เคล็ดลับง่ายๆ ใช้แค่ "แก้วน้ำ+เหรียญ" ป้องกันค่าไฟรั่ว เช็กสภาพตู้เย็นด้วยตนเอง!

เคล็ดลับง่ายๆ ใช้แค่ "แก้วน้ำ+เหรียญ" ป้องกันค่าไฟรั่ว เช็กสภาพตู้เย็นด้วยตนเอง!

เคล็ดลับง่ายๆ ใช้แค่ "แก้วน้ำ+เหรียญ" ป้องกันค่าไฟรั่ว เช็กสภาพตู้เย็นด้วยตนเอง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ก่อนออกเที่ยวหลายวัน อย่าลืมวางแก้วน้ำในช่องฟรีซ วิธีง่ายๆ ช่วยเช็กว่าตู้เย็นเคยไฟดับหรือไม่

ก่อนออกเดินทางไปเที่ยวหรือทำงานต่างจังหวัดหลายวัน นอกจากล็อกบ้าน ปิดน้ำ ปิดไฟ และจัดการอาหารสดแล้ว อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ อาหารที่เก็บอยู่ในช่องแช่แข็ง เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าระหว่างที่ไม่มีใครอยู่บ้าน ตู้เย็นอาจเกิดไฟดับหรือหยุดทำงานชั่วคราวหรือไม่

ที่น่ากังวลคือ หากไฟดับนานจนอาหารเริ่มละลาย แล้วไฟกลับมาเป็นปกติ ตู้เย็นก็จะกลับมาทำงานและทำให้อาหารแข็งตัวอีกครั้ง เมื่อกลับถึงบ้าน เราอาจเห็นเพียงอาหารที่ยังแข็งอยู่และคิดว่าทุกอย่างปกติดี ทั้งที่ในระหว่างนั้นอุณหภูมิอาจเคยสูงขึ้นมาแล้ว

มีวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เรามี “สัญญาณเตือน” เพิ่มขึ้นมาได้ เพียงใช้แก้วน้ำ 1 ใบ น้ำเปล่า และเหรียญ 1 เหรียญ ก่อนออกจากบ้าน

วิธีทำ “แก้วน้ำ + เหรียญ” เช็กตู้แช่แข็ง

  1. นำแก้วหรือภาชนะขนาดเล็กที่เหมาะกับช่องแช่แข็งมา 1 ใบ
  2. เติมน้ำลงไป โดยไม่ต้องเต็มจนถึงขอบแก้ว
  3. นำไปแช่ช่องฟรีซจนกระทั่งน้ำกลายเป็นน้ำแข็งแข็งตัวทั้งหมด
  4. เมื่อกลายเป็นก้อนน้ำแข็งแล้ว ให้วาง เหรียญสะอาด 1 เหรียญ ไว้บนผิวน้ำแข็ง
  5. วางแก้วไว้ในช่องแช่แข็งตลอดระยะเวลาที่ไม่อยู่บ้าน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ให้เปิดช่องแช่แข็งและสังเกตตำแหน่งของเหรียญ หากเหรียญยังอยู่บริเวณด้านบนของก้อนน้ำแข็ง ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าก้อนน้ำแข็งละลายลงไปมากจนทำให้เหรียญจมลึก

แต่ถ้าพบว่า เหรียญจมลงไปอยู่ตรงกลางหรือใกล้ก้นแก้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าก้อนน้ำแข็งเคยละลายตัวลงบางส่วนหรือมากพอที่เหรียญจะเคลื่อนตัวลงไป ก่อนที่น้ำจะกลับมาแข็งตัวอีกครั้ง

ทำไมวิธีนี้ถึงช่วยจับสัญญาณไฟดับได้?

หลักการของวิธีนี้ไม่ได้ซับซ้อน แก้วน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งทำหน้าที่คล้าย “ตัวบันทึกเหตุการณ์” แบบง่ายๆ หากช่องแช่แข็งยังคงรักษาอุณหภูมิต่ำได้อย่างต่อเนื่อง น้ำแข็งก็จะคงสภาพเดิมและเหรียญจะอยู่ด้านบน

แต่หากตู้เย็นหยุดทำความเย็นเป็นเวลานาน อุณหภูมิภายในจะค่อยๆ สูงขึ้นจนก้อนน้ำแข็งเริ่มละลาย เหรียญที่วางอยู่ด้านบนก็จะค่อยๆ จมลงไป เมื่อระบบไฟฟ้ากลับมาและน้ำแข็งแข็งตัวอีกครั้ง เหรียญจึงอาจถูก “แช่แข็ง” อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลง

ดังนั้น เมื่อกลับมาบ้านแล้วพบว่าเหรียญจมลงไป จึงควรถือเป็น สัญญาณให้ตรวจสอบอาหารในช่องฟรีซอย่างละเอียด แทนที่จะดูเพียงว่าอาหารยังแข็งอยู่หรือไม่

แต่เหรียญจม ไม่ได้แปลว่าอาหารเสียทันที

สิ่งสำคัญคือ วิธีแก้วน้ำกับเหรียญ ไม่ใช่อุปกรณ์วัดความปลอดภัยของอาหาร และไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าตู้เย็นไฟดับนานกี่ชั่วโมง หรืออาหารมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึงระดับใด

หากพบว่าเหรียญเปลี่ยนตำแหน่ง ควรนำข้อมูลนี้มาประกอบกับการตรวจสอบอาหารและสถานการณ์อื่นๆ เช่น อาหารยังมีผลึกน้ำแข็งอยู่หรือไม่ และทราบหรือไม่ว่าตู้เย็นหยุดทำความเย็นเป็นเวลานานเพียงใด

ตามคำแนะนำของ USDA ช่องแช่แข็งที่เต็มและไม่ได้เปิดประตูสามารถรักษาอาหารให้เย็นได้ประมาณ 48 ชั่วโมง ส่วนช่องแช่แข็งที่มีอาหารอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งอาจรักษาความเย็นได้ประมาณ 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณอาหาร อุณหภูมิภายนอก และการเปิด-ปิดประตู

สำหรับอาหารที่ยังมี ผลึกน้ำแข็งอยู่ หรือมีอุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส USDA ระบุว่าสามารถนำกลับไปแช่แข็งหรือปรุงอาหารได้ แต่คุณภาพของอาหารบางชนิดอาจลดลง ส่วนอาหารที่เน่าเสียง่ายซึ่งอยู่ในอุณหภูมิสูงกว่า 4 องศาเซลเซียสนานเกินประมาณ 2 ชั่วโมง ควรทิ้งเพื่อความปลอดภัย

อย่าดมอาหารแล้วตัดสินว่า “ยังกินได้”

อีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การใช้กลิ่น สี หรือรูปลักษณ์ของอาหารเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียวว่าอาหารยังปลอดภัยหรือไม่ เพราะอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อก่อโรคบางชนิดอาจยังดูและมีกลิ่นเป็นปกติได้

ดังนั้น หากไม่ทราบแน่ชัดว่าอาหารเคยอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่ปลอดภัยนานเท่าไร และมีเหตุให้สงสัยว่าตู้เย็นเคยหยุดทำความเย็นเป็นเวลานาน การเลือกทิ้งอาหารที่มีความเสี่ยงอาจปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และอาหารปรุงสุกที่เน่าเสียง่าย

ก่อนออกจากบ้านครั้งหน้า ลองทำไว้ได้เลย

วิธีแก้วน้ำกับเหรียญเป็นเพียงเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้เรามี “เบาะแส” เพิ่มขึ้นเมื่อกลับถึงบ้าน โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางหลายวันและมีอาหารแช่แข็งจำนวนมากอยู่ในตู้เย็น

เพียงแช่น้ำให้แข็ง วางเหรียญไว้ด้านบน แล้วทิ้งไว้ในช่องฟรีซ หากกลับมาแล้วพบว่าเหรียญจมลงไป ก็อย่าเพิ่งคิดว่าอาหารทุกอย่างเสียหรือยังปลอดภัยทันที แต่ให้ใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อประเมินเหตุการณ์และตรวจสอบอาหารอย่างรอบคอบก่อนนำมารับประทาน

สรุป: แก้วน้ำกับเหรียญไม่ได้ช่วยบอกว่าอาหาร “กินได้หรือไม่ได้” โดยตรง แต่เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้รู้ว่าก้อนน้ำแข็งอาจเคยละลายระหว่างที่เราไม่อยู่บ้านหรือไม่ หากเดินทางหลายวันและเป็นห่วงอาหารในช่องฟรีซ วิธีนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำได้ง่ายและแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล