ชาร์จมือถือเสร็จ จำเป็นต้อง "ถอดปลั๊ก" ออกจากเต้ารับไหม? ไขพฤติกรรมที่ทำกันจนชิน!

ชาร์จมือถือเสร็จแล้ว จำเป็นต้อง "ถอดปลั๊ก" ออกจากเต้ารับไหม? ไขข้อสงสัยพฤติกรรมที่หลายคนทำจนชิน
หลังจากชาร์จโทรศัพท์เต็มแล้ว หลายคนมักถอดเพียงสายชาร์จออกจากมือถือ แต่ปล่อย หัวชาร์จเสียบค้างไว้กับปลั๊กไฟ เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แล้วจริง ๆ จำเป็นต้องถอดปลั๊กทุกครั้งหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องถอดทันทีทุกครั้ง หากอุปกรณ์ชาร์จและเต้ารับอยู่ในสภาพสมบูรณ์และได้มาตรฐานความปลอดภัย เพราะหัวชาร์จคุณภาพดีที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ยังคงใช้ไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยมาก และการเสียบปลั๊กทิ้งไว้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดไฟไหม้หรือระเบิดเสมอไป
อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน เช่น ออกไปต่างจังหวัดหลายวัน หรือไม่มีความจำเป็นต้องเสียบปลั๊กทิ้งไว้ การถอดปลั๊กก็ถือเป็นพฤติกรรมที่ดี เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากอุปกรณ์เสื่อมสภาพ โดยเฉพาะหัวชาร์จ สายไฟ และเต้ารับที่ผ่านการใช้งานมานาน
กรณีไหนควรถอดปลั๊กทันที?
ผู้ใช้งานควรถอดปลั๊กและหยุดใช้งาน หากพบความผิดปกติ เช่น
- หัวชาร์จร้อนผิดปกติขณะเสียบใช้งาน
- มีกลิ่นไหม้
- พลาสติกบริเวณหัวชาร์จละลายหรือผิดรูป
- สายชาร์จแตกร้าว เห็นเส้นลวดภายใน
- เต้ารับหลวม มีรอยไหม้ หรือมีเสียงผิดปกติ
เพราะอุปกรณ์ที่ชำรุดเหล่านี้มีโอกาสเกิดปัญหาด้านไฟฟ้าได้มากกว่าการเสียบหัวชาร์จปกติทิ้งไว้
นอกจากนี้ หากต้องเดินทางออกจากบ้านหลายวัน ควรถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออก เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร
ไม่ควรวางมือถือชาร์จไฟในจุดที่ระบายความร้อนได้ยาก
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ ตำแหน่งที่วางโทรศัพท์ขณะชาร์จ โดยไม่ควรวางมือถือไว้ใต้หมอน ผ้าห่ม ที่นอน หรือถูกคลุมด้วยเสื้อผ้า เพราะระหว่างชาร์จแบตเตอรี่อาจเกิดความร้อนขึ้น หากความร้อนไม่สามารถระบายออกได้ อาจทำให้โทรศัพท์และหัวชาร์จร้อนกว่าปกติ
ตำแหน่งที่เหมาะสมคือพื้นผิวเรียบ แห้ง และมีอากาศถ่ายเท เช่น โต๊ะหรือชั้นวางของ
ควรหลีกเลี่ยงการชาร์จในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือใกล้น้ำ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของอุปกรณ์
อย่าฝืนใช้สายชาร์จหรือหัวชาร์จที่เสื่อมสภาพ
หลายคนเปลี่ยนสายชาร์จเมื่อมือถือชาร์จไม่เข้าเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสัญญาณเตือนบางอย่างควรได้รับการเปลี่ยนก่อน เช่น
- สายชาร์จหัก งอ หรือมีรอยแตก
- หัวเสียบหลวม
- หัวชาร์จร้อนผิดปกติ
- สายเริ่มปริจนเห็นส่วนประกอบด้านใน
ควรเลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จที่เหมาะกับโทรศัพท์ มีแหล่งผลิตชัดเจน และผ่านมาตรฐานความปลอดภัย เพราะอุปกรณ์ราคาถูกหรือไม่ได้มาตรฐานอาจส่งผลต่อแบตเตอรี่และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหา
ที่สำคัญ ไม่ควรใช้เทปพันสายไฟเพื่อยืดอายุสายชาร์จที่ชำรุด เพราะเป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราวและอาจไม่ปลอดภัย
เล่นมือถือระหว่างชาร์จ ทำให้เครื่องร้อนขึ้น
ความร้อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ดังนั้น หากโทรศัพท์กำลังร้อน ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานหนักต่อเนื่อง
โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น เล่นเกม ถ่ายวิดีโอ หรือใช้งานแอปพลิเคชันหนัก ๆ เพราะเมื่อรวมกับความร้อนจากการชาร์จ อาจทำให้อุณหภูมิของเครื่องสูงขึ้นกว่าปกติ
สำหรับเคสโทรศัพท์ การถอดออกขณะชาร์จไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป แต่หากพบว่าเครื่องร้อนง่าย เคสที่หนาอาจเป็นตัวกีดขวางการระบายความร้อนและควรถอดออกชั่วคราว
อุปกรณ์อะไรบ้างที่ควรถอดปลั๊กหลังใช้งาน?
สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ได้จำเป็นต้องเสียบไฟตลอดเวลา และมีการสร้างความร้อนขณะทำงาน เช่น
- กาต้มน้ำไฟฟ้า
- เตารีด
- ไดร์เป่าผม
- เครื่องหนีบผม
- เครื่องม้วนผม
ควรถอดปลั๊กหลังใช้งานทุกครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์เก่าที่สายไฟ หัวเสียบ หรือเต้ารับเริ่มมีความเสียหาย ก็ควรหยุดใช้งานและเปลี่ยนใหม่
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องใช้หลักการ “ถอดปลั๊กทุกอย่าง” กับอุปกรณ์ทุกชนิด เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น ตู้เย็น กล้องวงจรปิด หรืออุปกรณ์ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา
การเสียบหัวชาร์จมือถือทิ้งไว้หลังใช้งานไม่ได้เป็นอันตรายเสมอไป หากเป็นอุปกรณ์คุณภาพดีและอยู่ในสภาพปกติ แต่การตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ และถอดปลั๊กเมื่อไม่จำเป็น ยังคงเป็นนิสัยง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในบ้านได้มากขึ้น
- 4 อุปกรณ์ "ดูดไฟเงียบ" ปิดสวิตช์แล้วแต่ "เงินยังรั่ว" ตลอด 24 ชั่วโมง
- ไม่ใช่ 26 องศา!! เผยอุณหภูมิ "ทอง" สำหรับเปิดแอร์ ประหยัดค่าไฟ-หลับสบายตลอดคืน

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
