เล็บคุณมีรูเล็กๆ? แพทย์ชี้เป็นสัญญาณเตือน ‘โรคนี้‘ อย่าคิดแค่ขาดแคลเซียม!

เล็บคุณมีรูเล็กๆ? แพทย์ชี้เป็นสัญญาณเตือน ‘โรคนี้‘ อย่าคิดแค่ขาดแคลเซียม!

เล็บคุณมีรูเล็กๆ? แพทย์ชี้เป็นสัญญาณเตือน ‘โรคนี้‘ อย่าคิดแค่ขาดแคลเซียม!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่ใช่แค่ขาดแคลเซียม! หมอเตือน "เล็บเป็นรูบุ๋มเล็กๆ" สัญญาณโรคภูมิคุ้มกันทำพิษ 4 อาการนี้ควรรีบพบแพทย์

 

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการที่ผิวเล็บมีรอยบุ๋มหรือจุดเล็กๆ เกิดจากการขาดแคลเซียม แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มออกมาเตือนว่า รอยบุ๋มคล้ายถูกเข็มจิ้มบนพื้นผิวเล็บนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรืออาการอักเสบบริเวณโคนเล็บที่กำลังส่งสัญญาณผิดปกติ

เล็บสุขภาพดีควรเรียบเนียนและมีความเงางาม หากเล็บมือหลายๆ นิ้วเริ่มมีรอยบุ๋มตื้นลึกไม่เท่ากัน คล้ายกับผิวของปลอกนิ้วเย็บผ้า นั่นแสดงว่ากระบวนการสร้างเล็บกำลังถูกรบกวนด้วยปฏิกิริยาการอักเสบภายในร่างกาย

Highlight: เล็บเป็นรูบุ๋มเล็กๆ (Pitting Nails) ไม่ได้แก้ด้วยการกินแคลเซียมเสริม แต่เป็นสัญญาณเตือนของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากพบร่วมกับรังแคหนา ผื่นแดง หรือเล็บหนาตัว ควรรีบพบแพทย์ทันที


โรคและสาเหตุที่ทำให้เกิด "เล็บเป็นรอยบุ๋ม"

สาเหตุ / โรคที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดและสถิติที่พบ
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) พบความผิดปกติที่เล็บสูงถึง 40% - 50% ของผู้ป่วย และหากมีภาวะข้ออักเสบสะเก็ดเงินร่วมด้วย อัตราการเกิดเล็บผิดปกติจะสูงถึง 70% - 80%
โรคภูมิคุ้มกันและผิวหนังอื่นๆ พบได้ในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นวง (Alopecia Areata), ผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis), โรคผื่นคัน/สะเก็ดเงินผิวหนัง รวมถึงโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด

การรักษาต้องแก้ที่ "การอักเสบภายใน" ไม่ใช่แค่บำรุงภายนอก

การปรับปรุงอาการเล็บเป็นรูบุ๋มที่ถูกต้อง คือการเข้าควบคุมโรคอักเสบที่เป็นต้นเหตุ ไม่ใช่การทาครีมบำรุงหน้าเล็บทั่วไป ทางการแพทย์อาจใช้ยาทาภายนอกกลุ่มสเตียรอยด์, อนุพันธ์วิตามินดี, การฉีดยาเฉพาะที่, การบำบัดด้วยแสง (Phototherapy), ยาปรับภูมิคุ้มกันชนิดรับประทาน หรือยาสารชีวภาพ (Biologics)

เนื่องจากเล็บมือใหม่ต้องใช้เวลาเติบโตทดแทนเล็บเดิมประมาณ 4 ถึง 6 เดือน ผู้ป่วยจึงต้องอาศัยความใจเย็นและความต่อเนื่องในการรักษา


เช็กลิสต์ 4 อาการร่วม ที่ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังหรือหมอภูมิคุ้มกัน

  • มีรอยบุ๋มเล็กๆ กระจายบนผิวเล็บ หลายๆ นิ้วพร้อมกัน
  • หนังศีรษะลอกเป็นแผ่นหนา คล้ายรังแคเรื้อรัง
  • ผิวหนังบริเวณข้อศอกหรือหัวเข่ามีผื่นแดง และลอกเป็นสะเก็ดซ้ำๆ
  • เล็บหนาตัวขึ้นผิดปกติ หรือเนื้อเล็บเริ่มแยกตัวออกจากเตียงเล็บ (Oncholysis)

นอกจากนี้ ในมุมมองของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและชะลอวัย (Functional Medicine) ยังพบว่าปัจจัยอย่าง ภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล, การขาดวิตามินดี, การอักเสบเรื้อรัง และความเครียดสะสม สัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเช่นกัน ดังนั้นหากพบความผิดปกติของเล็บร่วมกับอาการข้างต้น การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพภูมิคุ้มกันโดยรวมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

แหล่งอ้างอิง (References):

• คำแนะนำและข้อมูลสุขภาพโดย นพ.เฉิน หมิงจง (Dr. Shen Ming-Zhong) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคข้อและรูมาติสซั่ม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล