หญิงตับอักเสบรุนแรง หลังกิน "ผลไม้ชนิดนี้" พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน!

หญิงตับอักเสบรุนแรง หลังกิน "ผลไม้ชนิดนี้" พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน!

หญิงตับอักเสบรุนแรง หลังกิน "ผลไม้ชนิดนี้" พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หญิงวัย 30 ปี ตับอักเสบรุนแรง หลังทาน “ทุเรียน” พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน

หญิงชาวจีนวัยประมาณ 30 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ภายหลังรับประทานทุเรียนและดื่มสุราในช่วงเวลาใกล้กัน ตรวจพบค่าการทำงานของตับผิดปกติสูงกว่าปกติหลายสิบเท่า แพทย์เตือนควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ทุเรียน” เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยรสชาติหวานมันและกลิ่นเฉพาะตัว แต่เนื่องจากมีพลังงานและน้ำตาลค่อนข้างสูง หลายคนจึงมักได้รับคำแนะนำให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง คือการรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายรายแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเพิ่มภาระต่อกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย

หญิงจีนวัย 30 ปี มีอาการหนักหลังทานทุเรียนและดื่มสุรา

รายงานจากประเทศจีนระบุว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนานจิง ประเทศจีน ได้รับผู้ป่วยหญิงวัยประมาณ 30 ปี หลังมีอาการผิดปกติอย่างรวดเร็วภายหลังรับประทานทุเรียนและดื่มสุรา

ผู้ป่วยรายนี้รับประทานทุเรียนประมาณ 2 พู จากนั้นผ่านไปมากกว่า 1 ชั่วโมง จึงดื่มเหล้าขาวที่มีความเข้มข้นประมาณ 40 ดีกรี ปริมาณราว 200 มิลลิลิตร

วันถัดมา หญิงรายนี้เริ่มมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน อาการรุนแรงขึ้นจนต้องเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าค่าการทำงานของตับเพิ่มสูงผิดปกติเกือบ 100 เท่า สะท้อนถึงภาวะตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

แม้อาการสำคัญบางอย่างจะเริ่มดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แต่แพทย์ยังคงต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ป่วยยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง

ทำไมทุเรียนกับแอลกอฮอล์จึงควรหลีกเลี่ยง?

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ทุเรียนมีสารประกอบกลุ่มกำมะถัน (Sulfur compounds) ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย

โดยปกติ เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ สารเอทานอล (Ethanol) จะถูกเปลี่ยนผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ก่อนถูกกำจัดออก โดยหนึ่งในสารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้คือ “อะซีตัลดีไฮด์” (Acetaldehyde)

หากกระบวนการเผาผลาญถูกรบกวน อาจทำให้สารดังกล่าวสะสมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบาย เช่น ใจเต้นเร็ว หน้าแดง คลื่นไส้ อึดอัด หรือหายใจลำบากได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่กินทุเรียนแล้วดื่มแอลกอฮอล์จะเกิดอาการรุนแรงเสมอไป เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ สุขภาพของแต่ละคน และความสามารถในการเผาผลาญของร่างกาย

เพื่อความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แยกระยะเวลาระหว่างการรับประทานทุเรียนและการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แทนที่จะรับประทานใกล้กัน

ไม่ใช่แค่ทุเรียน อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างก็อาจมีผลต่อสุขภาพเมื่อกินคู่กัน

กาแฟ + บุหรี่ เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

หลายคนมีพฤติกรรมดื่มกาแฟพร้อมสูบบุหรี่เพื่อเพิ่มความตื่นตัว โดยเฉพาะช่วงทำงานหนักหรือพักผ่อนน้อย

แต่ทั้งคาเฟอีนในกาแฟและนิโคตินในบุหรี่ต่างมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ การใช้ร่วมกันอาจส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และเพิ่มภาระให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น ไม่ควรมองว่ากาแฟและบุหรี่เป็นเพียงตัวช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า โดยมองข้ามผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

นม + ยาบางชนิด อาจลดประสิทธิภาพของยา

หลายคนเลือกดื่มนมเพื่อกลบความขมของยา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ยาทุกชนิดที่สามารถรับประทานพร้อมนมได้

แคลเซียมและแร่ธาตุบางชนิดในนม อาจจับกับสารออกฤทธิ์ของยาบางประเภท ทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้น้อยลง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษา

โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม เช่น ควิโนโลน (Quinolone) และเตตราไซคลีน (Tetracycline) รวมถึงยารักษาโรคกระดูกพรุนบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับช่วงเวลาการรับประทานร่วมกับผลิตภัณฑ์จากนม

น้ำเกรปฟรุต + ยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง

แม้น้ำผลไม้จะดูเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่บางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาได้ โดยเฉพาะน้ำเกรปฟรุต (Grapefruit juice)

สารประกอบในเกรปฟรุตสามารถส่งผลต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย เช่น CYP3A4 ทำให้ระดับยาบางชนิดในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียง

ผู้ที่ใช้ยาบางประเภท เช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด หรือยากดภูมิคุ้มกันหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานเกรปฟรุต

กินอาหารอย่างไรให้ปลอดภัย?

แม้อาหารหลายชนิดจะมีประโยชน์ แต่การรับประทานร่วมกันบางรูปแบบอาจส่งผลต่อร่างกายได้ ดังนั้น หากมีโรคประจำตัว รับประทานยาเป็นประจำ หรือไม่แน่ใจว่าอาหารและเครื่องดื่มชนิดใดสามารถรับประทานร่วมกันได้ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตื่นตระหนกกับอาหารเพียงชนิดเดียว แต่ควรรับประทานอย่างเหมาะสม รู้ปริมาณ และใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย เพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล