3 สถานที่ลึกลับสวยบาดใจในญี่ปุ่น จะไม่ลองไปสำรวจกันหน่อยเหรอ?

3 สถานที่ลึกลับสวยบาดใจในญี่ปุ่น จะไม่ลองไปสำรวจกันหน่อยเหรอ?
Anngle

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าได้ไปญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งจะต้องมีสอง สาม สี่….ไปแล้วไปอีกแน่นอน เพราะญี่ปุ่นเที่ยวได้ทุกที่ มีของดีอยู่ทุกจุด อย่างคราวนี้เรามี 3 สถานที่สวยที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาแนะนำกันด้วย

1.ปราสาทลึกลับ ไปถึงได้ด้วยรถไฟท้องถิ่น

3-beautiful-spot-1

ปราสาททาเคดะ (竹田城跡) มีชื่อเสียงว่าเป็น ‘Machu Picchu ของญี่ปุ่น’ ปราสาทเก่าที่โผล่ขึ้นท่ามกลางเมฆหนาที่ปกคลุมอยู่ในหุบเขาเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์มาก

กำแพงหินอันสวยงามขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 400 ปีนับตั้งแต่กลายเป็นปราสาทร้าง เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คน ที่นั่นมีอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์

และสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้าหากันนะ? Machu Picchu ของจริงอยู่ที่เปรู ถ้าจะไปสำรวจกันเราต้องนั่งเครื่องบินรวมต่อเครื่องด้วยใช้เวลาประมาณ 30 ชั่วโมง โอ้โห!! แค่ฟังก็ชักท้อ

เปลี่ยนแผนบินไปญี่ปุ่นมุ่งตรงไปจังหวัดเฮียวโกะแล้วนั่งรถไฟท้องถิ่นขึ้นเขาไปง่ายกว่าเยอะอย่างไรก็ตาม ระดับความยากลำบากที่สุดคือการผสานกับเมฆหมอกอันแสนลึกลับ

เราจะได้พบ “ปราสาทแห่งท้องฟ้า” โผล่ขึ้นมาระหว่างมวลเมฆได้นั้นมันมีความแตกต่างกันมากระหว่างช่วงเช้าและช่วงเย็น ช่วงเช้าตรู่ของเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายนที่หมอกจะปรากฏขึ้นมาได้ง่ายนั้นๆ

เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นก็จะได้เห็นทิวทัศน์ทะเลหมอกสีขาวกับโลกสีฟ้าในแสงสลัวๆ ที่จะกระชากหัวใจเราได้อย่างแน่นอน

2.ทะเลหมอกเปลี่ยนความรู้สึก ทัศนียภาพที่ต้องได้เห็นสักครั้งในชีวิต

3-beautiful-spot-2

“ระเบียงทะเลหมอก” ที่สร้างขึ้นบนภูเขาที่มีระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 1,088 เมตร อยู่ภายใน Hoshino Resort Tomamu เป็นสถานที่พิเศษที่จะได้สัมผัสกับมวลเมฆที่ลอยมาตรงหน้าในระยะแค่มือเอื้อมถึง

เราสามารถพบเจอกับทัศนียภาพนี้ได้ในช่วงเวลาจำกัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ 3-5% ที่จะได้ตื่นเต้นผจญภัยไปกับสิ่งที่เราไม่สามารถเห็นได้ง่ายๆ

ทะเลหมอกจะเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกเราได้ และความรู้สึกเดียวกันนี้เราจะไม่ได้เห็นอีกเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นจึงเป็นทัศนียภาพที่ต้องเห็นให้ได้สักครั้งในชีวิต ที่นี่มีทะเลหมอกที่เกิดจากหลากหลายสาเหตุ

เช่น “snow tomamu” ซึ่งมักจะเกิดในคืนฟ้าโปร่งและลมสงบ หรือ “ทะเลหมอกไทเฮโย” ที่มีการเคลื่อนตัวเหมือนมังกรซึ่งเรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซเลยทีเดียวทิวทัศน์งดงามอลังการนี้

ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังแห่งธรรมชาติที่เราไม่อาจคาดเดาได้เลยสต๊าฟที่ดูแลจัดการลานสกีอยากจะแบ่งปันทัศนียภาพอันแสนวิเศษนี้มาตั้งแต่ 12 ปีก่อน นับแต่นั้นมาที่นี่ก็ได้รับความนิยมมาก

มีผู้คนแวะเวียนมาสัมผัสความงดงามที่ระเบียงทะเลหมอกกว่า 7 แสนคน สำหรับฤดูกาลชมทะเลหมอกปีนี้ ถ้าใครสนใจรีบจองตั๋วไปกันเลยค่ะ

*วันที่ 1 มิ.ย. – 31 ส.ค. เวลา 05.00 น. – 08.00 น. , เดือนกันยายนเริ่ม 04.30 น., เดือนพฤษภาคม เดือนตุลาคมสิ้นสุดที่เวลา 07.00 น.

3.สัมผัสลมหายใจแห่งธรรมชาติบนเนินบันไดหินกับต้นสนใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี

3-beautiful-spot-3

Kumano kodou ที่จะได้สัมผัสบรรยากาศลึกลับแห่งนี้เป็นเส้นทางแสวงบุญที่เชื่อมต่อ 3 ศาลเจ้า คือ ศาลเจ้าคุมาโนะนาจิไทชะ, ศาลเจ้าคุมาโนะฮายะทามะไทชะ และศาลเจ้าคุมาโนะฮนกูไทชะ

ซึ่งถูกขนานนามว่า “คุมาโนะซังซัน” (Kumanosanzan) เส้นทางแห่งศรัทธาที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกมีต้นสนใหญ่อายุหลายร้อยปีหยั่งรากลึกบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เรียงรายทั้งสองข้างทาง

บรรยากาศราวกับว่าถูกตัดขาดกับโลกภายนอก ที่นี่เป็นเส้นทางที่ผู้คนในยุคเฮอันเดินขึ้นเนินบันไดหินที่เหมือนกับผ่านช่วงเวลาชั่วนิรันดร์ ถ้าไปที่นี่จะเกิดความรู้สึกของคนที่มีความศรัทธาในการเดินบนเส้นทางนี้

กับการเดินในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันขึ้นมาพร้อมๆ กันนอกเหนือไปจากเส้นทางที่เชื่อมต่อกันทั้งสามสายแล้ว ยังมีถนนสายหลักคดเคี้ยวเชื่อมต่อไปถึงศาลเจ้าอิเสะจินกู

และเส้นทางเดินเท้าไปถึงสถูปเจดีย์โคยะซัง วัดคนโกบุจิ อีก 5 เส้นทาง มีคอสเดินเที่ยวตั้งแต่จบภายใน 1 ชั่วโมง ไปจนถึงเดิน 20 กิโลเมตรขึ้นไปใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง

ระหว่างที่ก้าวเดินไปตามเส้นทางทีละก้าวทีละก้าวจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของธรรมชาติท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์และกลิ่นหอมของต้นไม้ ซึ่งจะทำให้หัวใจสงบและได้ชาร์จพลังใหม่ๆ

 

ติดตามSanook! Travel

เรื่องเที่ยวแบบรู้ใจคนไทยด้วยกัน ท่องเที่ยวทั่วไทย และทั่วโลก รีวิวร้านอาหาร ที่พัก อ่านได้ที่นี่ที่เดียว