เที่ยว "คาร์โลวี วารี" เมืองแห่งน้ำแร่ร้อน

เที่ยว "คาร์โลวี วารี" เมืองแห่งน้ำแร่ร้อน

นักท่องเที่ยวก็จะเดินไปตามถนนที่คู่ไปกับแม่น้ำขณะเดียวกันก็มีปุยหิมะขาวปอยลงมา หากเดินเคียงคู่ไปกับคนรัก ความหนาวเย็นและความโรแมนติกจากสิ่งที่อยู่รอบด้านจะทำให้คุณต้องโอบกอดแล้วเดินเคียงคู่กันไป

ต่อจากตอนที่แล้วที่แล้ว (รีวิวตอนที่1 : มาเรียนสเก้ ลาสเน่ คืนหลอนในหุบเขาหิมะ)

หลังจากที่เมื่อคืนหลับไหลไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง เช้าวันใหม่ในเมืองมาเรียนสเก้ ลาสเน่ เมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาที่มีหิมะขาวปกคลุมต้อนรับเราด้วยความหนาวเย็น เมื่อเสร็จเรียบร้อยจากอาหารเช้าแบบชาวตะวันตก ก็ได้เวลาออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ชายแดนสาธารณรัฐเชค เพื่อไปยังเมืองคาร์โลวี วารี ดินแดนแห่งน้ำแร่ร้อนธรรมชาติ ที่ว่ากันว่าเมื่อเดินทางมาถึงสาธารณรับเชคแล้วควรจะต้องแวะไปเที่ยวชม เนื่องจากเมืองนี้มีความสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติโดยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกต่างหมายปอง

คนขับรถร่างใหญ่ชาวเยอรมันเลือกใช้ทางด่วนสายออโตบาห์น (Autobahn) ซึ่งเป็นทางหลวงทางคู่โดยมีทางยกระดับข้ามทางแยกทำให้สะดวกรวดเร็วในการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในแถบประเทศยุโรปตะวันออก โดยมีการกำหนดให้พาหนะที่ใช้งานออโตบาห์นได้นั้นจะต้องเป็นพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมีความเร็วไม่ต่ำกว่า 60 กม./ชม. โดยไม่มีการจำกัดความเร็วสูงสุด แต่ก็มีคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยว่าไม่ควรใช้ความเร็วเกิน 130 กม./ชม.

ปัจจุบันโครงข่ายของถนนออโตบาห์นมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 12,813 กิโลเมตร ถือเป็นเป็นโครงข่ายถนนขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ห้าของโลก รองจากระบบทางหลวงอินเตอร์สเตตในประเทศสหรัฐอเมริกา และระบบทางหลวงในประเทศจีน ระบบทางหลวงในประเทศแคนาดา ถนนมอเตอร์เวย์ของประเทศสเปน และถนนออโตบาห์นในประเทศเยอรมนีได้ชื่อว่าเป็นทางหลวงสายหนึ่งที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด เพราะมีการออกแบบการก่อสร้างมาเป็นอย่างดี ถึงกระนั้นเท่าที่สังเกตผมก็ยังไม่เห็นมีรถคันไหนที่ใช้ความเร็วสูงจนเกินไปนัก ส่วนใหญ่จะใช้ความเร็วกันอยู่ที่ 120-130 กม./ชม. เท่านั้นเอง

ผมหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง ในยามตื่นเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถก็เห็นเป็นภาพขาวดำ จากสีขาวโพลนน่าสัมผัสของหิมะที่เกาะอยู่ตั้งแต่บนยอดไม้ไร้ใบ กิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้ในฤดูนี้เป็นสีดำ บนพื้นดินล้วนถูกเกล็ดน้ำแข็งปกคลุม หากคุณมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวในช่วงฤดูกาลนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะหาแว่นกันแดดสวมใส่ไว้สักอันเพื่อป้องกันแสงยูวีที่สว่างจ้าอาจเป็นอันตรายต่อสายตาได้ ภาพทิวทัศน์สองข้างทางดูคล้ายกันไปตลอดเส้นทาง ผมชอบที่จะมองดูรถยนต์คันอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถในตระกูลยุโรปอย่างเช่น Mercedes benz , Volkswagen , Audi แต่ละคันที่ผ่านตาล้วนมีรูปทรงสวยงาม ถนนที่ไม่มีฝุ่นช่วยให้รถยนต์เหล่านั้นดูสะอาดราวกับผ่านการเช็ดถูมาเป็นอย่างดี

ไม่นานนักเราก็ได้มาถึงเมืองคาร์โลวี วารี เมืองนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ โดยมีแม่น้ำเทปลา (เทป-ลา) ไหลผ่านอยู่บริเวณกลางเมือง จากจุดจอดรถนักท่องเที่ยวทุกคนต้องขึ้นรถโดยสารแบบชัตเตอร์บัสต่อไปด้วยระยะทางประมาณ 1 กม. ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรภายในตัวเมืองและปัญหาด้านมลภาวะสิ่งแวดล้อม นับเป็นการจัดการทางด้านการท่องเที่ยวได้อย่างดีเยี่ยมที่บ้านเราควรนำมาเป็นแบบอย่างในหลายๆ แห่งที่กำลังประสบปัญหาด้านการจราจรอยู่

ตำนานบ่อน้ำแร่ร้อน เมืองคาร์โลวี วารี

เมืองคาร์โลวี วารี ได้ชื่อว่าเป็นสปาของสาธารณรัฐเชค เนื่องจากในเมืองนี้มีบ่อน้ำแร่ร้อนอยู่มาถึง 12 แห่ง โดยเชื่อกันว่าน้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาจากผิวดินในเมืองนี้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี มีตำนานเล่าต่อกันมาเกี่ยวกับการค้นพบบ่อน้ำแร่ในเมืองนี้ว่า ในปี ค.ศ.1358 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 ทรงพบแหล่งน้ำแร่ที่เมืองนี้ เมื่อครั้งเสด็จฯ ออกมาล่าสัตว์ แล้วสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งของพระองค์ได้ตกลงไปในบ่อน้ำ เมื่อได้สำรวจดูจึงพบว่าบ่อน้ำนั้นมีความร้อนผิดไปจากบ่อน้ำทั่วไป นับแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองคาร์โลวี วารี จึงเป็นที่รู้จักกันออกไปอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองแห่งน้ำแร่ร้อน

ปัจจุบันน้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาในแต่ละบ่อจะมีอุณหภูมิความร้อนอยู่ที่ 43-72 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวสามารถทดลองดื่มชิมน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาตินี้ได้โดยไม่เสียเงิน  แต่ก็สามารถเลือกซื้อภาชนะที่มีรูปทรงคล้ายเหยือกน้ำโดยทำมาจากกระเบื้องพอร์ชเลนมีหลายขนาดลวดลายสวยงาม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพอาคารบ้านเรือนในสาธารณรัฐเชคหรือภาพปราสาทต่างๆ ดูเป็นเอกลักษณ์ แล้วนำไปรองน้ำแร่ร้อนเพื่อดื่มกินได้อย่างสะดวก ส่วนเหยือกน้ำนี้ก็นำกลับไปเป็นที่ระลึกกันต่อไป เท่าที่ดูราคาแล้วผมเห็นมีราคาตั้งแต่ 8 ยูโร ขึ้นไป คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 300 กว่าบาท ผมเองยังได้นำกลับมา 1 ใบ เก็บเอาไว้ดูเมื่อคราวนึกถึงเมืองที่สวยงามแห่งนี้

ด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนต่างๆ ในเมืองคาร์โลวี วารี ทำให้มีเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จฯ มาเยือน อาทิ จักรพรรดินีมาเรียเทเรซาแห่งออสเตรีย พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย และพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 แห่งปรัสเซีย และแม้กระทั้งรัชกาลที่ 5 ของไทยเราก็ทรงเคยเสด็จฯ มาเยือน นอกจากนี้เมืองคาร์โลวี วารี ยังได้เคยต้อนรับศิลปินชื่อดังอีกด้วย เช่น ริชาร์ด วากเนอร์ และ บีโธเฟน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกชอบมากเป็นพิเศษในเมืองคาร์โลวี วารี คือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของร้านค้าต่างๆ เมืองนี้มีการจัดการอย่างดีเยี่ยม แต่ละร้านสะอาดสะอ้านตั้งอยู่ในตัวอาคารซึ่งเกือบทั้งหมดจะอยู่บริเวณชั้นล่าง นักท่องเที่ยวก็จะเดินไปตามถนนที่คู่ไปกับแม่น้ำขณะเดียวกันก็มีปุยหิมะขาวปอยลงมา หากเดินเคียงคู่ไปกับคนรักความหนาวเย็นและความโรแมนติกจากสิ่งที่อยู่รอบด้านจะทำให้คุณต้องโอบกอดแล้วเดินเคียงคู่กันไป เป็นวันแห่งความสุขที่น่าจดจำไปอีกตราบนานแสนนาน

โปรดติดตามตอนต่อไป