ไขมันหมูเป็น "ของดี" หรือ "ยาพิษ" ? ชายวัย 75 กินประจำ สุดท้ายไปตรวจ ผลลัพธ์ทำอึ้ง!

ไขมันหมูเป็น "ของดี" หรือ "ยาพิษ" ? ชายวัย 75 กินประจำ สุดท้ายไปตรวจ ผลลัพธ์ทำอึ้ง!

ไขมันหมูเป็น "ของดี" หรือ "ยาพิษ" ? ชายวัย 75 กินประจำ สุดท้ายไปตรวจ ผลลัพธ์ทำอึ้ง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ชายวัย 75 ยืนยันใช้มันหมูทำอาหารทุกวัน ก่อนเจ็บหน้าอก แพทย์เตือนไขมัน “ธรรมชาติ” ก็ต้องจำกัด

อุทาหรณ์จากประเทศจีน ชายวัย 75 ปี เชื่อว่ามันหมูซึ่งเจียวเองเป็นไขมันธรรมชาติที่ดีต่อร่างกาย จึงใช้ประกอบอาหารแทบทุกวัน แม้ลูกๆ จะขอให้ลดปริมาณ กระทั่งเริ่มเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม และเหงื่อออกง่าย จนต้องไปตรวจสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดกรณีนี้มาจากเรื่องราวที่เผยแพร่ต่อกันในสื่อออนไลน์ โดยยังไม่พบเวชระเบียนหรือรายงานจากโรงพยาบาลต้นทางที่ตรวจสอบได้อย่างอิสระ จึงควรอ่านในฐานะอุทาหรณ์ด้านโภชนาการ ไม่ใช่หลักฐานว่ามันหมูเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของโรคทั้งหมด

ยึดมั่นว่ามันหมู “ธรรมชาติกว่า” น้ำมันพืช

เรื่องราวระบุว่า ชายคนดังกล่าวใช้นามสกุลหลิน อาศัยอยู่ในเมืองแห่งหนึ่งของมณฑลซานตง ประเทศจีน เขาเจียวมันหมูทุก 1-2 สัปดาห์ แล้วเก็บไขมันไว้ทอดและผัดอาหาร เพราะชื่นชอบทั้งกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น

ลูกชายซึ่งทำงานในโรงพยาบาลและลูกสาวเคยซื้อน้ำมันพืชหลายชนิดกลับมาให้ แต่ผู้เป็นพ่อปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า น้ำมันจากโรงงานเต็มไปด้วยสารเคมีและมีคุณค่าทางอาหารไม่เท่ามันหมูที่ทำเอง

เขายังยกตัวอย่างคนรู้จักที่ดูแข็งแรงขึ้นหลังเปลี่ยนมาใช้มันหมู และเชื่อว่าร่างกายของตนยังดีเพราะเคยใช้แรงงานหนักมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ความเชื่อดังกล่าวทำให้เขายังคงรับประทานอาหารมันและของทอดเป็นประจำ แม้ครอบครัวจะเตือนหลายครั้ง

เริ่มเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม และเวียนศีรษะ

ต่อมาชายวัย 75 ปีเริ่มรู้สึกแน่นและปวดบริเวณหน้าอกหลังรับประทานอาหาร ก่อนอาการจะรุนแรงขึ้น มีหายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกง่าย และอ่อนเพลียแม้ออกแรงเพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงพาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด

ต้นฉบับอ้างว่า ผลตรวจพบคอเลสเตอรอลรวม LDL และไตรกลีเซอไรด์สูง รวมถึงมีคราบพลัคในหลอดเลือดแดงคาโรติดและภาวะไขมันพอกตับ แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผลตรวจ ชื่อโรงพยาบาล วิธีวินิจฉัย หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นของผู้ป่วยอย่างครบถ้วน

จึงไม่สามารถสรุปทางการแพทย์ได้ว่า ผลตรวจทั้งหมดเกิดจากมันหมูเพียงอย่างเดียว เพราะไขมันในเลือดและหลอดเลือดแข็งสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว รูปแบบอาหารโดยรวม การออกกำลังกาย และยาบางชนิด

เจ็บหน้าอกขณะออกแรง ไม่ควรรอตรวจตามนัด

อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกร่วมกับหายใจไม่อิ่ม เหงื่อออก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือปวดร้าวไปแขน กราม หลัง และลิ้นปี่ อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว

หากเกิดอาการใหม่ รุนแรง เป็นนานหลายนาที หรือไม่ดีขึ้นเมื่อพัก ควรโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเอง การรอปรับอาหารหลายวันหรือซื้อยามารับประทานเองอาจทำให้เสียโอกาสในการรักษา

มันหมูเป็น “ยาบำรุง” หรือ “ยาพิษ”?

คำตอบคือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันหมูเป็นไขมันสำหรับประกอบอาหารที่ให้พลังงานสูง มีทั้งกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว แต่ไม่ได้เป็นอาหารวิเศษ และไม่กลายเป็นพิษทันทีเพียงเพราะรับประทานในปริมาณเล็กน้อย

ปัญหาสำคัญคือมันหมูมีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างมาก หากใช้เป็นไขมันหลักทุกมื้อ พร้อมรับประทานเนื้อติดมัน ของทอด และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ อาจทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวรวมเกินคำแนะนำ การได้รับไขมันอิ่มตัวมากสามารถเพิ่มระดับ LDL ซึ่งมีส่วนต่อการสะสมคราบพลัคในหลอดเลือด

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปควรได้รับไขมันส่วนใหญ่จากกรดไขมันไม่อิ่มตัว และจำกัดไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด พร้อมเลือกแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัวจากอาหารและน้ำมันพืช

คำกล่าวว่า “มันหมูมีวิตามินดีและวิตามินบีสูง” จริงหรือไม่?

ปริมาณสารอาหารในมันหมูแตกต่างกันตามอาหารที่สุกรได้รับ วิธีเลี้ยง ส่วนของไขมัน และกระบวนการผลิต จึงไม่ควรเหมารวมว่ามันหมูทุกชนิดเป็นแหล่งวิตามินดีชั้นดี ส่วนคำกล่าวว่ามีวิตามินบีจำนวนมากก็ชวนให้เข้าใจผิด เพราะวิตามินบีส่วนใหญ่ละลายในน้ำและพบมากกว่าในเนื้อหมู ไม่ใช่ไขมันที่เจียวแยกออกมา

มันหมูเกือบทั้งหมดคือไขมัน ให้พลังงานประมาณ 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม และแทบไม่มีโปรตีนหรือใยอาหาร แม้จะมีกรดโอเลอิกซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว แต่การมีไขมันชนิดนี้ไม่ได้ลบผลของไขมันอิ่มตัวหรือทำให้รับประทานได้โดยไม่จำกัด

ร่างกายต้องการไขมันเพื่อช่วยดูดซึมวิตามินบางชนิด สร้างเยื่อหุ้มเซลล์ และเป็นแหล่งพลังงาน แต่สามารถได้รับจากอาหารหลากหลายชนิด เช่น ปลา ถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด และน้ำมันพืช โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมันหมูเป็นหลัก

อาหาร “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่ากินได้ไม่จำกัด

คำว่า “ธรรมชาติ” อธิบายที่มาหรือกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้บอกว่าอาหารชนิดนั้นมีประโยชน์เสมอหรือควรกินได้มากเท่าใด เกลือ น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำมันมะพร้าว เนย และมันหมูล้วนมีที่มาจากธรรมชาติ แต่การได้รับมากเกินไปอาจกระทบสุขภาพได้

ในทางกลับกัน น้ำมันพืชที่ผลิตในโรงงานไม่ได้หมายความว่าต้องมีสารกันบูดหรือน่ากลัวเสมอ น้ำมันหลายชนิดผ่านกระบวนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน กลิ่น และสารที่ไม่ต้องการ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร

สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงคำว่า “ธรรมชาติ” หรือ “ผ่านโรงงาน” แต่รวมถึงชนิดของกรดไขมัน ปริมาณที่ใช้ วิธีให้ความร้อน อาหารทั้งมื้อ และภาวะสุขภาพของผู้รับประทาน

ไม่มีตัวเลขสากลว่าใช้มันหมูได้วันละ 5 หรือ 15 กรัม

คำแนะนำในต้นฉบับที่กำหนดให้ผู้ใหญ่กินมันหมูได้วันละ 10-15 กรัม หรือผู้สูงอายุ 5-8 กรัม ไม่ใช่เกณฑ์สากลสำหรับทุกคน เพราะปริมาณที่เหมาะสมต้องนับรวมไขมันอิ่มตัวจากอาหารทั้งหมดตลอดวัน ไม่ใช่มันหมูเพียงรายการเดียว

ตัวอย่างเช่น หากวันเดียวกันรับประทานหมูสามชั้น หนังไก่ เนย ชีส กะทิ หรือขนมอบอยู่แล้ว แม้เติมมันหมูเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ไขมันอิ่มตัวรวมสูงขึ้นได้ ขณะที่ผู้มี LDL สูงหรือโรคหัวใจอาจได้รับคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าคนทั่วไป

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้ที่ต้องการลด LDL จำกัดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่าร้อยละ 6 ของพลังงานต่อวัน พร้อมแทนที่ด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ไม่ใช่แทนด้วยน้ำตาลหรือแป้งขัดสี 

อัตราส่วนไขมันสัตว์ 30% ต่อน้ำมันพืช 70% จำเป็นหรือไม่?

ไม่มีหลักฐานว่าทุกครอบครัวต้องแบ่งไขมันสัตว์และน้ำมันพืชในอัตราส่วน 30:70 หรือให้เด็กใช้ในอัตราส่วน 50:50 แนวทางสุขภาพโดยทั่วไปเน้นให้ไขมันส่วนใหญ่มาจากแหล่งไม่อิ่มตัว มากกว่าการกำหนดสัดส่วนไขมันสัตว์แบบตายตัว

เด็กต้องการไขมันเพื่อการเจริญเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่าควรได้รับไขมันสัตว์ครึ่งหนึ่งของไขมันทั้งหมด ปริมาณและชนิดของไขมันควรเหมาะกับอายุ อาหารโดยรวม และคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวหรือความผิดปกติของไขมันในเลือด

น้ำมันพืชแบบไหนใช้แทนมันหมูได้?

สามารถสลับใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันมะกอก โดยเลือกให้เหมาะกับวิธีปรุงและระดับความร้อน ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามี “โอเมก้า 3-6-9” เพื่อหวังเพิ่ม HDL โดยเฉพาะ

ผลดีของการเปลี่ยนไขมันจะชัดเจนเมื่อใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว “แทน” มันหมู เนย หรือไขมันอิ่มตัว ไม่ใช่เติมน้ำมันชนิดใหม่เข้าไปโดยยังใช้ไขมันเดิมในปริมาณเท่าเดิม เพราะจะทำให้พลังงานรวมสูงขึ้น

นอกจากนี้ ไม่มีน้ำมันชนิดใดจำเป็นต้องใช้มากเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ วิธีนึ่ง ต้ม อบ หรือย่างแบบไม่ไหม้ ช่วยลดปริมาณไขมันที่ต้องเติมระหว่างปรุงได้มากกว่าการเปลี่ยนยี่ห้อน้ำมันเพียงอย่างเดียว

มันหมูเหมาะกับไฟแรงมากกว่าน้ำมันมะกอกจริงหรือ?

คำกล่าวที่ว่ามันหมูควรใช้ทอดไฟแรง ส่วนการผัดไฟอ่อนต้องใช้น้ำมันมะกอกหรือถั่วเหลืองเท่านั้นนั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการกลั่น จุดเกิดควัน คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาปรุง และการควบคุมอุณหภูมิ

น้ำมันมะกอกสามารถใช้ปรุงอาหารได้หลายระดับความร้อน โดยเฉพาะการผัดและอบ ส่วนการทอดไฟแรงควรเลือกน้ำมันที่เหมาะกับอุณหภูมิและไม่ปล่อยให้มีควัน ไม่ว่าจะเป็นมันหมูหรือน้ำมันพืชก็ตาม

คำว่า “จุดเดือดของมันหมูประมาณ 190 องศาเซลเซียส” ในต้นฉบับควรแก้เป็น “จุดเกิดควัน” ซึ่งไม่ใช่ค่าคงที่และอาจเปลี่ยนตามสิ่งเจือปน การผลิต และการใช้งานที่ผ่านมา

ไขมันใช้ซ้ำได้หรือไม่?

การให้ความร้อนซ้ำ โดยเฉพาะอุณหภูมิสูงและเป็นเวลานาน ทำให้ไขมันเกิดการออกซิเดชันและเสื่อมคุณภาพ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับมันหมู แต่น้ำมันทุกชนิดได้รับผลกระทบได้ต่างกันตามองค์ประกอบและสภาพการใช้งาน

ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในครัวเรือนคือใช้ไขมันในปริมาณพอดีต่อการปรุงและหลีกเลี่ยงการนำกลับมาใช้ซ้ำ หากน้ำมันหรือไขมันมีสีเข้มขึ้น เหนียว มีกลิ่นเหม็นหืน เกิดฟอง หรือมีควันเร็วกว่าปกติ ควรทิ้งอย่างเหมาะสม และไม่ควรเทลงท่อระบายน้ำ

ไม่ควรเติมไขมันใหม่ลงในไขมันที่เสื่อมสภาพเพื่อยืดอายุ เพราะไม่ได้ทำให้ผลิตภัณฑ์สลายตัวที่เกิดขึ้นแล้วหายไป รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ทอดจนไหม้หรือมีรสเหม็นหืน

ใครบ้างที่ควรจำกัดมันหมูเป็นพิเศษ?

  • ผู้ที่มี LDL หรือคอเลสเตอรอลสูง
  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดสูง
  • ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ โรคอ้วน หรือไตรกลีเซอไรด์สูง
  • ผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวน้อยหรือมีโรคประจำตัวหลายชนิด
  • ผู้ที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำให้จำกัดไขมันอิ่มตัว

คำว่า “หลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด” ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนในกลุ่มเหล่านี้ แต่ควรจำกัดตามระดับความเสี่ยงและคำแนะนำรายบุคคล บางคนอาจรับประทานได้เป็นครั้งคราวในปริมาณเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจต้องหลีกเลี่ยงเพราะมีโรครุนแรงหรือกำลังอยู่ระหว่างการรักษา

ลดมันหมูอย่างไรโดยไม่ทำให้อาหารจืดชืด?

  • ลดปริมาณทีละน้อยและใช้ช้อนตวง แทนการตักโดยประมาณ
  • ใช้กระทะไม่ติดเพื่อลดไขมันที่ต้องเติม
  • เลือกเนื้อไม่ติดมันและตัดหนังหรือไขมันที่มองเห็นออก
  • ใช้สมุนไพร กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว และเครื่องเทศเพิ่มกลิ่น
  • เพิ่มเมนูนึ่ง ต้ม อบ และย่างแบบไม่ไหม้
  • รับประทานผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และผลไม้ให้หลากหลาย
  • สลับรับประทานปลาและโปรตีนจากพืชแทนเนื้อติดมัน
  • ตรวจฉลากไขมันอิ่มตัวในอาหารสำเร็จรูปและขนมอบ

อาหารและการเดินช่วยลดไขมันได้ แต่ไม่แทนยาเสมอไป

ต้นฉบับระบุว่า หลังลดมันหมู เปลี่ยนรูปแบบอาหาร และเดินวันละ 30 นาทีเป็นเวลา 6 เดือน ชายวัย 75 ปีมีระดับไขมันดีขึ้นและอาการเจ็บหน้าอกหายไป แต่ไม่มีผลตรวจหรือลำดับการรักษาที่ตรวจสอบได้ จึงไม่ควรตีความว่าการปรับพฤติกรรมอย่างเดียวเพียงพอสำหรับผู้มีหลอดเลือดตีบหรือเจ็บหน้าอกทุกคน

ผู้ป่วยที่มี LDL สูงมาก คราบพลัคในหลอดเลือด หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด อาจจำเป็นต้องใช้ยาลดไขมัน ยาควบคุมความดัน ยาต้านเกล็ดเลือด หรือการรักษาอื่นตามการประเมินของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาหลังผลเลือดดีขึ้นหรือเปลี่ยนมาใช้อาหารเสริมแทน

สรุป มันหมูไม่ใช่ผู้ร้ายตัวเดียว แต่ก็ไม่ใช่อาหารวิเศษ

มันหมูสามารถใช้ประกอบอาหารได้ในปริมาณจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่มีข้อห้าม แต่ไม่ควรใช้เป็นไขมันหลักทุกมื้อหรือเชื่อว่าเป็นของธรรมชาติแล้วจะกินเท่าไรก็ได้ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือไขมันอิ่มตัวจากอาหารทั้งหมด รวมถึงเนื้อติดมัน กะทิ เนย ชีส ของทอด และขนมอบ

วิธีดูแลหัวใจที่มีหลักฐานรองรับคือเลือกไขมันไม่อิ่มตัวแทนไขมันอิ่มตัว เพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ปลาและถั่ว เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม และตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง หากมีอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจไม่อิ่ม ไม่ควรรอให้ปรับอาหารเห็นผล แต่ต้องเข้ารับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล