แพทย์หวั่น หลังผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่ง เตือน 4 พฤติกรรมตอนเช้า "ทำลายปอด" ไวแม้ไม่สูบบุหรี่!

แพทย์หวั่น หลังผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่ง เตือน 4 พฤติกรรมตอนเช้า "ทำลายปอด" ไวแม้ไม่สูบบุหรี่!

แพทย์หวั่น หลังผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่ง เตือน 4 พฤติกรรมตอนเช้า "ทำลายปอด" ไวแม้ไม่สูบบุหรี่!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่สูบบุหรี่ก็เสี่ยงมะเร็งปอดได้ เช็ก 4 พฤติกรรมยามเช้าที่อาจเพิ่มมลพิษให้ปอดโดยไม่รู้ตัว

หลายคนเข้าใจว่า หากไม่เคยสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองได้ ก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องมะเร็งปอด แต่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ได้เช่นกัน เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ทั้งมลพิษทางอากาศ ก๊าซเรดอน สารก่อมะเร็งจากการทำงาน รวมถึงควันและฝุ่นภายในบ้าน

ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ IARC ระบุว่า ในปี 2022 ทั่วโลกพบผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่เกือบ 2.5 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.8 ล้านราย ทำให้มะเร็งปอดเป็นทั้งมะเร็งที่พบมากที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ตาม การสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดของมะเร็งปอด จึงไม่ควรกล่าวว่าพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งทำลายปอดได้เร็วกว่าบุหรี่โดยไม่มีหลักฐานรองรับ แต่กิจวัตรบางอย่างในช่วงเช้าอาจเพิ่มการสัมผัสฝุ่น ควัน และสารระคายเคือง หากทำเป็นประจำในพื้นที่ที่ระบายอากาศไม่ดี

1. จุดธูปหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศในห้องปิด

การจุดธูป เทียน หรือวัสดุที่เกิดการเผาไหม้ภายในห้อง สามารถปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก คาร์บอนมอนอกไซด์ และสารประกอบหลายชนิดออกสู่อากาศ โดยเฉพาะเมื่อจุดในพื้นที่ปิดหรือบริเวณที่ถ่ายเทอากาศไม่สะดวก ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระตุ้นการระคายเคืองหรือการอักเสบของปอดได้

ส่วนสเปรย์ปรับอากาศและผลิตภัณฑ์ให้กลิ่นหอมบางชนิดอาจปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ซึ่งอาจทำให้แสบตา ระคายคอ ไอ หรือกระตุ้นอาการในผู้ที่เป็นโรคหอบหืดได้ แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า การฉีดน้ำหอมในห้องเป็นครั้งคราวทำให้เกิดมะเร็งปอดโดยตรง

วิธีลดการสัมผัสที่ทำได้ง่ายคือ เปิดประตูหรือหน้าต่างให้อากาศไหลเวียน จุดธูปให้น้อยลง และไม่วางไว้ใกล้บริเวณที่นั่งหรือนอน หากต้องการลดกลิ่นภายในบ้าน ควรทำความสะอาดต้นตอของกลิ่นและเพิ่มการระบายอากาศ แทนการใช้กลิ่นที่แรงกว่ามากลบ

2. ตื่นมาก็เครียดหรือเริ่มงานหนักทันที

ความเครียดในตอนเช้าสามารถทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลิน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึง และรูปแบบการหายใจเปลี่ยนไป บางคนอาจหายใจเร็วและตื้น รู้สึกแน่นหน้าอก หรือมีอาการของโรคทางเดินหายใจเดิมกำเริบได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าอารมณ์หงุดหงิดเมื่อตื่นนอนทำให้เสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หรือเป็นสาเหตุโดยตรงของโรค ความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับการยืนยันแล้ว เช่น บุหรี่ ควันบุหรี่มือสอง ก๊าซเรดอน และมลพิษทางอากาศ

การให้เวลาร่างกายปรับตัวหลังตื่นนอน หายใจช้า ๆ ดื่มน้ำ และจัดลำดับงานก่อนเริ่มกิจกรรมที่กดดัน อาจช่วยให้อารมณ์และการหายใจสงบลง หากมีอาการหายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หรือความเครียดรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ

3. ทำอาหารเช้าโดยไม่เปิดเครื่องดูดควัน

การทอดหรือผัดด้วยความร้อนสูงสามารถทำให้เกิดควัน น้ำมันในรูปละออง และสารระคายเคืองหลายชนิด ยิ่งครัวมีขนาดเล็กและปิดมิดชิด ความเข้มข้นของมลพิษภายในบ้านก็อาจเพิ่มขึ้น ผู้ที่ยืนทำอาหารเป็นประจำจึงมีโอกาสสัมผัสควันโดยตรงมากกว่าสมาชิกคนอื่น

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มลพิษทางอากาศภายในบ้าน โดยเฉพาะควันที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ มีความเกี่ยวข้องกับโรคทางเดินหายใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และมะเร็งปอด แม้หลักฐานดังกล่าวจะไม่ได้หมายความว่า การลืมเปิดเครื่องดูดควันเพียงครั้งเดียวจะทำให้เป็นมะเร็ง แต่การลดการสูดควันสะสมในระยะยาวย่อมเป็นผลดีต่อปอด

ขณะทำอาหารควรเปิดเครื่องดูดควันหรือพัดลมระบายอากาศ เปิดหน้าต่างหากทำได้ และหลีกเลี่ยงการทำให้น้ำมันร้อนจนเกิดควันมาก การเลือกต้ม นึ่ง หรือใช้ความร้อนในระดับที่เหมาะสม ยังช่วยลดปริมาณควันภายในครัวได้อีกทางหนึ่ง

4. ออกกำลังกายในบริเวณฝุ่นสูงหรือใกล้ถนน

การออกกำลังกายตอนเช้ามีประโยชน์ต่อหัวใจ ปอด และสุขภาพโดยรวม แต่สถานที่และคุณภาพอากาศมีความสำคัญ เพราะขณะออกแรงร่างกายจะหายใจเร็วและลึกขึ้น หากวิ่งหรือปั่นจักรยานใกล้ถนนที่มีรถหนาแน่น ผู้ที่ออกกำลังกายอาจสูดฝุ่น PM2.5 และมลพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจมากขึ้น

องค์การอนามัยโลกระบุว่า มลพิษทางอากาศภายนอกสัมพันธ์กับโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ และมะเร็งปอด ดังนั้น ก่อนออกกำลังกายควรตรวจค่าคุณภาพอากาศ และเลือกสวนสาธารณะหรือเส้นทางที่ห่างจากการจราจร หากค่าฝุ่นสูง ควรปรับไปออกกำลังกายในอาคารที่มีการกรองอากาศ หรือเลือกช่วงเวลาที่มลพิษลดลง

ส่วนการออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งปอด และไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอจนเกิดมะเร็งในทันที แต่บางคนอาจหน้ามืด อ่อนแรง หรือออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ จึงควรเลือกความหนักให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และหยุดพักเมื่อมีอาการผิดปกติ

5 สัญญาณผิดปกติที่ควรพบแพทย์

มะเร็งปอดในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการ และอาการหลายอย่างอาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม หากพบความเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้ต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน

  • ไอเรื้อรังหรือไอเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะอาการไอที่ไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
  • ไอหรือมีเสมหะปนเลือด แม้จะพบเพียงเล็กน้อยก็ควรเข้ารับการตรวจ
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
  • เสียงแหบต่อเนื่อง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือเหนื่อยล้าผิดปกติ

อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอด แต่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ สัมผัสควันหรือสารก่อมะเร็งจากการทำงาน มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด หรือมีโรคปอดอยู่ก่อนแล้ว

ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งปอดด้วย CT รังสีต่ำ?

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกแบบใช้รังสีต่ำ หรือ LDCT ไม่ได้แนะนำให้คนอายุเกิน 45 ปีทุกคนตรวจเป็นประจำทุกปี เพราะการตรวจมีทั้งประโยชน์และโอกาสพบความผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างแนวทางของคณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำการตรวจประจำปีสำหรับผู้ที่มีอายุ 50-80 ปี มีประวัติสูบบุหรี่สะสมอย่างน้อย 20 pack-years และยังสูบอยู่หรือเลิกมาไม่เกิน 15 ปี อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน ผู้ที่กังวลว่าตนเองมีความเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล

สรุป ดูแลปอดต้องลดการรับมลพิษทั้งวัน ไม่ใช่เฉพาะตอนเช้า

กิจวัตรยามเช้าบางอย่างอาจทำให้ร่างกายสัมผัสควัน ฝุ่น และสารระคายเคืองมากขึ้น โดยเฉพาะการจุดธูปในห้องปิด ทำอาหารโดยไม่ระบายอากาศ และออกกำลังกายในบริเวณที่มีมลพิษสูง แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าพฤติกรรมเหล่านี้ทำลายปอดได้เร็วกว่าการสูบบุหรี่ หรือทำให้เกิดมะเร็งจากการทำเพียงไม่กี่ครั้ง

การป้องกันที่สำคัญยังคงเป็นการไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง ลดการสัมผัสมลพิษ ตรวจสอบความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง การปรับสภาพแวดล้อมให้ระบายอากาศดีและติดตามคุณภาพอากาศก่อนออกกำลังกาย จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดภาระของปอดในระยะยาวได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล