ป่วยสโตรก 7 ครั้งในวัย 44! หมอชี้สาเหตุ ‘กินผักผิดวิธี‘ ทำหลอดเลือดเปื่อยพังไม่รู้ตัว

ป่วยสโตรก 7 ครั้งในวัย 44! หมอชี้สาเหตุ ‘กินผักผิดวิธี‘ ทำหลอดเลือดเปื่อยพังไม่รู้ตัว

ป่วยสโตรก 7 ครั้งในวัย 44! หมอชี้สาเหตุ ‘กินผักผิดวิธี‘ ทำหลอดเลือดเปื่อยพังไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

3 ผัก "ตัวการซ่อนเร้น" ก่อสโตรก-เส้นเลือดสมองแตก หมอเตือนกินให้น้อยที่สุด!

ชายวัยเพียง 44 ปี ต้องเผชิญกับภาวะหลอดเลือดสมองและหัวใจขั้นวิกฤตถึง 7 ครั้ง จนกระทั่งหลอดเลือดเสียหายอย่างหนัก เขาจึงได้ตระหนักว่า พฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวันคือตัวการร้าย และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ในเมนูอาหารของเขามี "ผัก" ที่หลายคนเข้าใจผิดว่ากินเยอะแล้วจะแข็งแรงรวมอยู่ด้วย

นายหยาง (นามสมมติ) จากเชอเจียง ประเทศจีน ต้องทรมานจากอาการอัมพาตครึ่งซีกหลังรอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยในระยะเวลาเพียง 6 ปี เขาผ่านเหตุการณ์สภาวะเลือดออกในสมอง 3 ครั้ง, สมองขาดเลือด 2 ครั้ง และเข้ารับการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอีก 2 ครั้ง ผลการตรวจทำให้เขาถึงกับรำพึงว่า "ผมอายุแค่ 44 ปี ทำไมหลอดเลือดถึงเปื่อยเหมือนผ้าเกรอะกรังขนาดนี้?"

เบื้องหลังสุขภาพที่พังทลาย มาจากการมองข้ามโรคความดันโลหิตสูง ละเลยการกินยา พฤติกรรมอดนอน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และที่สำคัญคือ ความเสียดายของเหลือกิน และความชอบกินผักดอง/ผักรสจัด


3 เมนูผักที่กินมากไป อาจกลายเป็น "ตัวการ" เพิ่มความเสี่ยงสโตรก

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หลายคนคิดว่าการกินผักจะดีต่อสุขภาพเสมอไป แต่หากเลือกประเภทหรือปรุงผิดวิธี ผักอาจเปลี่ยนสภาพเป็นตัวการทำลายผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้อย่างคาดไม่ถึง

1. ผักหมักดอง (ผักดองรสเค็ม)

กระบวนการหมักดองต้องใช้โซเดียมปริมาณมหาศาล การได้รับโซเดียมมากเกินไปทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ปริมาณเลือดในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และดันให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงดันที่สูงต่อเนื่องจะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้คอเลสเตอรอลเข้าไปสะสมจนเกิดตะกรันได้ง่าย นอกจากนี้ ผักดองบางชนิดยังมีสารไนไตรต์ ซึ่งเมื่อจับตัวกับสารอะมีนในร่างกายจะกลายเป็น "ไนโตรซามีน" ที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้น

2. ผักชุบแป้งทอด หรือผักผัดน้ำมันชุ่ม

ผักมีโครงสร้างอมน้ำมันได้ดีเยี่ยม เมื่อนำไปทอดด้วยความร้อนสูง ผักจะดูดซับน้ำมันเข้าไปเต็มๆ ซึ่งเปลี่ยนไขมันดีให้กลายเป็น ไขมันทรานส์ (Trans Fat) และไขมันอิ่มตัว ส่งผลให้คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในเลือดสูงขึ้น ตะกรันไขมันจะเข้าไปพอกตามผนังหลอดเลือดจนหลอดเลือดตีบแคบ หากตะกรันนี้หลุดออก จะกลายเป็นลิ่มเลือดลอยไปอุดตันเส้นเลือดในสมอง ก่อให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน

3. ผักที่เริ่มช้ำ เน่าเสีย (แม้จะตัดส่วนที่เน่าออกแล้ว)

เชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา (เช่น สารพิษพาทูลิน - Patulin) สามารถกระจายเส้นใยพิษไปยังส่วนที่ดูเหมือนยังดีอยู่ได้ทั่วทั้งลูกหรือต้น สารพิษเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรงในหลอดเลือด ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นลิ่มเลือดได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งกระบวนการเน่าเสียยังสร้างสารไนไตรต์ปริมาณมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันได้


7 สัญญาณเตือนภัย "สโตรกเฉียบพลัน" ต้องรีบพบแพทย์ทันที

อาการผิดปกติของหลอดเลือดสมองมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที:

  • ชาหรืออ่อนแรงเฉียบพลัน: รู้สึกชา มึน หรือไม่มีแรงบริเวณใบหน้า แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง ไม่สามารถยกแขนทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกันได้
  • ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว: ยิ้มแล้วมุมปากตก ร่องแก้มไม่เท่ากัน หรือยักคิ้ว/ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก: อยู่ๆ ก็พูดติดขัด ลิ้นแข็ง ออกเสียงไม่ชัด หรือไม่สามารถเข้าใจคำพูดของคนอื่นได้
  • สายตาพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว: มองเห็นภาพซ้อน ภาพพร่ามัว หรือสูญเสียการมองเห็นไปข้างหนึ่งทันที
  • เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้: เดินเดินร่อน ทรงตัวยาก มึนงง หรือทรงตัวไม่อยู่จนล้มลง
  • ปวดศีรษะรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ: ปวดหัวอย่างรุนแรงเฉียบพลันเหมือนศีรษะจะแตก อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • สับสน สติลดลงชั่วคราว: รู้สึกอ่อนเพลีย วูบ วูบหมดสติไปชั่วครู่ หรือไม่รับรู้วันเวลาและสถานที่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล