แครอท VS มันหวาน ศึกผักสีส้มตัวท็อป กินอะไีรบำรุง "สายตา-หัวใจ" ได้เหนือกว่า?

แครอท VS มันหวาน ศึกผักสีส้มตัวท็อป กินอะไีรบำรุง "สายตา-หัวใจ" ได้เหนือกว่า?

แครอท VS มันหวาน ศึกผักสีส้มตัวท็อป กินอะไีรบำรุง "สายตา-หัวใจ" ได้เหนือกว่า?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เทียบชัดๆ! แครอท กับ มันเทศหวาน ใครเบต้าแคโรทีนสูงกว่ากัน? พร้อมทริกเลือกกินให้ตรงเป้าสุขภาพ

หากพูดถึงผักสีส้มทรงคุณค่าที่เป็นขวัญใจคนรักสุขภาพ ชื่อของ "แครอท" และ "มันเทศหวาน" (Sweet Potato) จะต้องติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ทั้งคู่แน่นไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ตลอดจนวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ แต่เมื่อต้องวัดกันแบบปอนด์ต่อปอนด์เพื่อสุขภาพสายตาและหัวใจ ชนิดไหนตอบโจทย์มากกว่ากัน?


1. ศึกบำรุงสายตา: ใครคือราชาแห่งเบต้าแคโรทีน?

ทั้งแครอทและมันเทศหวานต่างก็อุดมด้วย "เบต้าแคโรทีน" (Beta-carotene) รงควัตถุสีส้มที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็น วิตามินเอ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการปกป้องดวงตา ป้องกันภาวะสายตาพร่ามัว และลดความเสี่ยงโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมตามวัย (AMD) รวมถึงต้อกระจก

ผู้ชนะด้านปริมาณเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ: มันเทศหวาน

  • มันเทศหวาน (100 กรัม): มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 11,500 ไมโครกรัม และคิดเป็นวิตามินเอที่ร่างกายนำไปใช้ได้ (RAE) 961 ไมโครกรัม
  • แครอท (100 กรัม): มีเบต้าแคโรทีน 8,330 ไมโครกรัม และคิดเป็นวิตามินเอ (RAE) 852 ไมโครกรัม

จุดเด่นของแครอทที่ประมาทไม่ได้: แม้แครอทจะมีเบต้าแคโรทีนน้อยกว่าเล็กน้อย แต่กลับอุดมไปด้วย ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) สารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ช่วยกรองแสงสีฟ้าและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้เป็นอย่างดี


2. ศึกบำรุงหัวใจและหลอดเลือด: ตัวช่วยลดความดันและคอเลสเตอรอล

สำหรับการดูแลสุขภาพหัวใจ ผักทั้งสองชนิดต่างมีคุณประโยชน์ที่ส่งเสริมกันอย่างลงตัว ผ่านสารอาหารสำคัญหลายชนิด:

  • เบต้าแคโรทีน & ไฟเบอร์: ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โพแทสเซียม: ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะในมันเทศหวานที่มีโพแทสเซียมสูงกว่าแครอทเกือบเท่าตัว
  • วิตามินซี: พบมากในมันเทศหวาน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องหลอดเลือดจากการอักเสบ

งานวิจัยระบุว่า ผู้ที่รับประทานแครอทเป็นประจำมักมีอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวต่ำกว่า ขณะที่การศึกษาในมันเทศหวานพบว่า มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจเช่นกัน


3. ตารางเปรียบเทียบโภชนาการ (ต่อปริมาณ 100 กรัม)

สารอาหาร แครอทต้มสุก (100 กรัม) มันเทศหวานอบ (100 กรัม)
พลังงาน (แคลอรี) 35 กิโลแคลอรี 90 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 8.22 กรัม 20.7 กรัม
น้ำตาล 3.45 กรัม 6.48 กรัม
เส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) 3.0 กรัม 3.3 กรัม
โปรตีน 0.76 กรัม 2.0 กรัม
วิตามินเอ (RAE) 852 ไมโครกรัม 961 ไมโครกรัม
วิตามินซี 3.6 มิลลิกรัม 19.6 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 235 มิลลิกรัม 475 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 27 มิลลิกรัม

4. สรุปแล้วควรเลือกกินอะไรดี? เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของคุณ

ไม่มีคำตอบที่แน่นอนว่าชนิดไหน "ดีกว่า" แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางสุขภาพของคุณในขณะนั้น:

เลือก "แครอท" หากเป้าหมายของคุณคือ: คุมน้ำหนัก และ คุมเบาหวาน

  • แคลอรีและน้ำตาลต่ำ: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจำกัดพลังงาน ทานเป็นสแน็คแก้หิวได้ดี
  • ค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่า: ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอย่างช้าๆ เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการคุมน้ำตาลไม่ให้พุ่งสูง
  • ฉ่ำน้ำ: มีปริมาณน้ำสูง ช่วยเพิ่มความสดชื่นและทำให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มแคลอรีส่วนเกิน

เลือก "มันเทศหวาน" หากเป้าหมายของคุณคือ: เพิ่มพลังงาน อิ่มนาน และเสริมภูมิคุ้มกัน

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: ให้พลังงานสม่ำเสมอและยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือใช้แรงงาน
  • อิ่มท้องนานกว่า: ปริมาณโปรตีนและไฟเบอร์ที่สูงกว่า ช่วยให้อิ่มนาน ลดการกินจุกจิกระหว่างวัน
  • เสริมภูมิคุ้มกัน: มีวิตามินซีสูงถึง 19.6 มก. (คิดเป็นเกือบ 30% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน) ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเสริมระบบภูมิต้านทาน

*อ้างอิงข้อมูล: บทความวิเคราะห์โภชนาการจาก Health / ดาต้าเบสอาหาร USDA*

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล