แม่เอะใจ ไฟห้องลูกสาว ม.3 เปิดถึงตี 1 เปิดประตูดูถึงรู้ทำอะไร ทั้งภูมิใจทั้งสงสาร...

แม่เอะใจ ไฟห้องลูกสาว ม.3 เปิดถึงตี 1 เปิดประตูดูถึงรู้ทำอะไร ทั้งภูมิใจทั้งสงสาร...

แม่เอะใจ ไฟห้องลูกสาว ม.3 เปิดถึงตี 1 เปิดประตูดูถึงรู้ทำอะไร ทั้งภูมิใจทั้งสงสาร...
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ลูกสาว ม.3 เปิดไฟอ่านหนังสือถึงตี 1 แม่แอบเปิดประตูดู กลับเป็นห่วงมากกว่าดีใจ

พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึกภูมิใจเมื่อเห็นลูกมีความรับผิดชอบและตั้งใจเรียนด้วยตัวเอง แต่เมื่อความขยันมากเกินไปจนกระทบเวลาพักผ่อน ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ เช่นเดียวกับคุณแม่ชาวจีนรายหนึ่งที่พบว่าลูกสาววัยเรียนยังเปิดไฟอ่านหนังสือจนดึก ทั้งที่คิดว่าลูกเข้านอนไปแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่งในมณฑลอันฮุย ประเทศจีน เมื่อคุณแม่ตื่นขึ้นมากลางดึกและสังเกตเห็นว่าไฟในห้องของลูกสาวยังเปิดอยู่ เธอจึงค่อย ๆ เดินไปเปิดประตูดู ก่อนพบภาพที่ทำให้ทั้งรู้สึกซาบซึ้งในความตั้งใจของลูกและอดเป็นห่วงสุขภาพไม่ได้

แม่ตื่นกลางดึก เห็นไฟห้องลูกยังเปิดอยู่

ลูกสาวของครอบครัวนี้กำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นเด็กค่อนข้างเรียบร้อย เงียบ และไม่ค่อยพูดมาก เมื่อโตขึ้น พ่อแม่จึงซื้อโทรศัพท์มือถือให้เพื่อความสะดวกในการติดต่อ แต่เด็กไม่ได้ติดโทรศัพท์และแทบไม่ค่อยหยิบมาใช้งานจนทำให้แม่รู้สึกวางใจ

กระทั่งคืนหนึ่ง เวลาผ่านไปกว่า 01.00 น. คุณแม่ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำและสังเกตเห็นว่าไฟในห้องลูกสาวยังเปิดอยู่ ด้วยความสงสัยและเป็นห่วง เธอจึงเดินไปที่หน้าห้องแล้วค่อย ๆ เปิดประตูดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ตอนแรกคุณแม่คิดว่าลูกสาวอาจเผลอหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้ปิดไฟอ่านหนังสือ เพราะเด็กหญิงนอนอยู่บนเตียงและสวมผ้าปิดตาเหมือนกำลังหลับสนิท แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ เธอกลับพบว่าข้างหัวเตียงมี หนังสือภาษาอังกฤษและโทรศัพท์มือถือ วางอยู่

ที่แท้ลูกยังทบทวนบทเรียน แม้จะอยู่บนเตียงแล้ว

เมื่อสังเกตให้ดี คุณแม่จึงรู้ว่าลูกสาวยังพยายามทบทวนสิ่งที่ต้องจำ แม้จะถึงเวลานอนแล้วก็ตาม เด็กหญิงพยายามใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์กับการเรียน และยังทบทวนเนื้อหาอยู่บนเตียงก่อนจะหลับ

ภาพที่เห็นทำให้คุณแม่รู้สึกทั้งภูมิใจและสงสาร เพราะที่ผ่านมาเธอไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่คอยบังคับหรือต้องตามเตือนลูกเรื่องเรียนอยู่ตลอด แต่ความตั้งใจของลูกครั้งนี้กลับมากเกินกว่าที่เธอคาดคิด

คุณแม่ยอมรับว่า สิ่งที่เธอกังวลไม่ใช่ความขยันของลูก แต่เป็นการที่ลูกอาจให้ความสำคัญกับการเรียนมากจนละเลยการพักผ่อน เพราะแม้ผลการเรียนจะสำคัญ แต่การมีสุขภาพที่ดีและพักผ่อนเพียงพอก็เป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตเช่นกัน

ขยันเรียนเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่แลกด้วยสุขภาพ

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกมีความรับผิดชอบและขยันเรียนอย่างไร โดยไม่ทำให้การเรียนกลายเป็นความกดดัน

ความรับผิดชอบและการรู้จักจัดการเวลาถือเป็นทักษะสำคัญที่เด็กควรเรียนรู้ แต่การมีวินัยไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับหนังสือ หรือรู้สึกว่าการพักผ่อนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ การเรียนที่มีประสิทธิภาพจึงควรมีทั้งช่วงตั้งใจเรียนและช่วงพักอย่างเหมาะสม

เด็กแต่ละคนมีความสามารถ ความเร็วในการเรียนรู้ และเป้าหมายแตกต่างกัน พ่อแม่จึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบลูกกับเพื่อนที่เรียนเก่งกว่าอยู่เสมอ เพราะการเปรียบเทียบอาจทำให้เด็กคิดว่าตัวเองยังไม่ดีพอ และพยายามกดดันตัวเองมากขึ้น

พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จัก “เวลาเรียน” และ “เวลาพัก”

แทนที่จะมุ่งความสนใจไปที่คะแนนเพียงอย่างเดียว พ่อแม่สามารถช่วยลูกวางแผนการเรียนให้เหมาะสม เช่น แบ่งงานออกเป็นส่วนเล็ก ๆ กำหนดเวลาทบทวนบทเรียน และเผื่อเวลาสำหรับการพักผ่อน การออกกำลังกาย และการนอนหลับอย่างเพียงพอ

การสร้างวินัยยังไม่ควรเกิดจากการตำหนิหรือบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ควรช่วยให้เด็กเข้าใจว่าการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสมจะทำให้สามารถเรียนและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าจนเกินไป

สังเกตลูกด้วย หากเริ่มกังวลเรื่องเรียนมากเกินไป

นอกจากดูผลการเรียนแล้ว พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของลูกด้วย หากลูกเริ่มนอนดึกเป็นประจำ กังวลกับคะแนนมากผิดปกติ หรือรู้สึกผิดทุกครั้งที่หยุดพักจากการเรียน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังแบกรับความกดดันมากเกินไป

ในสถานการณ์เช่นนี้ การพูดคุยอย่างใจเย็นและรับฟังความรู้สึกของลูกอาจช่วยให้เข้าใจต้นเหตุได้มากกว่าการตำหนิหรือบังคับให้หยุดเรียนทันที พ่อแม่สามารถย้ำให้ลูกเห็นว่า การพักผ่อนไม่ใช่ความขี้เกียจ และสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้ผลการเรียน

ความสำเร็จของลูกไม่ได้วัดจากคะแนนเพียงอย่างเดียว

เรื่องราวของเด็กหญิงคนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขยันและความรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชม แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องสุขภาพและความสมดุลในชีวิตของลูก เพราะการเติบโตอย่างแข็งแรงไม่ได้เกิดจากการเรียนให้ได้คะแนนสูงเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า เมื่อไหร่ควรพยายาม และเมื่อไหร่ควรหยุดพัก เพราะเป้าหมายของการเลี้ยงดูไม่ใช่การทำให้ลูกยุ่งอยู่กับหนังสือตลอดเวลา แต่คือการช่วยให้เขาเติบโตเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวเอง รู้จักดูแลสุขภาพ และสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

 

 

 

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ

อัลบั้มภาพ 3 ภาพ ของ แม่เอะใจ ไฟห้องลูกสาว ม.3 เปิดถึงตี 1 เปิดประตูดูถึงรู้ทำอะไร ทั้งภูมิใจทั้งสงสาร...

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล