เปิดตำนาน "โอคิคุ" ตุ๊กตาเด็กหญิงผมยาว วิทยาศาสตร์อธิบายปริศนา ตุ๊กตาผมยาวเองได้ยังไง?

เปิดตำนาน "โอคิคุ" ตุ๊กตาเด็กหญิงผมยาว วิทยาศาสตร์อธิบายปริศนา ตุ๊กตาผมยาวเองได้ยังไง?

เปิดตำนาน "โอคิคุ" ตุ๊กตาเด็กหญิงผมยาว วิทยาศาสตร์อธิบายปริศนา ตุ๊กตาผมยาวเองได้ยังไง?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ตำนาน “ตุ๊กตาโอคิคุ” ปริศนาตุ๊กตาผมยาวแห่งญี่ปุ่น วิญญาณเด็กหญิงยังอยู่ในนั้นจริงหรือ?

ภายในวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด มีตุ๊กตาญี่ปุ่นตัวเล็กสวมกิโมโนถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจก ใบหน้าของมันดูสงบนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปข้างหน้า และมีเส้นผมสีดำยาวลงมาจากศีรษะ

สิ่งที่ทำให้ตุ๊กตาตัวนี้ไม่เหมือนตุ๊กตาทั่วไป คือคำบอกเล่าที่ว่า เดิมทีมันมีผมทรงบ๊อบสั้น แต่หลังเจ้าของตัวน้อยเสียชีวิต เส้นผมกลับค่อย ๆ ยาวขึ้นราวกับยังมีชีวิต จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานลี้ลับที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น

ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อว่า “โอคิคุ” หรือ “โอคิคุ นิงเงียว” ตุ๊กตาผมยาวซึ่งถูกเก็บรักษาอยู่ที่วัดมันเนนจิ เมืองอิวะมิซาวะ จังหวัดฮอกไกโด และยังคงดึงดูดผู้สนใจเรื่องราวลี้ลับมาจนถึงปัจจุบัน 

จุดเริ่มต้นจากของขวัญของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ

เรื่องราวที่แพร่หลายที่สุดเริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1918 เมื่อ เอคิจิ ซูซูกิ เด็กหนุ่มวัย 17 ปี เดินทางไปยังงานแสดงสินค้าที่ซัปโปโร ก่อนซื้อตุ๊กตาญี่ปุ่นผมบ๊อบตัวหนึ่งกลับมาเป็นของฝากให้ คิคุโกะ น้องสาววัยประมาณ 3 ขวบ

คิคุโกะหลงรักตุ๊กตาตัวใหม่อย่างมาก เธอพามันไปเล่นด้วยแทบทุกแห่ง และมีเรื่องเล่าว่าเด็กหญิงถึงกับนำตุ๊กตาไปนอนด้วยข้างกายในทุกคืน สำหรับเธอแล้ว มันอาจไม่ได้เป็นเพียงของเล่น แต่เป็นเหมือนเพื่อนตัวน้อยที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา 

ทว่าความสุขของครอบครัวซูซูกิอยู่ได้ไม่นาน ในเดือนมกราคมปีถัดมา คิคุโกะล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 3 ขวบ ครอบครัวตั้งใจจะนำตุ๊กตาที่เธอรักใส่ลงไปในโลงด้วย แต่ตามเรื่องเล่า พวกเขากลับลืมตุ๊กตาไว้ที่บ้านและเพิ่งนึกขึ้นได้หลังพิธีเคลื่อนศพผ่านไปแล้ว

ครอบครัวจึงนำตุ๊กตาไปตั้งไว้ใกล้โกศกระดูกและแท่นบูชาประจำบ้าน เพื่อใช้เป็นตัวแทนแห่งความทรงจำ พร้อมเรียกมันตามชื่อเด็กหญิงว่า “โอคิคุ” ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียกชื่อ “คิคุโกะ” อย่างให้เกียรติในภาษาญี่ปุ่น 

จากผมบ๊อบสั้น กลับยาวลงมาถึงหัวไหล่

หลังเวลาผ่านไป สมาชิกในครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ตุ๊กตาซึ่งเคยมีผมสั้นแบบเด็กญี่ปุ่นในยุคนั้น กลับดูเหมือนมีเส้นผมยาวขึ้นทีละน้อย จนเส้นผมเริ่มปกคลุมใบหูและลงมาถึงบริเวณหัวไหล่

สำหรับครอบครัวที่ยังคงโศกเศร้ากับการจากไปของคิคุโกะ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พวกเขาเชื่อว่า วิญญาณของเด็กหญิงอาจยังผูกพันอยู่กับตุ๊กตาที่เธอรัก และเส้นผมที่ยาวขึ้นคือสัญญาณว่าเธอยังไม่ได้จากครอบครัวไปอย่างสมบูรณ์ 

เรื่องเล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงตุ๊กตาที่ออกอาละวาด ทำร้ายผู้คน หรือเคลื่อนไหวในยามค่ำคืนเหมือนตำนานตุ๊กตาต้องคำสาปหลายเรื่อง ความน่ากลัวของโอคิคุจึงไม่ได้มาจากความรุนแรง แต่เกิดจากคำถามง่าย ๆ ที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า “เหตุใดเส้นผมของสิ่งไม่มีชีวิตจึงดูเหมือนยาวขึ้นได้?”

ครอบครัวย้ายออกจากฮอกไกโด ฝากตุ๊กตาไว้กับวัด

ในปี ค.ศ. 1938 ครอบครัวซูซูกิต้องย้ายไปยังเกาะซาฮาลิน หรือคาราฟูโตะในชื่อที่ญี่ปุ่นใช้ในเวลานั้น แต่ไม่สะดวกนำตุ๊กตาไปด้วย จึงนำโอคิคุไปฝากไว้ที่ วัดมันเนนจิ ซึ่งเป็นวัดพุทธในพื้นที่คุริซาวะ ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองอิวะมิซาวะ จังหวัดฮอกไกโด

ภายหลังสงคราม ครอบครัวเดินทางกลับมาที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศให้คิคุโกะ และมีเรื่องเล่าว่า พวกเขาพบว่าเส้นผมของตุ๊กตายาวกว่าเดิมอีก จึงตัดสินใจมอบตุ๊กตาให้วัดดูแลและประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลให้เด็กหญิงอย่างถาวร 

นับแต่นั้น โอคิคุจึงถูกเก็บรักษาอยู่ภายในวัด และกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “ตุ๊กตาผมยาวแห่งมันเนนจิ” ผู้มาเยือนบางส่วนเดินทางไปด้วยความอยากพิสูจน์เรื่องลี้ลับ ขณะที่อีกหลายคนมองตุ๊กตาตัวนี้ในฐานะสิ่งแทนใจของครอบครัวที่สูญเสียเด็กหญิงอันเป็นที่รัก

พระต้องตัดผมให้ตุ๊กตาจริงหรือไม่?

หนึ่งในรายละเอียดที่ถูกเล่าต่อกันมากที่สุดคือ พระภายในวัดต้องคอยตัดแต่งเส้นผมของโอคิคุ เพราะเมื่อปล่อยไว้นาน เส้นผมจะยาวลงมาเรื่อย ๆ บางเรื่องเล่ายังกล่าวว่า ผมเคยยาวลงไปถึงช่วงเอวหรือหัวเข่า ก่อนจะถูกตัดกลับให้สั้นลง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องความยาว ตำแหน่งที่เส้นผมเคยยาวถึง และความถี่ในการตัดแตกต่างกันไปในแต่ละแหล่ง บางแหล่งระบุเพียงว่า ผมจากเดิมที่เป็นทรงบ๊อบยาวลงมาถึงใต้หัวไหล่ จึงควรมองรายละเอียดเหล่านี้ในฐานะส่วนหนึ่งของตำนาน มากกว่าจะถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบ 

ผมของโอคิคุเคยถูกตรวจว่าเป็นเส้นผมมนุษย์จริงหรือ?

เรื่องเล่าบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากระบุว่า เส้นผมของโอคิคุเคยถูกนักวิทยาศาสตร์นำไปตรวจ และพบว่าเป็นเส้นผมของเด็ก อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบเอกสารการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการหรือรายงานวิจัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจน จึงไม่สามารถยืนยันว่าตุ๊กตามีเส้นผมงอกขึ้นเองจริง

แต่จากการที่มีผู้ศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่าตุ๊กตาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมบางชนิดจะใช้เส้นผมมนุษย์ในการทำวิกอยู่แล้ว การที่เส้นผมดูยาวขึ้นจึงอาจมีคำอธิบายหลายอย่าง เช่น เส้นผมที่ยึดอยู่ภายในศีรษะค่อย ๆ เลื่อนออกมา วัสดุที่ใช้ยึดเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือการจัดทรงและความชื้นทำให้ความยาวที่มองเห็นเปลี่ยนไป

แต่เนื่องจากตัวตุ๊กตาไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่ให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบอย่างเป็นระบบ คำอธิบายเหล่านี้จึงยังเป็นเพียงสมมติฐาน เช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณที่ไม่สามารถพิสูจน์หรือหักล้างได้จากเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว

ตำนานโอคิคุมีมากกว่าหนึ่งเวอร์ชัน

แม้เรื่องราวของเอคิจิและคิคุโกะจะเป็นเวอร์ชันที่ถูกเล่ากันอย่างแพร่หลายที่สุด แต่การตรวจสอบเรื่องเล่าเก่าในสื่อญี่ปุ่นพบว่า รายละเอียดบางอย่างเคยแตกต่างออกไป เช่น ปีที่ตุ๊กตาถูกนำไปฝากวัด ชื่อของเด็กหญิง และผู้ที่พบว่าเส้นผมยาวขึ้น

รายงานเกี่ยวกับประวัติเรื่องเล่าระบุว่า บทความนิตยสารญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1960 เคยใช้ชื่อเด็กหญิงว่า “คิโยโกะ” และบอกว่าตุ๊กตาถูกนำมาฝากวัดในเวลาที่ช้ากว่าเรื่องเล่าปัจจุบันหลายปี ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า ตำนานโอคิคุอาจถูกเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนมาตลอดหลายสิบปี

นี่เป็นลักษณะสำคัญของตำนานเมือง เมื่อเรื่องราวถูกบอกต่อจากครอบครัวสู่วัด จากวัดไปสู่สื่อ และจากสื่อญี่ปุ่นไปยังผู้ชมทั่วโลก รายละเอียดบางส่วนอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่แก่นของเรื่องยังคงเดิม นั่นคือความผูกพันระหว่างเด็กหญิงผู้จากไปกับตุ๊กตาที่เธอรักที่สุด

ทำไมตุ๊กตาโอคิคุจึงน่ากลัว ทั้งที่ไม่เคยทำร้ายใคร?

ความน่าขนลุกของโอคิคุอาจเกิดจากสิ่งที่นักเล่าเรื่องสยองขวัญใช้กันมานาน นั่นคือการนำสิ่งที่ควรอยู่นิ่งและไร้ชีวิตมาแสดงลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิต ตุ๊กตามีรูปร่างคล้ายมนุษย์อยู่แล้ว เมื่อมีคำบอกเล่าว่าเส้นผมยาวขึ้น ความรู้สึกคุ้นเคยจึงกลายเป็นความไม่สบายใจในทันที

อีกด้านหนึ่ง เรื่องของโอคิคุไม่ใช่เพียงตำนานผี แต่เป็นเรื่องของความสูญเสีย ครอบครัวที่ไม่อาจนำตุ๊กตาไปพร้อมกับเด็กหญิงได้ จึงเก็บมันไว้เป็นตัวแทนของเธอ เมื่อผมของตุ๊กตาดูเปลี่ยนไป ความเศร้าและความคิดถึงจึงค่อย ๆ ถูกตีความเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงไม่ได้มองโอคิคุเป็นตุ๊กตาต้องคำสาป แต่เป็นของรักที่ครอบครัวนำมาฝากไว้กับวัด เพื่อให้วิญญาณของเด็กหญิงได้รับการดูแลและระลึกถึงอย่างสงบ

สรุป ตุ๊กตาผมยาวที่ยังคงทิ้งคำถามมานานกว่าศตวรรษ

ตำนานโอคิคุเริ่มต้นจากตุ๊กตาญี่ปุ่นธรรมดาที่พี่ชายซื้อให้น้องสาวในปี ค.ศ. 1918 หลังเด็กหญิงเสียชีวิต ครอบครัวนำตุ๊กตาไปตั้งไว้บนแท่นบูชา ก่อนสังเกตว่าเส้นผมซึ่งเคยสั้นดูเหมือนจะค่อย ๆ ยาวขึ้น และนำไปฝากไว้ที่วัดมันเนนจิในเวลาต่อมา

จนถึงวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะและยืนยันว่าเส้นผมของโอคิคุงอกได้เหมือนเส้นผมของมนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องเล่าก็ยังไม่เคยหายไปจากความทรงจำของผู้คน

บางที สิ่งที่ทำให้โอคิคุอยู่รอดมาได้นานกว่าร้อยปี อาจไม่ใช่เพราะตุ๊กตามีวิญญาณสิงอยู่จริง แต่อาจเป็นเพราะความรัก ความสูญเสีย และคำถามที่มนุษย์ยังไม่พร้อมจะปล่อยให้มีคำตอบเพียงแบบเดียว

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล