3 ส่วนของหมู "คอเลสเตอรอลสูงที่สุด" มีประโยชน์แต่ต้องระวัง เสี่ยงทำลายหลอดเลือด

3 ส่วนของหมู "คอเลสเตอรอลสูงที่สุด" มีประโยชน์แต่ต้องระวัง เสี่ยงทำลายหลอดเลือด

3 ส่วนของหมู "คอเลสเตอรอลสูงที่สุด" มีประโยชน์แต่ต้องระวัง เสี่ยงทำลายหลอดเลือด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

3 ส่วนของหมูที่ควรกินให้พอดี คอเลสเตอรอลสูงกว่ากินไขมัน อร่อยมีประโยชน์ แต่กินบ่อย อาจกระทบไขมันในเลือด

เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในหลายเมนูโปรดของคนไทย ไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด หรือเมนูเครื่องในที่หลายคนชอบเป็นพิเศษ แต่แม้บางส่วนของหมูจะมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ หากกินบ่อยหรือกินในปริมาณมาก โดยเฉพาะเมนูที่ใช้น้ำมันเยอะหรือปรุงเค็มจัด ก็อาจเพิ่มภาระต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า “ห้ามกิน” แต่ควรรู้ว่าหมูบางส่วนมีคอเลสเตอรอลสูงกว่าส่วนอื่น และควรกินอย่างพอดี โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีโรคประจำตัว ควรระวังมากกว่าคนทั่วไป

ทำไมกินเครื่องในหมูมากเกินไปถึงต้องระวัง?

คอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารชนิดเดียว แต่เกี่ยวข้องกับภาพรวมของการกินทั้งวัน ทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ น้ำตาล น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย พันธุกรรม และโรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม American Heart Association ระบุว่า การกินไขมันอิ่มตัวมากเกินไปอาจทำให้ LDL หรือ “คอเลสเตอรอลไม่ดี” สูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ขณะเดียวกัน CDC ระบุว่า การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง เป็นหนึ่งในปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ที่เพิ่มความเสี่ยงภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ ดังนั้น เมนูหมูที่มีทั้งคอเลสเตอรอลสูง ไขมันสูง หรือปรุงด้วยน้ำมันและเกลือจำนวนมาก จึงควรกินอย่างระมัดระวัง

1. สมองหมู: เนื้อนุ่ม บำรุงจริงบางด้าน แต่คอเลสเตอรอลสูงมาก

สมองหมูเป็นเมนูที่บางคนเชื่อว่า “กินแล้วบำรุงสมอง” เพราะมีไขมันบางชนิดและสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท แต่สิ่งที่ต้องระวังคือปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงมากเมื่อเทียบกับอาหารทั่วไป

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการของ USDA ระบุว่า สมองหมูปรุงสุกแบบตุ๋น 3 ออนซ์ มีคอเลสเตอรอลประมาณ 2,169 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์หลายชนิด ขณะที่ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า สมองหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลราว 2,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น แม้สมองหมูจะไม่ใช่อาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่ไม่ควรกินบ่อยหรือกินครั้งละมาก โดยเฉพาะหากนำไปตุ๋นกับของมัน เช่น ไขกระดูก น้ำซุปมันจัด หรือปรุงรสเค็มมาก เพราะจะยิ่งเพิ่มทั้งไขมันและโซเดียมในมื้อเดียว

ใครควรระวังสมองหมูเป็นพิเศษ?

  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง หรือ LDL สูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ที่มีประวัติเส้นเลือดสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องควบคุมอาหารตามคำแนะนำแพทย์

2. ตับหมู: ธาตุเหล็กสูง แต่คอเลสเตอรอลก็สูงเช่นกัน

ตับหมูเป็นอาหารที่หลายคนเลือกกินเพราะมีธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 12 และสารอาหารหลายชนิด จึงมักถูกมองว่าเป็นอาหารบำรุงเลือด โดยเฉพาะในคนที่ต้องการเพิ่มธาตุเหล็กจากอาหาร

อย่างไรก็ตาม ตับหมูก็เป็นเครื่องในที่มีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า ตับหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลประมาณ 301 มิลลิกรัม จึงควรกินในปริมาณพอเหมาะ ไม่ใช่กินเป็นเมนูประจำทุกวัน

อีกจุดที่ต้องระวังคือวิธีปรุง หากนำตับหมูไปผัดน้ำมันมาก ทอด หรือปรุงรสเค็มจัด ปริมาณไขมันและโซเดียมในมื้อนั้นจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ควรเลือกตับจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างให้สะอาด และปรุงให้สุกทั่วถึงก่อนกิน

กินตับหมูอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น?

  • กินในปริมาณเล็ก ไม่กินบ่อยเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการผัดน้ำมันมากหรือทอดซ้ำ
  • ปรุงให้สุกทั่วถึง แต่ไม่ควรไหม้หรือแห้งจนเกินไป
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนกินบ่อย

3. หัวใจหมู: โปรตีนดี แต่ไม่ใช่กินได้ไม่จำกัด

หัวใจหมูเป็นอีกส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นเนื้อแน่น โปรตีนสูง และมีไขมันน้อยกว่าหมูสามชั้นหรือส่วนติดมันบางชนิด อีกทั้งยังมีวิตามินบีและแร่ธาตุบางชนิด แต่ก็ยังจัดเป็นเครื่องในที่ควรกินอย่างพอดี

ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า หัวใจหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลประมาณ 131 มิลลิกรัม แม้จะต่ำกว่าสมองหมูและตับหมู แต่หากกินบ่อย ร่วมกับอาหารมันจัด เค็มจัด หรือกินในปริมาณมาก ก็อาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องควบคุมไขมันและความดันโลหิต

เมนูที่ควรระวังคือหัวใจหมูตุ๋นหรือผัดที่ใส่เกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา หรือเครื่องปรุงรสจำนวนมาก เพราะโซเดียมสูงอาจกระทบความดันโลหิตได้ โดย American Heart Association แนะนำให้จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน และเป้าหมายที่เหมาะกว่าสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คือไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

กินหัวใจหมูแบบไหนดีกว่า?

  • เลือกต้ม นึ่ง หรือตุ๋นแบบลดเค็ม แทนการผัดน้ำมันมาก
  • กินครั้งละพอดี ไม่กินเป็นเมนูหลักทุกวัน
  • กินคู่กับผักและอาหารที่มีใยอาหาร เพื่อช่วยให้มื้ออาหารสมดุลขึ้น
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง ควรจำกัดความถี่ในการกิน

คนกลุ่มไหนควรลดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องในหมู?

เครื่องในหมูไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่สำหรับบางกลุ่มควรกินให้น้อยลง หรือขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนกินบ่อย ๆ ได้แก่

  • ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง หรือ LDL สูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะเมนูที่ปรุงเค็ม
  • ผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต ที่ต้องควบคุมอาหารเป็นพิเศษ
  • ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง
  • ผู้ที่แพ้หรือมีปัญหาทางสุขภาพที่แพทย์แนะนำให้จำกัดเครื่องในสัตว์

ไม่ต้องเลิกกิน แต่ควรกินให้เป็น

สมองหมู ตับหมู และหัวใจหมู ต่างก็มีคุณค่าทางโภชนาการในตัวเอง แต่ไม่ควรกินบ่อยหรือกินมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูที่มันจัด เค็มจัด หรือผ่านการทอด เพราะอาจทำให้ได้รับคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูงเกินความจำเป็น

วิธีกินให้ปลอดภัยขึ้นคือ เลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ปรุงสุก ลดน้ำมัน ลดเค็ม กินปริมาณพอดี และสลับกับโปรตีนแหล่งอื่น เช่น ปลา ไก่ไม่ติดมัน ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช รวมถึงเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารให้มากขึ้น

สรุป 3 ส่วนของหมูที่ควรกินอย่างระวัง

สมองหมู เป็นส่วนที่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก จึงไม่เหมาะกับการกินบ่อย โดยเฉพาะคนที่มีไขมันในเลือดสูงหรือโรคหัวใจ

ตับหมู มีธาตุเหล็กและวิตามินสูง แต่ก็มีคอเลสเตอรอลสูงเช่นกัน ควรกินในปริมาณเล็กและปรุงให้เหมาะสม

หัวใจหมู มีโปรตีนและวิตามินบี แต่ไม่ควรกินไม่จำกัด โดยเฉพาะหากปรุงเค็มหรือมันจัด เพราะอาจกระทบทั้งไขมันและความดันโลหิต

สุดท้ายแล้ว หัวใจของการกินเพื่อสุขภาพไม่ใช่การตัดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งทิ้งทั้งหมด แต่คือการรู้ปริมาณ ความถี่ วิธีปรุง และสุขภาพของตัวเองก่อนเลือกกิน

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล