ชายวัย 48 ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตั้งแต่เนิ่นๆ เผยจุดเอะใจ อาการเดียวแต่ชัดมาก

ชายวัย 48 ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตั้งแต่เนิ่นๆ เผยจุดเอะใจ อาการเดียวแต่ชัดมาก

ชายวัย 48 ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตั้งแต่เนิ่นๆ เผยจุดเอะใจ อาการเดียวแต่ชัดมาก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชายวัย 48 ถ่ายเป็นเลือด ตรวจพบมะเร็งไส้ตรงระยะแรก แม้เคยผ่าตัดริดสีดวงมาแล้ว

อาการถ่ายเป็นเลือดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่การเคยเป็นริดสีดวงทวารไม่ได้หมายความว่าเลือดที่ออกครั้งใหม่จะมาจากโรคเดิมเสมอไป ชายวัย 48 ปีรายหนึ่งเข้ารับการตรวจหลังพบอาการดังกล่าว ก่อนที่แพทย์จะตรวจพบมะเร็งไส้ตรงระยะเริ่มต้น กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของการหาสาเหตุของอาการผิดปกติ แม้จะเป็นอาการที่ผู้ป่วยเคยพบมาก่อนก็ตาม

ถ่ายเป็นเลือดหลังเคยผ่าตัดริดสีดวง ส่องกล้องพบก้อนขนาด 2 × 3 เซนติเมตร

โรงพยาบาลเค ประเทศเวียดนาม รายงานกรณีผู้ป่วยชายอายุ 48 ปี ใช้อักษรย่อว่า N.V.T. ซึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการถ่ายเป็นเลือด โดยมีประวัติผ่าตัดริดสีดวงทวารเมื่อสามปีก่อน การส่องกล้องพบรอยโรคลักษณะเป็นแผลและมีก้อนนูนผิดปกติ ขนาดประมาณ 2 × 3 เซนติเมตร อยู่ห่างจากขอบทวารหนักประมาณ 8 เซนติเมตร ผลตรวจชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็น มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา หรือมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ต่อม

แพทย์ประเมินร่วมกับผลตรวจร่างกายและภาพถ่ายทางการแพทย์ ก่อนวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งไส้ตรงระยะเริ่มต้น ไส้ตรงเป็นช่วงท้ายของลำไส้ใหญ่ก่อนถึงทวารหนัก จึงควรแยกชื่อโรคนี้ออกจากมะเร็งทวารหนักซึ่งเป็นคนละตำแหน่ง ทีมรักษาจึงวางแผนผ่าตัดโดยพิจารณาทั้งตำแหน่งก้อน ระยะโรค และความปลอดภัยของผู้ป่วย

ก้อนเล็กแต่ผ่าตัดไม่ง่าย ใช้สารเรืองแสงร่วมกับหุ่นยนต์ช่วยระบุตำแหน่ง

ตามข้อมูลที่นำมาเรียบเรียง นายแพทย์ตรัน ดินห์ ตัน อธิบายว่า ก้อนมะเร็งมีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้ระบุตำแหน่งจากภายนอกลำไส้ระหว่างผ่าตัดได้ยาก ทีมแพทย์จึงใช้ สารอินโดไซยานีนกรีน หรือ ICG ร่วมกับระบบผ่าตัดหุ่นยนต์ Da Vinci Xi สัญญาณเรืองแสงช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นตำแหน่งรอยโรค และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางน้ำเหลืองเพื่อประกอบการกำหนดขอบเขตการผ่าตัด

การมองเห็น ICG ใช้ระบบถ่ายภาพเรืองแสงด้วยแสงใกล้อินฟราเรด ไม่ใช่การเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี ไส้ตรงอยู่ลึกในอุ้งเชิงกราน ซึ่งมีพื้นที่ทำงานจำกัดและมีอวัยวะสำคัญอยู่ใกล้กัน ระบบหุ่นยนต์ช่วยให้แพทย์เห็นภาพขยายและควบคุมเครื่องมือเพื่อเลาะเนื้อเยื่อ ตัด และเย็บในพื้นที่ดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยศัลยแพทย์ และต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย การตัดสินใจรักษายังต้องอาศัยการประเมินก้อนมะเร็ง ระยะโรค และกายวิภาคอย่างรอบด้าน เป้าหมายคือการรักษาตามหลักมะเร็งวิทยาควบคู่กับความปลอดภัย ไม่ใช่เลือกวิธีผ่าตัดจากความทันสมัยของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว

ถ่ายเป็นเลือด ไม่ได้แปลว่าเป็นริดสีดวงเสมอไป

สมาคมมะเร็งอเมริกันระบุว่า เลือดออกทางทวารหนักหรือเลือดปนในอุจจาระเป็นอาการหนึ่งที่พบได้ในมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง แต่ยังอาจเกิดจากริดสีดวง การติดเชื้อ หรือโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้ลักษณะเลือดหรือประวัติริดสีดวงวินิจฉัยสาเหตุด้วยตัวเอง ผู้ที่พบเลือดออกควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

อาการที่ควรแจ้งแพทย์เพิ่มเติม ได้แก่ ท้องผูกหรือท้องเสียที่เปลี่ยนไปจากเดิม รู้สึกถ่ายไม่สุด ปวดท้องต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอ่อนเพลียผิดปกติ อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง แต่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าควรตรวจอะไรต่อ การตรวจอาจรวมถึงการส่องกล้องและเก็บชิ้นเนื้อ ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของแต่ละคน

ใครบ้างมีความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง?

ความเสี่ยงของโรคเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งอายุ พฤติกรรมสุขภาพ ประวัติโรค และพันธุกรรม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็ง และผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวก็อาจป่วยได้ การรู้ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนคัดกรองและการติดตามสุขภาพร่วมกับแพทย์

  • อาหารและพฤติกรรม: การรับประทานเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปเป็นประจำในปริมาณมาก การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกิน และการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ล้วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
  • ประวัติติ่งเนื้อ: ติ่งเนื้อชนิดอะดีโนมาบางชนิดอาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และความผิดปกติของเซลล์
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง: ผู้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลหรือโรคโครห์นที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่ อาจต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษตามคำแนะนำแพทย์
  • ประวัติครอบครัวและพันธุกรรม: การมีพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง รวมถึงกลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome, FAP, Gardner syndrome และ Peutz-Jeghers syndrome อาจเพิ่มความเสี่ยง

พบอาการผิดปกติ ควรตรวจหาสาเหตุ ไม่รอให้ถึงวัยคัดกรอง

การคัดกรองเป็นการตรวจในคนที่ยังไม่มีอาการ ส่วนการตรวจเมื่อถ่ายเป็นเลือดเป็นการหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้มีอาการจึงควรพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุที่กำหนดสำหรับการคัดกรอง สำหรับผู้ไม่มีอาการแต่มีประวัติครอบครัว ติ่งเนื้อ หรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เรื่องช่วงเวลาและวิธีตรวจที่เหมาะสม

กรณีชายวัย 48 ปีรายนี้มีจุดเริ่มต้นจากการเข้ารับการตรวจหลังถ่ายเป็นเลือด จนนำไปสู่การพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นและวางแผนรักษาได้ สิ่งที่ควรจำจึงไม่ใช่ว่าถ่ายเป็นเลือดทุกครั้งคือมะเร็ง แต่คือ อย่าสรุปว่าเป็นริดสีดวงเหมือนเดิมโดยยังไม่ได้ตรวจ การทราบสาเหตุให้ชัดเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้ได้รับการดูแลตรงกับโรคและทันเวลา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล