กินข้าวเท่ากันทำไมบางคนไม่อ้วน? แพทย์แนะ 3 วิธี คนอ้วนง่าย กินข้าว-แป้งยังไง น้ำหนักไม่เพิ่ม

กินข้าวเท่ากันทำไมบางคนไม่อ้วน? แพทย์แนะ 3 วิธี คนอ้วนง่าย กินข้าว-แป้งยังไง น้ำหนักไม่เพิ่ม

กินข้าวเท่ากันทำไมบางคนไม่อ้วน? แพทย์แนะ 3 วิธี คนอ้วนง่าย กินข้าว-แป้งยังไง น้ำหนักไม่เพิ่ม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กินข้าวเท่ากัน ทำไมบางคนไม่อ้วน? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณข้าว” อย่างเดียว แพทย์แนะ 3 วิธี กินคาร์โบไฮเดรตคุมน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนสองคนกินข้าวชามขนาดใกล้เคียงกัน แต่คนหนึ่งยังรักษารูปร่างได้ ขณะที่อีกคนกลับมีน้ำหนักเพิ่มง่ายกว่า ความแตกต่างนี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า “แป้งกินแล้วอ้วน” และเลือกตัดข้าว เส้น หรือมันฝรั่งออกจากมื้ออาหารทันที

อย่างไรก็ตาม กระบวนการทำงานของร่างกายไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น คาร์โบไฮเดรตไม่ได้เปลี่ยนเป็นไขมันทันทีหลังกลืนข้าวคำสุดท้าย เพราะยังมีทั้งการใช้พลังงาน การเก็บสะสมไกลโคเจน มวลกล้ามเนื้อ และกิจกรรมในแต่ละวันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

กินแป้งแล้วกลายเป็นไขมันทันที จริงหรือ?

เมื่อเรากินข้าว บะหมี่ มันเทศ ขนมปัง หรืออาหารประเภทแป้ง ระบบย่อยอาหารจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคส จากนั้นร่างกายจะนำกลูโคสส่วนหนึ่งไปใช้เป็นพลังงานสำหรับสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ

กลูโคสที่ยังไม่ถูกใช้สามารถเก็บไว้ในรูปของ “ไกลโคเจน” โดยมีตับและกล้ามเนื้อเป็นแหล่งสะสมสำคัญ ส่วนการสะสมไขมันจะเกี่ยวข้องกับสมดุลพลังงานโดยรวม โดยเฉพาะเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ใช้เป็นประจำต่อเนื่องกัน

ดังนั้น การกินข้าวเพียงมื้อเดียวจึงไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าใครจะอ้วนหรือผอม สิ่งที่ต้องดูร่วมกันคือปริมาณอาหารทั้งวัน คุณภาพของอาหาร ระดับกิจกรรม การนอนหลับ สุขภาพของระบบเผาผลาญ ตลอดจนพฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องในระยะยาว

 

กล้ามเนื้อคือพื้นที่เก็บและใช้พลังงานของร่างกาย

กล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยให้เราเดิน วิ่ง ยกของ หรือออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเก็บไกลโคเจนที่สำคัญด้วย เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน โดยเฉพาะระหว่างทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย ไกลโคเจนที่สะสมอยู่จะถูกนำกลับมาใช้

ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมากและขยับร่างกายเป็นประจำ จึงมักมีความต้องการใช้กลูโคสและเติมไกลโคเจนมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ หากเปรียบให้เห็นภาพ ไกลโคเจนก็คล้ายเงินสดที่หยิบมาใช้ได้เร็ว ส่วนไขมันเปรียบเหมือนเงินสำรองระยะยาว

ถึงอย่างนั้น การมีกล้ามเนื้อมากไม่ได้หมายความว่าจะกินอาหารได้ไม่จำกัดโดยไม่มีน้ำหนักเพิ่ม หากพลังงานรวมที่ได้รับสูงกว่าพลังงานที่ใช้ต่อเนื่อง ร่างกายก็ยังสามารถสะสมไขมันได้เช่นกัน

กินข้าวเท่ากัน แต่ทำไมผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน?

คำว่า “กินเท่ากัน” อาจหมายถึงข้าวปริมาณเท่ากันในมื้อหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าทั้งสองคนได้รับและใช้พลังงานเท่ากันตลอดวัน คนหนึ่งอาจเดินมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมีมวลกล้ามเนื้อสูง ขณะที่อีกคนอาจนั่งทำงานนานและแทบไม่ได้เคลื่อนไหว

นอกจากนี้ อายุ ขนาดร่างกาย พันธุกรรม การนอนหลับ ความเครียด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ยาบางชนิด และโรคประจำตัว ล้วนส่งผลต่อการควบคุมน้ำตาลและน้ำหนัก จึงไม่ควรนำปริมาณข้าวเพียงอย่างเดียวมาใช้ตัดสินระบบเผาผลาญของแต่ละคน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า “กินแป้งได้หรือไม่” แต่เป็นการดูว่าเรากินแป้งชนิดใด ปริมาณเท่าไร กินคู่กับอะไร และมีกิจกรรมเพียงพอที่จะนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้หรือไม่

3 วิธีจัดมื้อคาร์โบไฮเดรตให้สมดุลขึ้น

1. กินโปรตีนและผักร่วมกับข้าว

แทนที่จะกินข้าวหรือเส้นเป็นสัดส่วนหลักเพียงอย่างเดียว ลองเพิ่มไข่ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ หรือถั่ว พร้อมผักในมื้อเดียวกัน โปรตีนและใยอาหารช่วยให้อิ่มนานขึ้น และให้ข้าวมีปริมาณเพียงส่วนเดียว น้อยกว่าผักและโปรตีน จึงอาจช่วยควบคุมปริมาณอาหารและลดการกินจุกจิกระหว่างวัน

งานวิจัยขนาดเล็กบางส่วนพบว่า การกินผักและโปรตีนก่อนอาหารคาร์โบไฮเดรตอาจช่วยลดการพุ่งขึ้นของระดับน้ำตาลหลังอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานหรือเบาหวาน แต่เทคนิคนี้ไม่ใช่วิธีสกัดกั้นไม่ให้คาร์โบไฮเดรตกลายเป็นไขมัน และยังต้องพิจารณาภาพรวมของอาหารทั้งมื้อด้วย

2. เลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหาร

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คาร์โบไฮเดรตมาจากธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และถั่วเป็นหลัก พร้อมแนะนำให้ผู้ใหญ่ได้รับใยอาหารจากธรรมชาติอย่างน้อยวันละ 25 กรัม การเปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตขัดสีบางส่วนมาเป็นข้าวกล้อง ธัญพืช หรือถั่ว จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของมื้ออาหาร

ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้กินใยอาหารถึง 10 กรัมทุกมื้ออย่างตายตัว เพราะความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน วิธีที่ทำได้ง่ายกว่าคือเพิ่มผักให้มากขึ้น เลือกผลไม้ทั้งผลแทนน้ำผลไม้ และสลับใช้ธัญพืชไม่ขัดสีตามความเหมาะสม

3. ปรับปริมาณและเวลาให้เข้ากับกิจกรรม

กล้ามเนื้อใช้กลูโคสและไกลโคเจนมากขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ขณะที่หลังออกกำลังกาย ร่างกายก็ต้องเติมพลังงานที่ใช้ไป การกินคาร์โบไฮเดรตในช่วงใกล้การออกกำลังกายจึงมีประโยชน์ โดยเฉพาะนักกีฬาหรือผู้ที่ฝึกหนักและใช้เวลานาน

สำหรับคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องจับเวลาอาหารอย่างเคร่งครัด สิ่งที่สำคัญกว่าคือควบคุมปริมาณให้สอดคล้องกับกิจกรรม หากวันไหนแทบไม่ได้ขยับตัว ปริมาณอาหารที่ให้พลังงานสูงก็ควรเหมาะสมกับการใช้พลังงานในวันนั้น

กล้ามเนื้อยังสื่อสารกับอวัยวะอื่นได้

วงการแพทย์มองว่ากล้ามเนื้อเป็นมากกว่าอวัยวะสำหรับการเคลื่อนไหว เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวจากการออกกำลังกาย จะมีการหลั่งสารส่งสัญญาณที่เรียกว่า “ไมโอไคน์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างกล้ามเนื้อกับสมอง ตับ เนื้อเยื่อไขมัน และระบบภูมิคุ้มกัน

หนึ่งในสารที่ได้รับความสนใจคือ “ไอริซิน” ซึ่งกำลังถูกศึกษาในแง่ความสัมพันธ์กับการเผาผลาญและระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ผลต่อมนุษย์ในหลายประเด็นยังไม่ชัดเจนมากพอที่จะใช้เป็นคำอธิบายหรือแนวทางรักษาเพียงลำพัง

สิ่งที่มีหลักฐานชัดกว่า คือการเคลื่อนไหวร่างกายและฝึกกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว การยกน้ำหนัก การฝึกแรงต้าน หรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะกับสภาพร่างกาย

สรุปแล้ว ต้องเลิกกินข้าวหรือไม่?

คำตอบคือ คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตัดข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตออกทั้งหมด ข้าวหนึ่งชามไม่ได้ทำให้เกิดไขมันโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาพลังงานที่ได้รับทั้งวัน ปริมาณที่กิน คุณภาพของอาหาร และระดับกิจกรรมร่วมกัน

ทางเลือกที่ทำได้จริงกว่าคือกินข้าวในปริมาณเหมาะสม เพิ่มผักและโปรตีน เลือกแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหาร และขยับร่างกายอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวาน มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนให้ตรงกับสุขภาพของตัวเอง

ท้ายที่สุด ความแตกต่างของรูปร่างไม่ได้ถูกตัดสินด้วยข้าวเพียงชามเดียว แต่อยู่ที่พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในทุกวัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล