จอนจู (전주) เมืองเก่า ชุดฮันบก และ บีบิมบับ

จอนจู (전주) เมืองเก่า ชุดฮันบก และ บีบิมบับ

ถ้าพูดถึงการเที่ยวที่เกาหลีใต้ เชื่อว่าหลายๆคนคงนึกถึงการไปช็อปปิ้งที่เมียงดง เดินเก๋ๆถ่ายรูปที่พระราชวังเคียงบก หรือไม่ก็ไปคล้องกุญแจคู่รักที่นัมซานทาวเวอร์ ... แต่ถ้าเริ่มรู้สึกเบื่อกับอะไรพวกนี้แล้ว ลองหาเมืองอื่นๆเที่ยวดูไหมคะ ?

วันนี้เราจะขอหลีกหนีความวุ่นวายของโซล และพาย้อนรอยกลับไปยังยุคราชวงศ์โชซอล ราชวงศ์สุดท้ายของเกาหลีก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมืองที่จะมาแนะนำกัน คือเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า "จอนจู" ค่ะ ^^*

จอนจูอยู่ตรงไหนของเกาหลีใต้ 

จอนจูอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลี ถ้าเดินทางจากกรุงโซล สามารถเดินทางได้หลายวิธี จะขึ้นรถไฟไปก็ได้ หรือจะนั่งรถบัสก็ได้ค่ะ แต่ถ้าง่ายและสะดวกสุด แนะนำให้ขึ้นรถบัสจากสนามบินอินชอน หรือไม่ก็ขึ้นที่ Seoul Central City Bus จะมีรถออกทุก 45 นาที และใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง ก็จะถึงตัวเมืองจอนจูค่ะ

mapjeonju

สำหรับเรา ตอนที่ไปจอนจู เราเดินทางจากเมืองแทกู (Daegu) ใช้เวลานั่งรถประมาณสามชั่วโมงเหมือนกัน ... สำหรับประสบการณ์การนั่งรถระหว่างเมืองในเกาหลีใต้มาหลายครั้ง ถ้านั่งไปไกลๆ อยากบอกว่ารถบัสที่นี่ดีมากค่ะ ที่นั่งสบาย เบาะนั่งเรียกได้ว่าพรีเมี่ยม มีเข็มขัดให้รัดอย่างดี ถ้านั่งไกลๆสองสามชั่วโมงขึ้นไปแบบนี้ รถจะแวะพักที่ปั้มระหว่างทาง และจะเบรคให้เดินเล่น ซื้อขนม เข้าห้องน้ำประมาณ 15 นาทีด้วยล่ะ

Jeonju

จอนจูมีอะไร

จอนจูเป็นเมืองโบราณค่ะ อดีตเคยเป็นเมืองหลวงในยุคหลังแพ็คเจ (Post - Baekje) ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของเกาหลีใต้ มีชื่อเสียงในเรื่องของ หมู่บ้านโบราณ (Bukchon Hanok Village) วังโบราณ ข้าวยำเกาหลี (Bibimbap) และงานหัตถกรรมท้องถิ่น นอกจากนี้แล้ว ถ้าใครเป็นติ่งซีรีส์เกาหลี จอนจูก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ไม่ควรพลาดที่จะเช็คอินซักครั้ง เพราะที่นี่เป็นที่ถ่ายทำซีรีส์พีเรียดของเกาหลีหลายเรื่องเลย เช่น Moon Embraces the Sun, Sungkyunkwan Scandal (บัณฑิตหน้าใส หัวใจว้าวุ่น) รวมถึงซีรีส์น่ารักที่เพิ่งฉายเมื่อปีที่แล้วอย่าง Just an ordinary love story ด้วย  นอกจากนี้ จอนจูยังเป็นบ้านเกิดของ "คิม แทยอน" นักร้องนำวงเกิร์ลเจนที่หลายๆคนรู้จักด้วยนะคะ


Jeonju3

ไปจอนจูช่วงไหนดี

จริงๆแล้วจอนจูมีเสน่ห์ในทุกฤดูค่ะ สามารถไปเที่ยวได้ตลอด เว้นแต่ถ้าไม่ชอบความหนาวมากก็หลีกเลี่ยงช่วงปลายปีถึงต้นปี (ธันวาคม - กุมภาพันธ์) คนเกาหลีนิยมเที่ยวจอนจูกันในช่วงฤดูร้อน (ตั้งแต่ปลายพฤษภาคม - สิงหาคม) แต่สำหรับเราตอนนั้นไปช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ (กลางเดือนเมษายน) อากาศกำลังเย็นสบาย ต้นไม้ดอกไม้ผลิดอกออกใบสวยงามเลย เพิ่มเติมอีกนิดคือ จอนจูเป็นสถานที่จัดงาน Jeonju International Film Festival ด้วย ซึ่งงานนี้มักจัดช่วงปลายเดือนเมษาถึงต้นพฤษภาค่ะ ถ้าใครอยากไปสัมผัสบรรยากาศเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ก็เลือกไปช่วงนี้ได้นะคะ

สรรพสิ่งห้ามพลาดถ้ามาจอนจู

นอนฮันนก บ้านโบราณ 

"ฮันนก" (Hanok) เป็นบ้านโบราณของเกาหลีค่ะ จุดท่องเที่ยวไฮไลท์คือหมู่บ้านโบราณ หรือ "บุกโชน ฮันนก" ที่นี่มีบ้านโบราณสไตล์เกาหลีอยู่รวมกันบนถนนเส้นหลักใจกลางเมืองมากมาย ปัจจุบันบ้านฮันนกเหล่านี้เป็นทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ศูนย์วัฒนธรรม และเกสเฮ้าให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักกัน

hanok1

เราได้มีโอกาสนอนค้างหนึ่งคืนที่จอนจู บ้านที่เราเข้าพักชื่อ "พุรึนโยรัม เกสเฮ้าส์" ( Purinboram Guesthouse )  เป็นบ้านฮันนกเล็กๆ ตัวบ้านแบ่งออกเป็นสามห้องนอน เรากับเพื่อนชาวเกาหลีจองห้องใหญ่ไว้หนึ่งห้อง ราคาห้องต่อคืนอยู่ที่ราว 120,000 วอน หรือ 3600 บาท (หารกันกับเพื่อนทั้งหมด 4 คน ตกคนละไม่ถึงหนึ่งพันบาทเองค่ะ)

hanok2

บรรยากาศภายในตัวบ้านก็น่ารักมากๆ เจ้าของบ้านเป็นคุณป้าอาจุมมาใจดี เงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่เป็นมิตรและช่วยเหลือพวกเราดีมากค่ะ คุณป้าแนะนำที่เที่ยวในเมืองให้ และยังทำอาหารเช้าให้ทานด้วย (ราคานี้รวมอาหารเช้าแล้วนะคะ)

hanok3

พูดถึงอาหารเช้าของเกสเฮ้าที่นี่ เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองอาหารเช้าสไตล์เกาหลีดั่งเดิมเหมือนกัน อาหารเช้าที่ว่าเป็นขนมปังเสิร์ฟพร้อมโจ๊กงาดำ ชาดอกไม้ และแอปเปิลหั่นเป็นชิ้นค่ะ สำหรับเรา โจ๊กงาดำแอบกินยากนิดนึง มันไม่ค่อยมีรสชาติ แต่ชาดอกไม้กับแอปเปิ้ล กินด้วนกันแล้วอร่อย อุ่นท้องดีค่ะ

breakfast

กินบีบิมบับ เนื้อผัด และบิงซูร้านดัง 

มาถึงจอนจูทั้งที ถ้าไม่ลองบีบิมบับ หรือข้าวยำเกาหลี ก็เหมือนมาไม่ถึงนะ บีบิมบับที่นี่มีหลายร้านมากค่ะ ร้านขายบีบิมบับส่วนมากจะตั้งอยู่เรียงๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่รสชาติและราคาก็ไม่ต่างกันมาก ดังนั้นถ้าอยากจะลองบีบิมบับ ก็สามารถเลือกร้านเข้าได้เลย อร่อยแทบทุกร้านค่ะ

bibimbub

แต่สำหรับเนื้อผัดกระทะร้อน หรือภาษาเกาหลีเรียกว่า "ซอก กัลบี" เรามีร้านมาแนะนำค่ะ ร้านที่ว่านี้เป็นร้านดังในจอนจู มีชื่อมากในกลุ่มคนเกาหลีทั้งท้องถิ่นและต่างเมือง ถ้ามาที่นี่ต้องลองร้านนี้เลย ร้านชื่อ "คโยดง ซอก กัลบี" (Gyodong Seok galbi ) เมนูขึ้นชื่อของร้านคือเนื้อวัวผัดกระทะร้อนตามชื่อร้านเลย เนื้อผัดนุ่มและรสซอสหมักเข้าเนื้อมากๆค่ะ นอกจากนี้ยังมีหมี่เย็นและก็ข้าวห่อใบบัวด้วย สำหรับข้าวห่อใบบัว อร่อยล่องลอยมากค่ะ รสชาติคล้ายๆบะจ่างบ้านเรา แต่ว่ามีเครื่องเยอะกว่า จานนี้จัดว่าสุดยอดมากๆ

foodfood1

อีกร้านที่ไม่แนะนำไม่ได้เลย คือร้านขายน้ำแข็งใสสไตล์เกาหลี หรือ "บิงซู" ที่กำลังฮ็อตฮิตกันในบ้านเราตอนนี้ค่ะ ที่จอนจูมีร้านบิงซูร้านเด็ดอยู่เจ้าหนึ่ง ชื่อว่าร้าน "Grandma's best" ร้านนี้คนแน่นตลอดเวลา วันที่เราไปก็ต้องยืนรอต่อคิวโต๊ะ กว่าจะได้โต๊ะนั่งเกือบครึ่งชั่วโมง เมนูเด็ดของที่นี่คือ "ผัดบิงซู" หรือน้ำแข็งใสถั่วแดง โรยหน้าด้วย "ต๊อก" หรือแป้งเกาหลี ... จากที่ได้ลองผัดบิงซูของที่นี่แล้ว บอกได้คำเดียวว่า ร้านอื่นๆที่ได้ลองชิมยังไม่มีที่ไหนล้มแชมป์เจ้านี้ได้เลย น้ำแข็งใสของร้านนี้ ตัวน้ำแข็งละลายช้า รสชาตินมและถั่วแดงเข้มข้น หวานไม่มาก ขมปลายลิ้น มีกลิ่นงาดำเล็กๆ อร่อยมากจริงๆค่ะ

bingsu

ดูวิวเมืองจอนจู บน "โอโมกแด - อีโมกแด" 

กินจนอิ่มแล้ว มาเดินย่อยกันบ้างดีกว่า จุดที่จะแนะนำคือที่ "โอโมกแด - อีโมกแด" (Imokdae - Omokdae)  ที่นี่เป็นอนุสรณ์สถานที่กษัตริย์โคซองสร้างไว้เมื่อครั้งรบกับญี่ปุ่นและได้รับชัยชนะ ลักษณะเป็นลานโล่งบนภูเขา จากบนลานกว้างนี้ สามารถชมวิวเมืองจอนจูจากมุมสูงได้ชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเก็บภาพเมืองโบราณสวยๆของที่นี่ค่ะ

view

10169417_10151999243257461_2315798629546893372_n

ปีนเขาถ่ายรูปกับหมู่บ้านหลากสี (Jeonju Jaman Village)

จริงๆคำว่า "หมู่บ้านหลากสี" เป็นชื่อที่เราแอบตั้งขึ้นมาเองค่ะ ด้วยว่าหมู่บ้านตรงนี้เป็นหมู่บ้านบนเนินเขาของชาวเมืองจอนจู พวกเขาได้ร่วมใจกันเพ้นท์สีและวาดรูปบนกำแพงบ้านของตัวเอง เพื่อไว้ให้เป็นอีกสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวได้มาเดินเล่นและถ่ายรูปกัน บนเนินเขามีร้านกาแฟอินดี้น่ารักๆแฝงตัวอยู่ด้วย ถ้าใครชอบบรรยากาศเมืองเกาหลีต่างจังหวัด กลิ่นกาแฟจางๆ และรักการถ่ายรูป การเดินขึ้นเขาเพื่อชมวิวเมืองจอนจูบนหมู่บ้านหลากสีนี้ ก็คุ้มค่าที่จะลองเหนื่อยดูนะคะ

10154561_10151999263602461_4920395510571870224_n

เที่ยววังโบราณ "คยองกีจอน" (Gyeonggijeon)

จุดนี้ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ค่ะ  "คยองกีจอน" หรือพระราชวังคยองกี เป็นวังเก่าซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์แทโจ (King Tae-jo) กษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์โชซอล ภายในเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ประกอบไปด้วยหมู่พระราชวังใหญ่น้อยมากมาย ตั๋วค่าเข้าชมเพียงแค่ 1000 วอนเท่านั้น

gong

เราได้มีโอกาสเข้าไปช่วงเย็นของวัน เลยมีเวลาได้เดินเที่ยวไม่มากนัก ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์โชซอนอยู่ด้วย วังนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงเย็น สำหรับช่วงฤดูร้อนจะเปิดถึงหกโมงเย็น ส่วนฤดูหนาวจะเปิดถึงแค่ห้าโมงเย็นเท่านั้นค่ะ

10314657_10151999263007461_3757339201995655817_n

แวะชมโบสถ์เก่าแก่ร้อยปี (Jeondong Catholic Church)

ถัดมาจากวังและตัวเมืองโบราณเล็กน้อย จะพบโบสถ์เก่าแก่ โบสถ์ที่ว่านี้ เป็นโบสถ์ประจำเมืองจอนจู  มีอายุกว่าร้อยปี และอยู่ใกล้กับประตูเมืองโบราณที่ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ประตูเดียวเท่านั้น ภายในโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมสมัยโรมาเนสก์ จุดที่ชอบของโบสถ์แห่งนี้คือบรรยากาศที่ชิลๆสบายๆ ด้านหน้าโบสถ์เป็นลานกว้าง สามารถนั่งเล่น กินขนม คุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆได้ เหมาะมากสำหรับการนั่งเล่นพักเหนื่อย หลังจากเดินชมเมืองจนเริ่มเมื่อยแล้วค่ะ

church

ใส่ฮันบก เก็บภาพเป็นที่ระลึก 

มาถึงเมืองโบราณทั้งที ถ้าไม่ได้ใส่ฮันบกถ่ายรูปก็คงจะไม่ฟินนะคะ ที่นี่มีชุดฮันบกให้นักท่องเที่ยวเช่าใส่กันด้วยค่ะ ราคาก็ไม่แพง เพียงแค่ 10,000 วอนเท่านั้น สามารถใส่นานเท่าไหร่ก็ได้ แต่อยู่ได้ในบริเวณบ้านที่ทางร้านจัดไว้ให้เท่านั้น แต่แค่นี้ก็ฟินมากแล้วค่ะ เพราะบ้านโบราณที่ทางร้านใช้เป็นสถานที่ให้เช่าชุด เป็นบ้านฮันนกดั่งเดิม มีระเบียงบ้าน โอ่งไหที่เอาไว้หมักกิมจิ ลานกว้าง มุมสวนต้นไม้ ไว้ให้เราได้เดินถ่ายกันรูปกันจนหนำใจไปเลย

hanbok

เรียนปั้นดินเผา หลักสูตรเร่งรัด 

อย่างที่ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ ว่าเมืองจอนจูมีชื่อเสียงด้านงานศิลปะหัตถกรรมต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ศิลปะภาพวาดบนกระดาษ การทำพัด ผ้าเช็ดหน้า งานเปเปอร์มาเช่ไปจนถึงงานปั้นจำพวกเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งร้านเครื่องปั้นดินเผาในเมืองจะมีคอร์สเวิร์คช็อประยะสั้นให้นักท่องเที่ยวได้ลองหัดทำและประดิษฐ์สิ่งของเล็กๆน้อยๆกันด้วย งานนี้เราเลยไม่พลาดลงคอร์สปั้นดินไว้ ราคาตกอยู่ที่คนละ 15,000 วอน ใช้เวลาในการทำประมาณ 3-4 ชั่วโมง เราเลือกปั้นแก้วน้ำ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ลองปั้นอะไรแบบนี้กับเขาเหมือนกัน อยากบอกว่ามันเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินและทำให้มีสมาธิเป็นอย่างมากเลยค่ะ

pottery1

pottery

เดินเล่นที่โรงเรียนขงจื้อ (Jeonju Hyanggyo)

อีกหนึ่งจุดสุดท้ายที่อยากแนะนำกัน คือโรงเรียนขงจื้อ หรือ "จอนจู ฮยางคโย" ที่นี่ในสมัยโชซอลเป็นโรงเรียนสอนหนังสือสำหรับบัณฑิตและนักปราชญ์ทั้งหลาย ปัจจุบันที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมฟรี และภายในยังคงมีการเรียนการสอนอยู่ แต่เป็นการสอนภาษาจีนสำหรับคนท้องถิ่นและผู้สูงอายุ ตอนที่เราเข้าไปเดินเล่นที่นี่ เลยได้เห็นบรรยากาศน่ารักๆของผู้สูงอายุที่มารวมตัวกันเพื่อเรียนหนังสือกันอย่างขะมักเขม้นด้วย

confucius2

นอกจากเป็นที่เรียนแล้ว โรงเรียนขงจื้อแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ใช้ถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Moon Embraces the Sun ที่มีพระเอกสุดหล่ออย่าง "คิม ซูฮยอน" ร่วมแสดงนำด้วยนะคะ  >__< (ฟินสุดก็ตรงนี้)

confucius1

ได้รู้จักเมืองนี้กันไปแบบคร่าวๆแล้ว ... ถ้ามีโอกาสไปเกาหลีใต้ครั้งหน้าและอยากสัมผัสบรรยากาศเกาหลีแบบโบราณ อย่าลืมเผื่อเวลาซักสองวัน แวะเที่ยวและนอนค้างที่จอนจูซักคืน ก็จะทำให้ทริปเกาหลีมีสีสันและสนุกไปอีกแบบนะคะ

และสุดท้ายท้ายสุด สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ไหนๆก็ไปเกาหลีทั้งที เราขอเสนอคำศัพท์เกาหลีง่ายๆ คือคำว่า "อาหารเกาหลี"  กันค่ะ...

คำว่า "อาหารเกาหลี" คือคำว่า   한식 อ่านว่า "ฮันชิก"  한 (ฮัน) มาจาก ฮันกุก ที่แปลว่าประเทศเกาหลี ส่วน 식 (ชิก) แปลว่าอาหาร มาจากศัพท์เต็มๆคือ 음식 (อึมชิก)

คำว่าชิกนี้ สามารถนำไปแปะไว้หลังศัพท์ที่มีความหมายถึงประเทศนั้นๆ เพื่อบอกว่าเป็นอาหารชาติไหนได้ด้วย เช่น 중식 (จุงชิก) แปลว่า อาหารจีน หรือ 일식 (อีลชิก) แปลว่า อาหารญี่ปุ่น แต่สำหรับอาหารไทย จะไม่พูดว่า "แทชิก"นะคะ แต่เราจะพูดว่า 태국 음식 (แทกุก อึมชิก) ค่ะ

แนะนำติชมและพูดคุยกับบล็อคเกอร์ได้ที่ email : Gifttygirl@gmail.com หรือเฟซบุ๊ก LittlePoison ได้เลยค่าา