สูตินรีแพทย์มาเผยเอง อาหารชนิดไหนบ้างที่ทำให้ "น้องสาว" มีกลิ่นเปลี่ยนไป?

เผยความลับ! อาหารชนิดไหนบ้างที่ทำให้ "น้องสาว" มีกลิ่นเปลี่ยนไป? สูตินรีแพทย์มีคำตอบ
เรื่องกลิ่นของจุดซ่อนเร้นในสุภาพสตรีมักเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลิ่นของน้องสาวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามอาหารการกินที่รับประทานเข้าไป
ดร. เคท แม็คลีน สูตินรีแพทย์และประธานเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จาก Evvy ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อต่างประเทศว่า ความจริงแล้วกลิ่นที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากช่องคลอดโดยตรง แต่เกิดจากบริเวณโดยรอบที่สัมผัสกับเหงื่อ ปัสสาวะ ตกขาว และการหลั่งของร่างกาย ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปทั้งสิ้น
iStockphoto
ตัวการสำคัญ! อาหารที่ส่งผลให้จุดซ่อนเร้นมีกลิ่นเปลี่ยนไป
หมวดหมู่อาหารหลักๆ ที่มักจะส่งผลต่อกลิ่นของจุดซ่อนเร้น ได้แก่:
- กระเทียมและหัวหอม: มีสารประกอบกำมะถัน (Sulfur) ซึ่งจะหมุนเวียนในกระแสเลือดและถูกขับออกมาทางเหงื่อ ลมหายใจ และสิ่งสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะกระเทียมสดที่จะส่งกลิ่นชัดเจนภายในไม่กี่ชั่วโมง และจะค่อยๆ หายไปเองใน 24–48 ชั่วโมง
- ผักตระกูลกะหล่ำและหน่อไม้ฝรั่ง: บรอกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และหน่อไม้ฝรั่ง มีสารประกอบกำมะถันสูงเช่นกัน ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นคล้ายฉุนหรือกลิ่นกำมะถันชั่วคราว
- เครื่องเทศและอาหารรสเผ็ดจัด: ผงกะหรี่ ยี่หร่า และลูกซัด (Fenugreek) รวมถึงอาหารรสเผ็ด จะกระตุ้นให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้กลิ่นเครื่องเทศเด่นชัดขึ้น
- กาแฟและแอลกอฮอล์: กาแฟกระตุ้นการขับเหงื่อ ส่วนแอลกอฮอล์เมื่อแตกตัวในร่างกายจะปลดปล่อยสารเคมีที่มีกลิ่นออกมาทางเหงื่อและลมหายใจ
กลิ่นแบบไหนคือ "ปกติ"? สับปะรดช่วยให้หวานขึ้นจริงไหม?
ดร. แม็คลีน เน้นย้ำว่า "ช่องคลอดที่สุขภาพดีไม่จำเป็นต้องหอมเหมือนดอกไม้" กลิ่นตามธรรมชาติอาจมีลักษณะเปรี้ยวปนหวานเล็กน้อย กลิ่นคล้ายดิน หรือกลิ่นมัสก์ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามฮอร์โมนในแต่ละช่วงของรอบเดือน ส่วนกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ว่าการกินสับปะรดหรือผลไม้หวานๆ จะช่วยให้น้องสาวมีกลิ่นหวานหรือหอมขึ้นนั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าเป็นความจริง
Dr. Kate McLeanDr. Kate McLean
รับมืออย่างไรเมื่อจุดซ่อนเร้นมีกลิ่นจากอาหาร?
หากพบว่ามีกลิ่นเปลี่ยนแปลงหลังจากรับประทานอาหาร ให้เน้นการดูแลอย่างถูกวิธีดังนี้:
- ปล่อยให้ร่างกายขับออกเอง: ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอด ใช้สเปรย์หอม หรือใช้น้ำยาอนามัยล้าง内部 เพราะช่องคลอดมีระบบทำความสะอาดตัวเองอยู่แล้ว การใช้สารเคมีอาจทำลายสมดุลแบคทีเรียและทำให้กลิ่นแย่ลง
- ห้ามนำอาหารไปทาหรือสวนใส่: ความเชื่อผิดๆ ที่นำกระเทียมหรือสมุนไพรมาทาจุดซ่อนเร้นเพื่อแก้กลิ่น อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและติดเชื้อรุนแรงได้
- ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: การดื่มน้ำและปัสสาวะตามปกติจะช่วยเจือจางและเร่งการขับสารระเหยออกจากร่างกาย
- รักษาความสะอาดภายนอก: สวมใส่กางเกงในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี และรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังออกกำลังกายเพื่อลดการสะสมของเหงื่อ
ทั้งนี้ กลิ่นที่เกิดจากอาหารจะหายไปเองภายใน 1–2 วัน แต่หากพบว่ากลิ่นยังคงอยู่นานเกินกว่านั้น มีกลิ่นคาวเค็มรุนแรงคล้ายกลิ่นปลาเน่า หรือมีอาการร่วม เช่น ตกขาวผิดปกติ แสบ ร้อน หรือคัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (BV) หรือการติดเชื้ออื่นๆ ต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี