หมอทึ่ง! หญิงวัยชราแต่มี "กระดูกยังสาว" บอกต่อเคล็ดลับ 3 สิ่งง่ายๆ ที่ทำมานาน

หมอทึ่ง! หญิงวัยชราแต่มี "กระดูกยังสาว" บอกต่อเคล็ดลับ 3 สิ่งง่ายๆ ที่ทำมานาน

หมอทึ่ง! หญิงวัยชราแต่มี "กระดูกยังสาว" บอกต่อเคล็ดลับ 3 สิ่งง่ายๆ ที่ทำมานาน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หมอชื่นชม หญิงวัย 70 กระดูกยังแข็งแรง เผย 3 พฤติกรรมที่ทำต่อเนื่องมานาน

ผลตรวจมวลกระดูกของหญิงวัย 70 ปีรายหนึ่งในมณฑลซานตง ประเทศจีน กลายเป็นที่สนใจ หลังพบว่าค่า T-score อยู่ที่ -0.3 ซึ่งยังจัดอยู่ในช่วงปกติ และใกล้เคียงค่ามวลกระดูกเฉลี่ยของคนวัยหนุ่มสาวมากกว่าที่มักพบในผู้สูงอายุทั่วไป

เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสื่อจีน โดยระบุว่าหญิงสูงวัยรายนี้ชื่อ หลี่ กุ้ยหลาน (Li Guilan) ซึ่งเจ้าตัวเองยังประหลาดใจกับผลตรวจ และถามแพทย์ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ผลตรวจจะสลับกับคนอื่น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความหนาแน่นของกระดูกโดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลงตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ค่า T-score -0.3 ไม่ได้หมายความว่ากระดูกของเธอ “มีอายุ 30 ปี” อย่างแท้จริง ค่า T-score เป็นการเปรียบเทียบความหนาแน่นของมวลกระดูกกับค่าเฉลี่ยของผู้ใหญ่ช่วงวัยที่มีมวลกระดูกสูงสุด โดยค่าตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนค่าระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 จัดว่าเป็นภาวะมวลกระดูกต่ำ และต่ำกว่า -2.5 เข้าข่ายโรคกระดูกพรุน

เจ้าตัวเชื่อทั้งพันธุกรรมและพฤติกรรมมีส่วน

หลี่ กุ้ยหลาน เล่าว่า เธอเป็นคนสุขภาพค่อนข้างแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก และไม่ได้พึ่งอาหารเสริมราคาแพงเป็นประจำ โดยมองว่าปัจจัยด้านพันธุกรรมอาจมีส่วนช่วย แต่สิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบปีคือการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างกระฉับกระเฉงและรับประทานอาหารหลากหลาย

ในทางการแพทย์ พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดมวลกระดูกสูงสุดของแต่ละคน แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยเพียงอย่างเดียว อายุ ฮอร์โมน โภชนาการ การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว และโรคประจำตัว ล้วนมีผลต่อความแข็งแรงของกระดูกเช่นกัน

กรณีของหญิงวัย 70 ปีรายนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่ทุกคนทำตามแล้วจะได้ค่า T-score เท่ากัน แต่พฤติกรรมหลายข้อที่เธอทำสอดคล้องกับหลักการดูแลสุขภาพกระดูกที่ใช้กันทั่วไป

1. เคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก

หนึ่งในกิจวัตรของเธอคือการเคลื่อนไหวร่างกายทุกวัน เช่น เดินไปซื้อของ ถือถุงน้ำหนักไม่มาก และออกกำลังกายเบา ๆ ระหว่างเดิน โดยพยายามไม่ใช้ชีวิตแบบนั่งหรือนอนอยู่กับที่เป็นเวลานาน

การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน เดินขึ้นบันได เต้นรำ หรือออกกำลังต้านแรง สามารถกระตุ้นให้กระดูกและกล้ามเนื้อทำงาน การมีแรงกระตุ้นต่อกระดูกอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษามวลกระดูกและลดการสูญเสียกล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องถือของหนักหรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการล้ม หากมีโรคกระดูกพรุน ปัญหาข้อเข่า หรือการทรงตัวไม่ดี ควรเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะกับร่างกาย และปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมใหม่

รับแสงแดดช่วยเรื่องวิตามินดี แต่ไม่จำเป็นต้องตากนาน

หญิงวัย 70 ปีรายนี้ยังมีพฤติกรรมออกไปสัมผัสแสงแดดในช่วงเช้าเป็นประจำ โดยเชื่อว่าช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดูดซึมแคลเซียมและสุขภาพกระดูก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณแสงแดดที่แต่ละคนต้องการไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสีผิว อายุ พื้นที่อยู่อาศัย ฤดูกาล เวลา และพื้นที่ผิวที่สัมผัสแสง จึงไม่มีตัวเลข “10 นาที” ที่ใช้ได้กับทุกคน และควรหลีกเลี่ยงการตากแดดจัดจนผิวไหม้

2. กินอาหารหลากหลาย ไม่ฝากความหวังไว้ที่แคลเซียมอย่างเดียว

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่เธอให้ความสำคัญคือการรับประทานอาหารหลากหลาย แทนการพึ่งอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว โดยในแต่ละวันมักมีถั่ว ผักใบเขียว ถั่วเปลือกแข็ง และอาหารที่มีโปรตีนอยู่ในมื้ออาหาร

กระดูกไม่ได้ประกอบด้วยแคลเซียมเพียงอย่างเดียว โปรตีน วิตามินดี วิตามินเค แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างและดูแลโครงสร้างกระดูก การกินอาหารให้หลากหลายจึงมีความสำคัญมากกว่าการมุ่งเพิ่มสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป

อาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียม ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้บางชนิด ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก งา และผักใบเขียวบางชนิด ขณะที่อาหารโปรตีน เช่น ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ช่วยสนับสนุนทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อ

น้ำต้มกระดูกไม่ได้เท่ากับอาหารบำรุงกระดูกโดยตรง

ความเชื่อที่ว่า “กินกระดูกแล้วจะบำรุงกระดูก” ไม่ได้ถูกต้องแบบตรงไปตรงมา น้ำซุปกระดูกอาจมีโปรตีน เจลาติน และแร่ธาตุบางส่วน แต่ปริมาณแคลเซียมไม่ได้สูงเสมอไป และคุณค่าทางโภชนาการขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและวิธีปรุง

หากปรุงจากส่วนที่มีไขมันมากหรือเติมเกลือมาก น้ำซุปก็อาจมีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูงได้ จึงควรมองเป็นอาหารหนึ่งอย่างในมื้ออาหาร ไม่ใช่อาหารวิเศษสำหรับป้องกันโรคกระดูกพรุน

3. ลดพฤติกรรมที่อาจกระทบสุขภาพกระดูก

หญิงรายนี้เล่าว่า เธอไม่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ลดอาหารรสเค็ม และพยายามไม่ปล่อยให้ตัวเองนั่งนิ่งนานเกินไป หลังนั่งดูโทรทัศน์หรือพูดคุยประมาณ 40–50 นาที จะลุกขึ้นเดินหรือขยับร่างกาย

การนั่งเป็นเวลานานสัมพันธ์กับการมีกิจกรรมทางกายน้อยลงและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้สูงอายุ การลุกเดินเป็นระยะจึงเป็นพฤติกรรมที่ดีต่อทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และสุขภาพโดยรวม

กินเค็มมากเกินไปอาจไม่เป็นมิตรต่อกระดูก

การได้รับโซเดียมมากเกินไปอาจเพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะในบางคน ดังนั้นการลดอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงโซเดียมสูงจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยยังช่วยดูแลความดันโลหิตและสุขภาพหัวใจด้วย

การเลือกอาหารนึ่ง ต้ม หรือตุ๋น และปรุงรสพอเหมาะ เป็นวิธีที่ทำให้ควบคุมโซเดียมได้ง่ายขึ้น โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

ชาและกาแฟจำเป็นต้องเลิกเพื่อกระดูกแข็งแรงหรือไม่?

ข้อมูลต้นฉบับระบุว่าหญิงวัย 70 ปีรายนี้หลีกเลี่ยงชาเข้มและกาแฟ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกคนต้องงดชาและกาแฟเพื่อป้องกันกระดูกพรุน

คาเฟอีนในปริมาณสูงอาจเพิ่มการขับแคลเซียมเล็กน้อย แต่ผลกระทบโดยรวมต่อกระดูกขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่มและการได้รับแคลเซียมในอาหารด้วย การดื่มกาแฟหรือชาในปริมาณพอเหมาะจึงไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กระดูกพรุนโดยอัตโนมัติ

อาหารเสริมแคลเซียมจำเป็นสำหรับทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมทุกคน หากได้รับแคลเซียมและวิตามินดีจากอาหารอย่างเพียงพอ การเพิ่มอาหารเสริมโดยไม่จำเป็นอาจไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติม และในบางคนอาจมีข้อจำกัดจากโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่

ผู้สูงอายุ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่มีภาวะมวลกระดูกต่ำ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความต้องการแคลเซียมและวิตามินดี รวมถึงการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกตามความเหมาะสม

T-score -0.3 หมายความว่าอย่างไร?

ค่า T-score จากการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยวิธี DXA ใช้เปรียบเทียบความหนาแน่นของกระดูกกับค่าเฉลี่ยของผู้ใหญ่ช่วงวัยที่มีมวลกระดูกสูงสุด หาก T-score ตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในช่วงปกติ

ดังนั้น ค่า -0.3 ของหญิงวัย 70 ปีรายนี้จึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและเป็นผลที่ดีมากสำหรับผู้สูงอายุ แต่ไม่สามารถแปลตรง ๆ ได้ว่ากระดูกของเธอ “อายุ 30 ปี” เพราะความแข็งแรงของกระดูกยังขึ้นอยู่กับโครงสร้าง คุณภาพกระดูก ประวัติการหกล้ม กล้ามเนื้อ และปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

สรุป 3 พฤติกรรมดูแลกระดูกที่นำไปปรับใช้ได้

กรณีหญิงวัย 70 ปีที่มีค่า T-score -0.3 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ดีร่วมกับพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม โดย 3 แนวทางหลักคือ ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ รับประทานอาหารหลากหลายให้ได้โปรตีนและแร่ธาตุเพียงพอ และลดพฤติกรรมที่กระทบสุขภาพ เช่น นั่งนาน กินเค็มจัด หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

อย่างไรก็ตาม สุขภาพกระดูกของแต่ละคนแตกต่างกันตามพันธุกรรม อายุ ฮอร์โมน โรคประจำตัว และยา จึงไม่ควรนำกรณีของบุคคลเพียงรายเดียวมาใช้เป็นสูตรรับประกันว่าจะป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ การตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับตัวเองยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล