7 ปีสะเทือนโลก! สั่งประหารอดีตครูใหญ่ ลวงเผานร.วัย 16 หลังไม่ถอนแจ้งความคดีล่วงละเมิดฯ

ศาลสูงบังกลาเทศยืนโทษประหารชีวิตอดีตครูใหญ่-ผู้ร่วมก่อเหตุ คดีฆ่าเผาสาววัย 16 หลังไม่ยอมถอนแจ้งความคดีล่วงละเมิดทางเพศ
ศาลสูงบังกลาเทศมีคำพิพากษายืนโทษประหารชีวิตอดีตครูใหญ่และผู้ร่วมก่อเหตุ ในคดีสังหาร “นุสรัต จาฮาน ราฟี” นักเรียนหญิงที่ถูกลวงไปทำร้าย หลังยืนยันไม่ถอนข้อกล่าวหาว่าถูกคุกคามทางเพศ ขณะเดียวกัน ศาลลดโทษจำเลย 4 คนเหลือจำคุกตลอดชีวิต และยกฟ้องอีก 10 คน หลังพิจารณาบทบาทและพยานหลักฐานของแต่ละคนใหม่
คดีของนุสรัต จาฮาน ราฟี กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ศาลสูงบังกลาเทศมีคำพิพากษาคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนสอนศาสนาในเมืองโซนากาซี เขตเฟนี เมื่อปี 2562 คดีนี้เริ่มจากการที่นักเรียนหญิงคนหนึ่งตัดสินใจแจ้งความต่อผู้มีอำนาจในสถานศึกษา ก่อนต้องเผชิญทั้งแรงกดดัน การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และแผนสังหารเพื่อบังคับให้เธอเงียบ
ศาลสูงบังกลาเทศยืนโทษประหารอดีตครูใหญ่และผู้ร่วมก่อเหตุ
จำเลย 2 คนที่ศาลสูงยืนโทษประหารชีวิต ได้แก่ เอสเอ็ม ซิราจ อุด เดาลา อดีตครูใหญ่โรงเรียน Sonagazi Islamia Fazil Madrasa และชาฮาดัต ฮอสเซน ชามิม ส่วนจำเลยอีก 4 คนได้รับการลดโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่อีก 10 คนได้รับการยกฟ้อง
คำพิพากษาครั้งนี้แตกต่างจากคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซึ่งสั่งประหารชีวิตจำเลยทั้ง 16 คน ศาลสูงเห็นว่าการลงโทษจำเลยทั้งหมดในระดับเดียวกัน โดยไม่ได้พิจารณาบทบาทและน้ำหนักของพยานหลักฐานแยกเป็นรายบุคคลอย่างเพียงพอ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ศาลสูงยังสั่งให้กระทรวงกฎหมายดำเนินการถอนอำนาจพิจารณาคดีอาญาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ออกคำตัดสินดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้ใช้ดุลพินิจทางตุลาการอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ทนายความของจำเลยที่ยังถูกตัดสินประหารชีวิตระบุว่ายังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อแผนกอุทธรณ์ของศาลฎีกาบังกลาเทศได้
จุดเริ่มต้นคดีนุสรัต จาฮาน ราฟี จากการแจ้งข้อกล่าวหาอดีตครูใหญ่
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 นุสรัตเดินทางไปสถานีตำรวจพร้อมครอบครัว เพื่อแจ้งความกล่าวหาว่าซิราจเรียกเธอเข้าไปในห้องทำงานภายในโรงเรียน ก่อนคุกคามทางเพศ การดำเนินคดีของครอบครัวนำไปสู่การจับกุมอดีตครูใหญ่รายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการให้ปากคำ นุสรัตกลับไม่ได้รับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวตามที่ผู้เสียหายควรได้รับ หัวหน้าสถานีตำรวจโซนากาซีในขณะนั้นใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกวิดีโอ แม้เธอจะแสดงท่าทีไม่ยินยอมและพยายามปิดบังใบหน้า ก่อนที่คลิปจะถูกนำไปเผยแพร่บนโลกออนไลน์
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นุสรัตต้องเผชิญกับการละเมิดซ้ำและแรงกดดันจากสังคม ต่อมาตำรวจนายดังกล่าวถูกดำเนินคดี และศาลไซเบอร์ในกรุงธากาพิพากษาจำคุก 8 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 จากการบันทึกและเผยแพร่คลิปโดยมิชอบ
ไม่ยอมถอนแจ้งความ ก่อนถูกลวงขึ้นดาดฟ้าโรงเรียน
หลังอดีตครูใหญ่ถูกจับกุม กลุ่มผู้สนับสนุนยังคงเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปล่อยตัว พร้อมกดดันให้นุสรัตถอนคดี แต่เธอยืนยันเดินหน้าตามกระบวนการยุติธรรมและไม่ยอมเปลี่ยนคำให้การ
เช้าวันที่ 6 เมษายน 2562 นุสรัตเดินทางกลับไปยังโรงเรียนเพื่อเข้าสอบตามกำหนด ก่อนมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งบอกว่ามีเพื่อนกำลังถูกทำร้ายอยู่บนดาดฟ้า เมื่อเธอขึ้นไปตรวจสอบ กลับพบกลุ่มผู้ก่อเหตุรออยู่และยื่นเงื่อนไขให้ถอนข้อกล่าวหาต่ออดีตครูใหญ่
เมื่อนุสรัตปฏิเสธ กลุ่มผู้ก่อเหตุจึงจับตัวเธอและจุดไฟเผา พร้อมพยายามจัดฉากให้ดูเหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย แม้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่นุสรัตยังสามารถออกมาขอความช่วยเหลือได้ ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล Dhaka Medical College Hospital ในกรุงธากา
คำให้การก่อนเสียชีวิต กลายเป็นหลักฐานสำคัญของคดี
นุสรัตได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้ประมาณร้อยละ 80 ของร่างกาย ระหว่างถูกนำตัวส่งรักษา พี่ชายได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกคำพูดของเธอเอาไว้ โดยเธอยังคงยืนยันข้อกล่าวหาต่ออดีตครูใหญ่ พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
คำให้การดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของคดี นุสรัตเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 หรือ 4 วันหลังเกิดเหตุ ท่ามกลางความโกรธแค้นของประชาชนและการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมในหลายพื้นที่ของบังกลาเทศ
ผลสอบชี้อดีตครูใหญ่มีส่วนวางแผนจากในเรือนจำ
ผลการสอบสวนระบุว่า เหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจเฉพาะหน้าของผู้ลงมือเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแผนที่มีการเตรียมการล่วงหน้า พนักงานสอบสวนพบว่า ซิราจซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ มีส่วนสั่งการให้ผู้สนับสนุนกดดันนุสรัตให้ถอนคดี และหากเธอไม่ยอม ให้ลงมือสังหารก่อนจัดฉากเป็นการฆ่าตัวตาย
ผู้ที่ถูกดำเนินคดีมีทั้งอดีตครูใหญ่ บุคลากรของโรงเรียน นักเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลคดีปราบปรามการกดขี่สตรีและเด็กในเมืองเฟนี ก่อนศาลชั้นต้นจะพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้ง 16 คน หลังเกิดเหตุประมาณ 6 เดือน
เหตุใดศาลสูงจึงลดโทษ 4 คน และยกฟ้อง 10 คน?
ศาลสูงพิจารณาคำรับรองโทษประหารชีวิตควบคู่กับคำอุทธรณ์ของจำเลย โดยตรวจสอบทั้งคำรับสารภาพ พยานแวดล้อม และระดับการมีส่วนร่วมของแต่ละคน ศาลเห็นว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะยืนโทษประหารชีวิตซิราจและชาฮาดัต แต่ไม่เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยทั้ง 16 คนด้วยโทษสูงสุดในระดับเดียวกัน
ศาลจึงลดโทษจำเลย 4 คนเหลือจำคุกตลอดชีวิต และยกฟ้องอีก 10 คน การเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่สะท้อนหลักการที่ว่าศาลต้องพิจารณาความผิดและพยานหลักฐานของจำเลยแต่ละคนแยกจากกัน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี