แพทย์เตือน 4 พฤติกรรมหลังตื่นนอน หลายคนชอบทำ หารู้ไม่ เสี่ยง "ทำลาย" หลอดเลือด!

แพทย์เตือน 4 พฤติกรรมหลังตื่นนอน หลายคนชอบทำ หารู้ไม่ เสี่ยง "ทำลาย" หลอดเลือด!

แพทย์เตือน 4 พฤติกรรมหลังตื่นนอน หลายคนชอบทำ หารู้ไม่ เสี่ยง "ทำลาย" หลอดเลือด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตื่นแล้วอย่าเพิ่งรีบ! 4 พฤติกรรม ไม่ควรทำหลังตื่นนอน เสี่ยงทำลายสุขภาพกว่าที่คิด ทั้งความดันแกว่ง หัวใจทำงานหนักโดยไม่รู้ตัว

ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เข้านอนตรงเวลา และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองข้ามพฤติกรรมเล็ก ๆ หลังตื่นนอนได้ เพราะบางอย่างอาจทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

บทความสุขภาพจากต่างประเทศเล่าถึงนายหวัง ชายชาวจีนวัย 52 ปี ซึ่งเชื่อว่าตนมีวิถีชีวิตที่ดีมาโดยตลอด เนื่องจากไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เข้านอนประมาณ 22.00 น. และออกกำลังกายเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ผลตรวจสุขภาพกลับพบว่าเขามีความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง และมีความดันโลหิตในช่วงเช้าสูง แพทย์จึงสอบถามกิจวัตรประจำวันเพิ่มเติม ก่อนพบว่าเขามีพฤติกรรมหลังตื่นนอนหลายอย่างที่อาจกระตุ้นให้ความดันและชีพจรเปลี่ยนแปลงในเวลาอันรวดเร็ว

ถึงกระนั้น ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า พฤติกรรมทั้ง 4 อย่างต่อไปนี้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวอย่างถาวร หรือสร้างความเสียหายมากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์หลายเท่าตามที่มีการกล่าวอ้าง สิ่งที่ยืนยันได้คือพฤติกรรมบางอย่างอาจทำให้ความดันเพิ่มหรือลดชั่วคราว จนเกิดอาการเวียนศีรษะ เป็นลม หรือเพิ่มภาระต่อหัวใจในผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว

ทำไมช่วงหลังตื่นนอนจึงต้องระวังเป็นพิเศษ?

ขณะนอนหลับ ร่างกายอยู่ในภาวะพัก อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตมักลดลง เมื่อเริ่มตื่น ระบบประสาทและฮอร์โมนจะปรับการทำงานเพื่อให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหว ส่งผลให้ชีพจรและความดันเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

สำหรับคนทั่วไป ร่างกายสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ตามปกติ แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่ขาดน้ำ เป็นเบาหวาน มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือใช้ยาบางชนิด อาจปรับตัวได้ช้ากว่า จึงมีโอกาสเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเกิดความดันผิดปกติเมื่อเปลี่ยนท่า

1. ลุกพรวดจากเตียงทันที

หลายคนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที เพราะกลัวไปทำงานสายหรืออยากเริ่มต้นวันอย่างกระฉับกระเฉง แต่การเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่ายืนอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เลือดไหลลงสู่ช่วงล่างของร่างกายตามแรงโน้มถ่วง

สิ่งที่พบได้บ่อยไม่ใช่ความดันพุ่งสูงจนหลอดเลือดแตก แต่คือภาวะความดันโลหิตลดลงเมื่อเปลี่ยนท่า หรือ orthostatic hypotension ซึ่งทำให้หน้ามืด มองเห็นไม่ชัด เสียการทรงตัว และอาจเป็นลมได้ โดยพบได้บ่อยขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

ทางที่ดีเมื่อตื่นแล้วควรนอนนิ่งสักครู่ ค่อย ๆ พลิกตัวและลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง ก่อนยืนเมื่อรู้สึกมั่นคง โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีอาการหน้ามืดหลังลุกจากเตียง ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาตายตัว แต่ไม่ควรฝืนลุกเร็วเมื่อร่างกายยังรู้สึกโคลงเคลง

2. กลั้นปัสสาวะทั้งที่ปวดมาก

หลังจากนอนหลับหลายชั่วโมง กระเพาะปัสสาวะของบางคนอาจเต็ม แต่ยังเลือกกลั้นไว้เพราะต้องการนอนต่อหรือรีบทำกิจกรรมอย่างอื่นก่อน การศึกษาขนาดเล็กในหญิงวัยกลางคนพบว่า การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลาหลายชั่วโมงอาจทำให้ค่าความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราวได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าการกลั้นปัสสาวะตอนเช้าเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผนังหลอดเลือดฉีกขาด หรือทำให้หลอดเลือดเสียหายรุนแรงตามที่บทความบางแห่งกล่าวอ้าง ความเสี่ยงที่ควรกังวลมากกว่าคือความไม่สบายตัว ปัญหาทางเดินปัสสาวะ และค่าความดันที่คลาดเคลื่อนหากวัดขณะกระเพาะปัสสาวะเต็ม

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ปัสสาวะก่อนวัดความดัน นั่งพักอย่างสงบอย่างน้อย 5 นาที และงดกาแฟ การสูบบุหรี่ และการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด เพื่อให้ได้ค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

3. ตื่นแล้วออกกำลังกายหนักทันที

การออกกำลังกายตอนเช้าไม่ใช่เรื่องอันตรายสำหรับทุกคน และไม่มีหลักฐานว่าออกกำลังกายขณะท้องว่างจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเสมอไป ในทางตรงกันข้าม การมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานชนิดที่ 2 และปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายชนิด

สิ่งที่ควรระวังคือการตื่นแล้วเริ่มวิ่งเร็ว ยกน้ำหนักมาก หรือออกแรงเต็มที่ทันทีโดยไม่อบอุ่นร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายขาดน้ำ อากาศหนาวจัด หรือมีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่เดิม

ก่อนออกกำลังกายควรดื่มน้ำในปริมาณพอเหมาะ เริ่มด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ และอบอุ่นร่างกาย จากนั้นจึงค่อยเพิ่มความหนัก ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือมีโรคประจำตัวควรเริ่มจากระดับปานกลาง และปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมที่ใช้แรงมาก

หากระหว่างออกกำลังกายมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกผิดปกติ ใจสั่นรุนแรง หน้ามืด หรือรู้สึกจะเป็นลม ควรหยุดทันทีและขอความช่วยเหลือทางการแพทย์

4. ดื่มกาแฟหรือชาเข้มข้นทันทีหลังตื่น

คาเฟอีนสามารถกระตุ้นระบบประสาท ทำให้บางคนมีชีพจรเร็ว ใจสั่น และความดันเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยดื่มกาแฟหรือมีความไวต่อคาเฟอีน แต่ไม่ได้หมายความว่ากาแฟหนึ่งแก้วตอนเช้าจะทำลายหลอดเลือดของทุกคน

สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะดูเหมือนจะปลอดภัยต่อหัวใจสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ แต่การตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกันตามสุขภาพ ยาที่ใช้ และปริมาณที่ได้รับ

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรงหรือดื่มแล้วใจสั่น ควรลดปริมาณ เลี่ยงกาแฟเข้มข้นหลายแก้ว และพูดคุยกับแพทย์หากควบคุมความดันไม่ได้ งานวิจัยหนึ่งยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 2 แก้วกับความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้นในผู้มีความดันสูงระดับรุนแรง แต่ไม่พบความเสี่ยงแบบเดียวกันในผู้ที่ความดันไม่รุนแรง

หากต้องวัดความดันในตอนเช้า ควรวัดก่อนดื่มกาแฟหรือชา เพราะคาเฟอีนอาจทำให้ค่าสูงขึ้นชั่วคราวและรบกวนการประเมินผล

กิจวัตรหลังตื่นนอนแบบไหนเป็นมิตรต่อหัวใจ?

  1. ค่อย ๆ เปลี่ยนท่า หลังตื่นให้พลิกตัว ลุกนั่ง และยืนอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เคยหน้ามืดหรือมีความดันต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า

  2. เข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวด ไม่ควรฝืนกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน และควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนวัดความดัน

  3. เติมน้ำให้ร่างกาย สามารถดื่มน้ำตามความกระหายก่อนเริ่มกิจกรรม โดยผู้ที่แพทย์จำกัดปริมาณน้ำจากโรคหัวใจหรือโรคไตควรปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะของแพทย์

  4. เริ่มเคลื่อนไหวเบา ๆ อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเพิ่มความหนักแบบกะทันหัน

  5. ดื่มคาเฟอีนอย่างพอเหมาะ สังเกตว่าหลังดื่มมีใจสั่น ปวดศีรษะ หรือความดันเพิ่มผิดปกติหรือไม่

ดูแลหลอดเลือด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิจวัตรตอนเช้าเพียงอย่างเดียว

หลอดเลือดแข็งและความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอายุ พันธุกรรม เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การกินโซเดียมมาก การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการไม่ออกกำลังกาย จึงไม่ควรสรุปสาเหตุจากพฤติกรรมหลังตื่นนอนเพียงไม่กี่อย่าง

การกินอาหารรูปแบบ DASH เป็นอีกแนวทางที่ช่วยดูแลหัวใจ โดยเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่ว และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ พร้อมลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และโซเดียมสูง

ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที และทำกิจกรรมเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายควรค่อย ๆ เพิ่มเวลาและความหนัก

ด้านการพักผ่อน ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเข้านอนก่อน 23.00 น. สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนอนอย่างมีคุณภาพและสม่ำเสมอ โดยผู้ใหญ่อายุ 18–60 ปีควรนอนอย่างน้อยคืนละ 7 ชั่วโมง ส่วนความต้องการอาจแตกต่างกันตามช่วงอายุและสุขภาพ

ต้องตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดทุก 6 เดือนหรือไม่?

คนทั่วไปที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดทุก 6 เดือนเพื่อค้นหาคราบไขมันด้วยตนเอง ความถี่และชนิดของการตรวจควรขึ้นอยู่กับอายุ อาการ โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว และการประเมินของแพทย์

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงปกติ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ตรวจความดันอย่างน้อยปีละครั้งหากค่าปกติ และตรวจระดับไขมันในเลือดประมาณทุก 4–6 ปี หรือทุก 5 ปีตามแนวทางล่าสุด ส่วนผู้ที่มีค่าผิดปกติหรือมีความเสี่ยงสูงอาจต้องตรวจถี่กว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรรอดูอาการ

หากวัดความดันได้มากกว่า 180/120 มิลลิเมตรปรอท ควรพักและวัดซ้ำ หากค่ายังสูงมากร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดหลัง ชาหรืออ่อนแรง มองเห็นเปลี่ยนไป หรือพูดไม่ชัด ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าตื่นมาแล้วห้ามลุก ห้ามออกกำลังกาย หรือห้ามดื่มกาแฟ แต่คือควรให้เวลาร่างกายปรับตัว ทำทุกอย่างอย่างพอเหมาะ และสังเกตอาการของตัวเอง ที่สำคัญคืออย่าหลงเชื่อคำกล่าวที่ว่าเพียงกิจวัตรตอนเช้าไม่กี่อย่างจะทำลายหลอดเลือดมากกว่าแอลกอฮอล์ เพราะสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากปัจจัยสะสมหลายด้าน และต้องประเมินเป็นรายบุคคล

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล