กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณ "ตับ" ขอความช่วยเหลือ

กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณ "ตับ" ขอความช่วยเหลือ

กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณ "ตับ" ขอความช่วยเหลือ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กดตรง "ขา" จุดนี้แล้วเจ็บ อาจเป็นสัญญาณตับขอความช่วยเหลือ โรคตับมักไม่ได้ปวดบริเวณตับ

ลุงโจว วัย 57 ปี มักชอบสังสรรค์ดื่มเหล้ากับเพื่อนเป็นประจำ ช่วงเดือนที่ผ่านมา เขารู้สึกตึงและเมื่อยล้าตรงข้อพับหลังหัวเข่าตลอดเวลา พอนั่งยองๆ แล้วลุกขึ้น พอลองกดดูก็รู้สึกเจ็บแปลบ ทีแรกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะเดินออกกำลังกายมากเกินไป จึงซื้อแผ่นแปะแก้ปวดและแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น

จนกระทั่งในการตรวจสุขภาพประจำปี ผลตรวจเลือดพบว่า ค่าตับ (เอนไซม์ Transaminase) สูงผิดปกติ คุณหมอจึงอธิบายว่า อาการปวดตึงข้อพับขาที่ดูเหมือนเรื่องเล็กนี้ แท้จริงแล้วอาจเป็น "สัญญาณเตือนระยะแรก" จากตับที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปัญหาเรื่องข้อต่อหรือกระดูก

อาการเจ็บข้อพับขา เกี่ยวข้องกับตับอย่างไร?

  • มุมมองแพทย์แผนจีน: ข้อพับหลังหัวเข่าเป็นจุดรวมของเส้นลมปราณหลายสาย รวมถึง "เส้นลมปราณตับ" เมื่อตับทำงานบกพร่อง ลมปราณและเลือดจะติดขัด ส่งผลให้บริเวณทางผ่านอย่างข้อพับเข่าเกิดอาการตึง ปวดหน่วง และกดเจ็บ ยิ่งเป็นคนขี้หงุดหงิดหรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ลมปราณตับจะยิ่งอุดกั้น อาการกดเจ็บก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น

  • มุมมองแพทย์แผนปัจจุบัน: ตับทำหน้าที่กรองของเสียและผลิตโปรตีน อัลบูมิน (Albumin) เมื่อตับเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ การสร้างอัลบูมินจะลดลง ส่งผลให้น้ำและของเสียจากการเผาผลาญระบายออกได้ช้า และไปคั่งสะสมอยู่ตามเนื้อเยื่อหลวมๆ อย่างบริเวณข้อพับขา ทำให้เกิดอาการบวมน้ำเล็กๆ จนรู้สึกตึงและเจ็บเวลากด

ข้อสังเกต: อาการกดเจ็บข้อพับขาเป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโรคตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากกล้ามเนื้อล้าหรือข้อต่อเสื่อมได้เช่นกัน แต่หากมีอาการร่างกายอื่นๆ ร่วมด้วยตามรายการด้านล่าง ควรรีบตรวจเช็กตับทันที

 

4 สัญญาณเตือนร่วม เมื่อตับเริ่มส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

  1. เหนื่อยล้าผิดปกติ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หาย: เพราะตับสังเคราะห์พลังงาน (ไกลโคเจน) ได้น้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกหมดแรง หนักตัวตลอดเวลา ต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไป

  2. อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด: เมื่อตับผลิตน้ำดีได้น้อยลง ร่างกายจะย่อยไขมันได้ยาก ทานของมันนิดเดียวจะรู้สึกเลี่ยน แน่นท้อง และคลื่นไส้

  3. ตาเหลือง ผิวหมองคล้ำ มีจุดแดงคล้ายใยแมงมุม: เกิดจากตับขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) และสลายฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินได้ไม่ดี ทำให้ตาขาวเริ่มเหลือง ผิวหน้าไม่สดใส และอาจมีจุดเส้นเลือดฝอยขึ้นตามหน้าอกหรือฝ่ามือ

  4. ขาบวมช่วงบ่าย-เย็น: พอกดบริเวณหน้าแข้งหรือข้อเท้าแล้วจะเกิดรอยบุ๋ม โดยช่วงเช้าจะบวมน้อย แต่จะบวมชัดเจนขึ้นในช่วงเย็น

4 เคล็ดลับดูแลตับ ทำง่าย ได้ผลจริง

  • ปรับอาหารการกิน: ลดของทอด ของมัน น้ำตาลสูง และ งดแอลกอฮอล์ ให้ทานผักใบเขียวเข้ม (เช่น บรอกโคลี ผักโขม) วันละ 300–500 กรัม ควบคู่กับโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ไข่ไก่ หรือเนื้อปลา เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ

  • เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม: กลางคืนคือช่วงเวลาทองในการฟื้นฟูเซลล์ตับ ควรนอนหลับให้สนิทอย่างน้อย 7 ชั่วโมง และงดเล่นมือถือก่อนนอน

  • นวดเบาๆ ที่ข้อพับเข่า: นั่งบนเตียงก่อนนอน ใช้ฝ่ามือนวดคลึงเบาๆ บริเวณข้อพับหลังเข่าข้างละ 3–5 นาทีเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต (เน้นผ่อนคลาย ห้ามกดกระแทกแรงจนบาดเจ็บ)

  • ตรวจสุขภาพประจำปี: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) และอัลตราซาวด์ตับปีละ 1 ครั้ง

ตับเป็นอวัยวะที่ไร้เส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ยามที่ตับเริ่มมีปัญหาจึงมักไม่แสดงอาการรุนแรงให้เห็น การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเล็กๆ ในร่างกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน คือวิธีบำรุงตับที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารเสริมราคาแพง

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล