นักวิทย์ฯ เตือน 4 วลีต้องห้าม ผปค.มักพูดให้สมองเด็ก "ปิดกั้นตัวเอง" เสียความมั่นใจ!

นักวิทย์ฯ เตือน 4 วลีต้องห้าม ผปค.มักพูดให้สมองเด็ก "ปิดกั้นตัวเอง" เสียความมั่นใจ!

นักวิทย์ฯ เตือน 4 วลีต้องห้าม ผปค.มักพูดให้สมองเด็ก "ปิดกั้นตัวเอง" เสียความมั่นใจ!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

นักวิทยาศาสตร์เผย 4 ประโยคที่พ่อแม่มักพูด อาจทำให้สมองเด็ก “ปิดกั้นตัวเอง” และส่งผลต่อความมั่นใจในระยะยาว

คำพูดของพ่อแม่ไม่ใช่เพียงประโยคที่ผ่านไปแล้วหายไป แต่สามารถมีอิทธิพลต่อวิธีที่เด็กมองตัวเอง มองโลก และสร้างความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเองได้

งานวิจัยด้านพัฒนาการสมองพบว่า ช่วงอายุ 0-12 ปี เป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาความยืดหยุ่นของสมอง (Brain Plasticity) เด็กสามารถเรียนรู้ สร้างการเชื่อมโยงใหม่ ๆ และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนดินเหนียวที่ยังนุ่มและสามารถปั้นรูปได้ง่าย

เมื่อเด็กเติบโตขึ้น รูปแบบความคิดและความเชื่อที่ฝังรากไปแล้วอาจเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น ดังนั้นคำพูดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในวัยเด็ก จึงอาจกลายเป็นเสียงในใจที่ติดตัวไปจนโต

4 ประโยคที่พ่อแม่ควรระวัง เพราะอาจส่งผลต่อจิตใจเด็ก

1. การตำหนิและตีตรา “ทำไมลูกโง่แบบนี้ เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้”

เด็กจำนวนไม่น้อยเคยถูกตำหนิจากความผิดพลาดเล็ก ๆ เช่น ทำแก้วน้ำตก ทำการบ้านผิด หรือทำอะไรช้ากว่าที่พ่อแม่คาดหวัง หลายครั้งผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเพียงการกระตุ้นให้ลูกพยายามมากขึ้น แต่คำพูดที่ติดป้ายว่า “โง่” “ไม่ได้เรื่อง” หรือ “ไม่เก่ง” ซ้ำ ๆ อาจทำให้เด็กเริ่มเชื่อว่านั่นคือความจริงเกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อเด็กได้รับคำวิจารณ์มากกว่าการสนับสนุน พวกเขาอาจพัฒนาความรู้สึกว่า “ตัวเองไม่ดีพอ” แม้ในอนาคตจะประสบความสำเร็จ ก็ยังอาจขาดความมั่นใจ กลัวความผิดพลาด และต้องการการยอมรับจากผู้อื่นอยู่เสมอ

แทนที่จะพูดว่า “ทำไมลูกโง่แบบนี้” พ่อแม่อาจเปลี่ยนเป็น “ไม่เป็นไร ลองใหม่อีกครั้งนะ เดี๋ยวเราค่อย ๆ แก้ไปด้วยกัน”

การชื่นชมอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น “ครั้งนี้ลูกตั้งใจมากขึ้น” หรือ “ส่วนนี้ลูกทำละเอียดมาก” จะช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าของความพยายาม และสร้างความมั่นใจจากภายใน

2. การเปรียบเทียบ “ดูคนอื่นสิ ทำไมลูกไม่เหมือนเขา”

ประโยคอย่าง “ดูเพื่อนสิ เรียนเก่งกว่าเยอะ” หรือ “ทำไมลูกบ้านอื่นเขาทำได้” เป็นสิ่งที่หลายครอบครัวเคยพูด เพราะหวังให้เด็กมีแรงผลักดัน

แต่การเปรียบเทียบอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า และค่อย ๆ สูญเสียความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง

เด็กแต่ละคนมีความถนัด จังหวะการเรียนรู้ และบุคลิกแตกต่างกัน การเลี้ยงดูที่ดีจึงไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเหมือนกัน แต่คือการช่วยให้เด็กค้นพบจุดแข็งและพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

แทนที่จะเปรียบเทียบกับคนอื่น พ่อแม่อาจลองเปรียบเทียบลูกกับ “ตัวเองในอดีต” เช่น “วันนี้ลูกทำได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนะ” ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจได้มากกว่า

3. การควบคุมทุกอย่าง “เชื่อพ่อแม่เถอะ พ่อแม่ทำเพราะหวังดีกับลูก”

แม้ประโยคนี้จะเริ่มต้นจากความรักและความหวังดี แต่หากถูกใช้เพื่อควบคุมทุกการตัดสินใจของเด็ก อาจทำให้เด็กขาดโอกาสในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ช่วงวัยเด็กไม่ใช่เพียงเวลาสำหรับการเรียนรู้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังเป็นช่วงสำคัญในการสร้างทักษะการตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และการแก้ปัญหา

หากพ่อแม่เลือกทุกอย่างแทนลูกอยู่เสมอ เด็กอาจเติบโตขึ้นพร้อมกับความไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง หรือกลัวที่จะทำผิดพลาด

วิธีที่เหมาะสมกว่าคือการเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกในเรื่องที่เหมาะกับวัย เช่น เลือกเสื้อผ้า เลือกกิจกรรม หรือเสนอความคิดเห็น พร้อมมีพ่อแม่คอยให้คำแนะนำอยู่ข้าง ๆ

4. การมองข้ามความรู้สึก “ร้องไห้อะไรนักหนา เรื่องแค่นี้เอง”

เมื่อเด็กรู้สึกเสียใจ กลัว หรือเจ็บปวด สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำสั่งให้หยุดร้อง แต่คือการได้รับการรับฟังและการยอมรับความรู้สึก

คำพูดอย่าง “อย่าร้องไห้” “ไม่มีอะไรต้องเสียใจ” หรือ “คิดมากไปเอง” อาจทำให้เด็กเรียนรู้ว่าความรู้สึกของตัวเองไม่มีความสำคัญ และอาจไม่กล้าเล่าปัญหาให้คนในครอบครัวฟังในอนาคต

แทนที่จะปฏิเสธความรู้สึก พ่อแม่สามารถพูดว่า “แม่เข้าใจว่าลูกเสียใจนะ เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม

คำพูดของพ่อแม่ อาจกลายเป็นเสียงในใจของลูกไปตลอดชีวิต

สมองเด็กไม่ได้ถูกสร้างขึ้นภายในวันเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ได้รับซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน รวมถึงคำพูดจากคนที่เด็กให้ความสำคัญที่สุดอย่างพ่อแม่

การเปลี่ยนคำตำหนิเป็นคำสนับสนุน เปลี่ยนการเปรียบเทียบเป็นการชื่นชม เปลี่ยนการควบคุมเป็นการให้โอกาส และเปลี่ยนการปฏิเสธความรู้สึกเป็นความเข้าใจ อาจช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจและเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น

เพราะบางครั้ง ประโยคธรรมดาที่พ่อแม่พูดในวันนี้ อาจกลายเป็นความเชื่อที่ลูกพกติดตัวไปอีกหลายสิบปี

 

แหล่งอ้างอิง: งานวิจัยด้านพัฒนาการสมองเด็ก (Brain Development), Child Psychology และแนวทางการเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive Parenting)

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล