เกิดอะไรขึ้นกับ "ศพ 200 ร่าง" ที่ถูกทิ้งไว้บนยอดเขาเอเวอเรสต์ ทำไมนำกลับลงมาไม่ได้?

ทำไมศพกว่า 200 ร่างจึงยังอยู่บนเอเวอเรสต์? เปิดเหตุผลที่การนำกลับลงมาแทบเป็นไปไม่ได้
เปิดเรื่องราวชวนขนลุกของศพนักปีนเขาที่เสียชีวิตบนยอดเอเวอเรสต์ เหตุใดจึงยังมีร่างกว่า 200 ร่างอยู่บนภูเขา และเกิดอะไรขึ้นกับศพเหล่านี้หลังผ่านไปหลายสิบปี
ภูเขาเอเวอเรสต์ ได้ชื่อว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ที่นี่กลับถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน “สุสานกลางแจ้ง” ที่น่ากลัวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นับตั้งแต่เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และเทนซิง นอร์เกย์ ประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาแห่งนี้ในปี 1953 มีนักปีนเขาหลายพันคนพยายามเดินตามรอยพวกเขา แต่บางคนกลับไม่มีโอกาสได้เดินทางกลับลงมา
สภาพอากาศสุดขั้ว ออกซิเจนที่เบาบาง และภูมิประเทศอันตราย ทำให้การกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเอเวอเรสต์เป็นภารกิจที่ยากและมีความเสี่ยงสูง จึงมีศพจำนวนมากที่ยังคงอยู่บนภูเขาแห่งนี้มานานหลายสิบปี
บนเอเวอเรสต์มีศพเหลืออยู่กี่ร่าง?
ตลอดประวัติศาสตร์การปีนเขาเอเวอเรสต์ มีผู้เสียชีวิตจากการพยายามพิชิตยอดเขามากกว่า 300 คน และมีการประเมินว่ายังมีศพประมาณ 200 ร่าง ที่ยังคงอยู่บนภูเขา เนื่องจากการนำร่างลงมาจากพื้นที่สูงเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก
บางร่างถูกพบในเส้นทางปีนเขา ขณะที่บางร่างถูกหิมะและน้ำแข็งปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น ทำให้แม้แต่การระบุตำแหน่งของผู้เสียชีวิตก็ยังเป็นเรื่องยาก
ทำไมศพเหล่านี้จึงไม่ถูกนำลงจากภูเขา?
เหตุผลสำคัญไม่ได้เกิดจากการละเลยผู้เสียชีวิต แต่เป็นเพราะการกู้ร่างบนเอเวอเรสต์อาจเป็นภารกิจที่เสี่ยงถึงชีวิต โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า “โซนมรณะ” (Death Zone) ซึ่งอยู่สูงกว่า 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ในพื้นที่ดังกล่าว นักปีนเขาต้องเผชิญกับออกซิเจนที่เบาบาง อุณหภูมิต่ำมาก ลมแรง และภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหน้าผาสูงชัน การเคลื่อนย้ายร่างของคนที่เสียชีวิตแล้วจึงต้องใช้ทั้งกำลังคน อุปกรณ์เฉพาะทาง และเวลาจำนวนมาก
นอกจากนี้ ศพที่อยู่บนภูเขามานานอาจถูกน้ำแข็งยึดติดกับพื้นหรือซอกหิน ทำให้การนำออกมาเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น และทุกขั้นตอนอาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับทีมกู้ภัยเอง
ศพบนเอเวอเรสต์ย่อยสลายหรือไม่?
อุณหภูมิที่หนาวเย็นจัดและสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำสามารถชะลอกระบวนการย่อยสลายของร่างกายได้อย่างมาก โดยเฉพาะศพที่ถูกหิมะและน้ำแข็งปกคลุมเป็นเวลานาน
ด้วยเหตุนี้ ศพของนักปีนเขาบางรายจึงยังคงสภาพอยู่เป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี แตกต่างจากศพที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไปอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สภาพของแต่ละร่างขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เสียชีวิต สภาพอากาศ และการถูกปกคลุมด้วยหิมะหรือน้ำแข็ง
ภารกิจกู้ศพมีราคาสูงและเสี่ยงต่อชีวิต
แม้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมากต้องการนำร่างหรืออัฐิของคนที่รักกลับบ้าน แต่การกู้ศพจากเอเวอเรสต์กลับเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก ทีมกู้ภัยต้องขึ้นไปยังพื้นที่ที่แม้แต่นักปีนเขาที่มีประสบการณ์ยังต้องระมัดระวังอย่างสูง
นอกจากความเสี่ยงแล้ว ค่าใช้จ่ายในการกู้ร่างยังอาจสูงถึงหลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ และในภารกิจที่ซับซ้อนอาจสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากต้องใช้ทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และการวางแผนอย่างละเอียด
จึงเกิดคำถามด้านจริยธรรมตามมาว่า การนำศพลงมาจากภูเขาควรดำเนินการต่อไปหรือไม่ หากภารกิจนั้นอาจทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มเติม
“Rainbow Valley” สุสานกลางแจ้งบนยอดเอเวอเรสต์
หนึ่งในพื้นที่ที่มีชื่อเสียงจากศพของนักปีนเขาคือบริเวณที่ถูกเรียกว่า Rainbow Valley ซึ่งตั้งอยู่ในเขตโซนมรณะ ชื่อนี้มาจากสีสันของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ของนักปีนเขาที่เสียชีวิตและยังคงปรากฏอยู่ท่ามกลางหิมะ
บริเวณโซนมรณะมีออกซิเจนเพียงประมาณหนึ่งในสามของระดับน้ำทะเล ร่างกายจึงทำงานได้อย่างยากลำบาก นักปีนเขาอาจเกิดอาการอ่อนแรง สับสน สูญเสียการทรงตัว และมีความเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากความสูง
ด้วยเหตุนี้ นักปีนเขาจึงพยายามใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้น้อยที่สุด เพราะทุกชั่วโมงที่ผ่านไปหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตที่เพิ่มขึ้น และหากเกิดเหตุร้ายขึ้นในบริเวณนี้ การช่วยเหลือก็ทำได้ยากกว่าพื้นที่ด้านล่างอย่างมาก
มีการสร้างอนุสรณ์ให้กับผู้เสียชีวิตหรือไม่?
แม้การนำศพกลับลงมาจะทำได้ยาก แต่ผู้เสียชีวิตจากเอเวอเรสต์ไม่ได้ถูกลืมทั้งหมด บริเวณ Everest Base Camp และพื้นที่โดยรอบมีอนุสรณ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักปีนเขาที่เสียชีวิตระหว่างการพิชิตยอดเขา
อนุสรณ์เหล่านี้เป็นสถานที่ที่ครอบครัว เพื่อนร่วมทีม และนักปีนเขาคนอื่น ๆ สามารถใช้รำลึกถึงผู้ที่จากไป แม้ร่างของพวกเขาจะยังคงอยู่บนภูเขาก็ตาม
ห้ามถ่ายภาพศพบนเอเวอเรสต์หรือไม่?
เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะในอดีตมีศพของนักปีนเขาหลายรายที่ถูกบันทึกภาพเอาไว้ เช่น Green Boots, Hannelore Schmatz และ George Mallory ภาพเหล่านี้บางส่วนถูกเผยแพร่ในบริบทของข่าวสารหรือประวัติศาสตร์การปีนเขา
อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพผู้เสียชีวิตยังคงเป็นประเด็นด้านจริยธรรม นักปีนเขาบางคนมองว่าการบันทึกภาพสามารถช่วยบอกเล่าเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของเอเวอเรสต์ ขณะที่อีกหลายคนมองว่าการไม่ถ่ายภาพและให้ความเคารพต่อผู้เสียชีวิตเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า
ดังนั้น แม้ประเด็นนี้จะไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าผู้ที่อยู่ในภาพคือบุคคลที่เสียชีวิตและมีครอบครัวหรือคนที่รักอยู่เบื้องหลัง
โลกร้อนทำให้ศพบนเอเวอเรสต์ปรากฏมากขึ้น?
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้หิมะและน้ำแข็งบางส่วนบนเอเวอเรสต์ละลายมากขึ้น ทำให้ศพและสิ่งของที่เคยถูกฝังอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งเริ่มปรากฏให้เห็น
ในปี 2024 มีรายงานว่าพบศพหลายร่างหลังจากน้ำแข็งและหิมะละลาย โดยทีมสำรวจระบุว่าการลดลงของชั้นหิมะทำให้สิ่งที่เคยถูกซ่อนอยู่ใต้ภูเขาเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องราวของนักปีนเขาที่เสียชีวิต แต่ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ทำให้เห็นถึงผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อภูมิประเทศบนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
ระบุตัวตนของศพเหล่านี้ได้อย่างไร?
ในบางกรณี นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่สามารถใช้ DNA เอกสารประจำตัว หรือสิ่งของที่พบติดตัว เพื่อช่วยระบุว่าผู้เสียชีวิตคือใคร แต่การระบุตัวตนไม่ได้สามารถทำได้ในทุกกรณี
เนื่องจากศพบางร่างอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก หรือได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถเก็บหลักฐานที่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบได้ ผู้เสียชีวิตบางรายจึงยังคงไม่มีการยืนยันตัวตนอย่างแน่ชัด
เอเวอเรสต์ไม่ได้มีเพียงเรื่องของชัยชนะ
สำหรับคนจำนวนมาก เอเวอเรสต์อาจเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความกล้าหาญ และความพยายามในการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภูเขาแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่เตือนให้เห็นถึงความเปราะบางของชีวิต
ศพหลายร้อยร่างที่ยังคงอยู่บนเอเวอเรสต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวน่าสะพรึงกลัว แต่ยังเป็นอนุสรณ์ของผู้คนที่เคยมีความฝันที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และเป็นเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติบนพื้นที่แห่งนี้ยังคงทรงพลังและอันตรายอย่างยิ่ง
- ขนลุก! ภูเขาน้ำแข็ง "คาย" ร่างชายหายสาบสูญ 28 ปี สภาพแทบไม่เชื่อสายตา ไม่เหมือนศพ!!
- เปิดเรื่องราว "ผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย" ทารกน้อยวัย 3 เดือน จากโศกนาฏกรรมเรือไททานิก

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี