสเซียดั้งเดิมมีความหมายว่า “สวยงาม” ในขณะที่ภาษารัสเซียสมัยใหม่ แปลว่า “สีแดง”

นอกจากนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานเลนิน (Lenins Mausoleum) และมหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) ที่อยู่ในเขตแดนจัตุรัสแดง

สุสานเลนิน สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1929 หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เป็นสุสานทรงปิระมิด ทำจากแกรนิตและแลบราโดไรต์ สีดำเเดง ความสูง 12 เมตร โดยสมัยนั้นได้เปิดให้ประชาชนเข้ามาเคารพร่างของอดีตท่านผู้นำได้ตลอดเวลา ทว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเคลื่อนย้ายร่างของเลนินไปยังไซบีเรียเพื่อซ่อนท่านจากสายตานาซี และเมื่อทุกอย่างสงบลง ก็ได้มีการนำเลนินกลับมาที่นี่อีกครั้ง

ในตอนหน้าเราจะพาไปทัวร์มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) ซึ่งถือเป็น Landmark อันดับหนึ่งของรัสเซียและมอสโกครับ

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว